วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

พลังที่เหนือกว่าคำว่า “รัก”

จากคอลันม์ “เมนูข้อมูล” โดย นายดาต้า มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 28 ส.ค. - 3 ก.ย. 2552 ปีที่ 29 ฉบับ 1515

คล้ายว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ปัญหาครอบครัวจะเกิดจากลูก โดยเฉพาะที่เป็นวัยรุ่นคิดว่า พ่อแม่ไม่เข้าใจลูก อยากให้ลูกเป็นเหมือนกับที่พ่อแม่คิด ในขณะที่ลูกต้องการเติบโตไปอีกทาง

ความไม่เข้าใจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิเสธซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความโกรธ ความน้อยใจ อันจะนำมาซึ่งความเหินห่าง และแยกตัวออกจากกันมากขึ้น

พ่อแม่ยังติดในสังคมเก่า ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลง

ขณะที่น้ำเสียงของสังคมเรียกร้องให้ช่วยกันสร้างความอบอุ่นให้ครอบครัว

แต่เสียงเรียกร้องนั้นดูเหมือนว่าจะมุ่งไปที่การโทษฝ่ายเดียว คือ พ่อ แม่

พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ไม่ทำความเข้าใจลูก ปล่อยให้ลูกขาดความอบอุ่น ขาดความรัก หรือรักลูกไม่ถูกทาง ตามใจไปเสียทุกอย่าง ทำตัวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน

เพราะลูกเป็นเด็กจึงได้รับประโยชน์จากการไม่ต้องถูกสังคมเรียกร้อง

ที่ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากสังคมยุคใหม่มีลูกน้อยคน ค่าของลูกจึงท่วมท้น เกินกว่าที่พ่อแม่จะปล่อยให้ลิ้นไรลอบย้ำ ทุกส่ิงทุกอย่างยอมได้เพื่อลูก

นี่เป็นช่องทางให้นักการตลาดแห่งยุคบริโภคนิยมใช้วิธีกระตุ้นความอยากให้เด็ก เพื่อให้เด็กเรียกร้องให้พ่อแม่ซื้อ

สร้างวัตถุนิยมให้เป็นลัทธิครอบงำความคิดเด็ก

ให้อยากได้ไม่รู้จบสิ้น ไม่รู้พื้นฐานของตัวเอง อยากได้เกินฐานะ

ความยากลำบากของพ่อแม่ยุคนี้คือ หาไม่พอให้ลูกใช้

ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับลูก ไม่ใช่ว่าไม่เห็นว่าปล่อยอย่างนี้แล้วลูกเสียหาย

แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ เสียงดังไม่เท่ากับการรุกของนักการตลาดแห่งยุคบริโภคนิยมที่ผ่านมาทางสื่อมวลชนสารพัด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “สวนดุสิตโพล” สำรวจความคิดของแม่ที่มีต่อลูก

ร้อยละ 31.27 บอกว่าเด็กถูกครอบงำด้วยสื่อและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ร้อยละ 25.64 บอกว่าเด็กยุคนี้กล้าแสดงออกมากเกินไป ไม่มีสัมมาคารวะ ก้าวร้าว ใช้คำพูดคำจาไม่เหมาะสม ร้อยละ 19.51 เห็นว่าขาดผู้ใหญ่ชี้แนะ หรือให้ความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่ ร้อยละ 12.32 เห็นว่าเป็นพวกวัตถุนิยม ฟุ้งเฟ้อ ตามเพื่อน ทำตัวตามกระแส ร้อยละ 11.26 เห็นว่าเด็กห่างเหินศีลธรรม ไม่ได้รับการขัดเกลาทางด้านจิต

คนเป็นแม่เข้าใจหมดว่าเกิดอะไรกับลูก

แต่ทั้งที่เข้าใจแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เสียงของพ่อแม่ดังไม่เท่าเสียงของกระแส

อยากจะบอกลูก แต่ไม่มีวิธีบอกที่ชี้นำความคิดได้เท่ากับนักการตลาดมืออาชีพ

เพราะรักมาก ไม่อยากทำให้ลูกต้องกระทบกระเทือนใจ จึงทำให้ลูกไม่เกรง ไม่กลัว อยากจะได้อะไรก็เรียกร้องเอาโดยไม่ฟัง เหตุที่ขาดสัมมาคารวะก็เพราะรักมาก ไม่กล้าทำโทษเมื่อทำผิด

ที่สุดผลผลิตของยุคนี้ จึงได้เด็กที่ใช้จ่ายตามกระแส เพราะการปลุกเร้าของนักการตลาดมืออาชีพ ที่มีจิตวิทยามวลชนมากกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่จะสู้ได้

ครอบครัวส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่ายตามกระแสของลูก

ที่ตามมาคือลูกขาดความนับถือพ่อแม่ เพราะเห็นพ่อแม่ไม่มีปัญญาสนองให้ตัวเท่ากับที่พ่อแม่เพื่อนสนองให้

เด็กที่ไม่มีศีลธรรม และคำสั่งสอนที่ดีเป็นเกราะคุ้มกัน

ทั้งที่เป็นลูกยุคที่พ่อแม่รักดังไข่ในหิน อยากให้เติบโตไปในวิถีที่ดีงาม

กลับเป็นยุคที่ฟอนเฟะที่สุด ลูก ๆ ทำตัวเหลวแหลกให้พ่อแม่ช้ำใจ

ขณะที่สังคมก็ยังก่นประณามพ่อแม่ว่าไม่ให้ความรัก ไม่ให้ความอบอุ่นกับลูก

นักการตลาดเห็นแก่ได้ ที่กระตุ้นให้เด็กอยากได้ไม่รู้จักหยุด กลายเป็นนักการตลาดมือทองที่สังคมปรบมือให้ด้วยความยอมรับนับถือ

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เรียนรู้เพิ่มทุกวัน กับการใช้แม็ค (๒)

๑. สลับภาษาอังกฤษ-ไทย

เคยเขียนไปแล้วว่าการเปลี่ยนภาษาอังกฤษเป็นภาษาอื่น บนแม็ค คือกด Apple กับ Space Bar เราว่ามันไม่สะดวกเหมือนในวินโดวส์ที่กดปุ่ม ~ (Grave Accent) ปุ่มเดียว เรารู้สึกว่าตำแหน่งการกดไม่ค่อยถนัดมือเท่าไหร่ด้วย

พอเราใช้แม็คได้ซักพัก ก็ค่อยเรียนรู้ว่าเราเปลี่ยนปุ่ม Default ที่ตั้งมากับเครื่องได้ โดยไปที่ System Preference > Keyboard & Mouse > Keyboard Shortcuts แต่เท่าที่เราทดลองดู ก็พบว่าเราไม่สามารถเซ็ทสลับภาษาไทย-อังกฤษในปุ่มเดียวเหมือนในวินโดวส์ได้

สุดท้ายเราเลยเซ็ทปุ่ม Control + Grave Accent เป็นตัวสลับภาษา แต่ก็สร้างปัญหากับเราเล็กน้อย เพราะนอกจากต้อง "เขย่ง" กด ๒ ปุ่ม ก็ยังสร้างความสับสนให้กับสมองแก่ ๆ ของเรา เพราะเวลาใช้แม็คก็เผลอกดปุ่ม Grave Accent อย่างเดียว เวลาใช้วินโดวส์ก็เผลอกด Control + Grave Accent ต้องตั้งสติดี ๆ

อาทิตย์ก่อนเราซื้อหนังสือ Switching to the Mac มาอ่าน ทำให้ได้เริ่ม "รู้จัก" และ "เรียนรู้" การใช้แม็คแบบมีระบบมากขึ้น ในหนังสือเขาบอกว่าคีย์บอร์ดของแม็คสามารถ Map ไปเป็นตัวสัญลักษณ์พิเศษได้ ขึ้นกับว่าจะเลือกเป็น Mapping อะไร เช่น Symbol, Webding, Winding ซึ่งเราสามารถเปิด Keyboard Viewer ขึ้นมาดูว่าตัวที่สัญลักษณ์ที่เราต้องการพิมพ์ ตรงกับคีย์ไหนบนคีย์บอร์ด

Keyboard Mapping แบบนี้ บนแม็คใช้ได้ทุกโปรแกรม เราไม่แน่ใจว่าบนวินโดวส์มีหรือเปล่า แต่ปกติเวลาเราอยากพิมพ์สัญลักษณ์แปลก ๆ ในวินโดวส์เราต้องอาศัยคำสั่ง Insert Symbol ใน Word แล้วก็อปปี้ไปใส่โปรแกรมอื่น ๆ เช่น Excel (เพราะ Excel ไม่มีคำสั่ง Insert Symbol)

วันนี้เราอยากจะพิมพ์สัญลักษณ์ก็เลยทดลองใช้ Keyboard Viewer ตามที่หนังสือแนะนำ ความรู้ที่ได้โดยบังเอิญจากการทดลองนี้ คือ คีย์บอร์ดภาษาไทยที่เวลาพิมพ์ธรรมดา ก็จะเป็น ฟ ห ก ด ฯลฯ เวลาพิมพ์ตัว "ยกแคร่" ให้ได้ตัว ฤ ฆ ฏ โ ฯลฯ ก็กดปุ่ม Shift (อันนี้เป็นปกติเหมือนกับวินโดวส์ และพิมพ์ดีดทั่วไป)

แต่ใน Mapping ภาษาไทยของแม็ค พอกดปุ่ม Caps Lock คีย์บอร์ดภาษาไทยจะ Map ไปเป็นภาษาอังกฤษทันที (ต่างจากวินโดวส์ที่ กดปุ่ม Caps Lock จะเหมือนกดปุ่ม Shift ค้างไว้ เวลาพิมพ์จะได้ตัวยกแคร่ โดยไม่ต้องยกแคร่) และถ้ากดปุ่ม Shift ก็จะเป็นพิมพ์ตัวยกแคร่ในภาษาอังกฤษ

แบบนี้ทำให้เราสามารถสลับภาษาระหว่างไทย-อังกฤษบนแม็ค ด้วยการกดปุ่มเดียวได้เหมือนบนวินโดวส์แล้ว แถมปุ่มกดใกล้กว่า กดสะดวกกว่าด้วย... เย้.... :)

๒. เซฟไฟล์ Word ใน Pages (หรือเซฟไฟล์ MS Office ใน iWork)

Pages เป็นหนึ่งในโปรแกรมชุด iWork เทียบเท่ากับ Word ในชุด Microsoft Office เราสามารถเปิดไฟล์นามสกุล .doc ใน Pages ได้ แต่เวลาจะเซฟไฟล์ทุกครั้ง จะมีหน้าต่างขึ้นมาให้ดูว่าจะเซฟเป็นไฟล์ชื่ออะไร ถ้าต้องการเซฟเป็น .doc เหมือนเดิมก็ต้องติ๊กในกล่องที่บอกว่าให้ Save Copy as Word Document

นอกจากนี้ทั้ง ๆ ที่เพิ่งกด Save ไป และไม่ได้แก้ไขอะไร แต่เวลาจะปิดไฟล์ ก็จะโดนถามว่าจะเซฟไหมอีกครั้ง เสียเวลาและน่ารำคาญ

เราไปเสิร์ชหาคำตอบจากพี่กูเกิ้ล ได้ความว่าสามารถทำให้ Pages เซฟไฟล์ MS Word ได้เลย โดยไม่ต้องเลือก Save As ทุกครั้ง โดยเข้าไปแก้ไฟล์ Info.plist ของ Pages

หมายเหตุ - เพื่อความปลอดภัย ก่อนการแก้ไข ควรแบ็คอัพ Info.plist ไว้ก่อน

โดยไปที่ Applications > iWork09 > Pages คลิกขวาที่ Pages แล้วเลือก Show Package Contents จะเห็นไฟล์ชื่อ Info.plist ในโฟลด์เดอร์ Content

เปิดไฟล์นี้ด้วยโปรแกรม Properties List Editor (อันนี้เป็นโปรแกรมที่มากับ Apple's developer tools ซึ่งถ้าไม่ได้ลงในเครื่องจะใช้ Text Editor แก้ก็ได้ แต่มันจะซับซ้อนกว่า และใช้คำอธิบายข้างล่างนี้ไม่ได้) โดยคลิกขวาที่ Info.plist แล้วเลือก Open with Properties List Editor

ใน Properties List Editor คลิกรูปสามเหลี่ยมข้างหน้า Root เพื่อแตกรายชื่อออกมา แล้วคลิกรูปสามเหลี่ยมข้างหน้า CFBundleDocumentTypes ก็แตกรายการออกมา จะเห็นตัวเลข 0, 1, 2, ...

คลิกที่รูปสามเหลี่ยมข้างหน้าเลข 8 อันนี้เป็น Properties ของ Word Document จะเห็นบรรทัดที่เขียนว่า CFBundleTypesRole String Viewer เปลี่ยนคำว่า Viewer ให้เป็น Editor

คลิกรูปสามเหลี่ยมหน้าเลข 9 อันนี้เป็น Properties ของ Word 97-2004 Document ก็เปลี่ยน Viewer เป็น Editor เหมือนกัน

แก้แค่ 2 รายการนี้ ก็น่าจะพอสำหรับไฟล์ .doc ทั้งหมด เสร็จแล้วก็แล้วก็เซฟไฟล์

คราวต่อไปที่เปิดไฟล์ .doc ใน Pages ก็สามารถจะเซฟไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว

เราได้วิธีการมาจากเว็บนี้ >> Lee Findlow ซึ่งเขา Capture หน้าจอมาให้ดูประกอบด้วย

ด้วยวิธีการคล้าย ๆ กันนี้ ก็สามารถจะเอาไปแก้ Info.Plist ใน Numbers (โปรแกรมที่เทียบเท่ากับ MS Excel) เพื่อให้เซฟไฟล์ .xls ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วได้เช่นกัน

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เวลาของผู้ซื้อ

ไทม์ฉบับล่าสุดมีบทความเรื่องวิธีรัดเข็มขัดสู้เศรษฐกิจ เขาบอกว่าในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ ใคร ๆ ก็หันมาต่อรองราคากันหมด ไม่ต้องสนใจแล้วว่าจะเป็นร้านค้าอะไร ใหญ่เล็กแค่ไหน ขอให้กล้าต่อรองหรือเรียกร้องเข้าไว้ คนขายกำลังจนตรอกก็ยอมในเรื่องที่ไม่เคยยอม

เขายกตัวอย่างคนที่เข้าไปซื้อของแล้วได้ลดราคาเพราะกล้าต่อรองราคา มีตั้งแต่เครื่องตัดหญ้า รองเท้าผ้าใบ นาฬิกาแบบสปอร์ต เครื่องประดับ ไปจนถึงของกิน

คนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยต่อรองราคาอาจจะรู้สึกขัดเขินหรือไม่กล้า แต่พอได้ลองดูแล้วก็จะรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร และแถมออกจะรู้สึกว่าน่าสนุกด้วยซ้ำ (ก็ประหยัดเงินได้นี่นา)

สำหรับมือใหม่หัดต่อฯ ไทม์มี instruction ให้ด้วย คือให้พิมพ์โฆษณาของชนิดเดียวกันที่ร้านอื่นหรือในอินเทอร์เน็ตขายถูกกว่า แล้วเอาไปโชว์ให้ที่ร้านที่เราจะซื้อ ขอให้เขาขายในราคาเดียวกัน ถ้าพนักงานขายไม่ยอมหรือไม่สนใจ ให้ขอคุยกับผู้จัดการ ส่วนใหญ่ผู้จัดการจะมีอำนาจตัดสินใจมากกว่า และมักจะยอมลดราคาให้ลูกค้า ถ้าเห็นว่าลูกค้าตั้งใจจะซื้อของแน่ ๆ แต่พร้อมที่จะเดินออกไปซื้อร้านอื่น

วิธีที่เขาแนะนำ ไม่รู้ว่าเอามาใช้ที่เมืองไทยจะเวิร์คหรือเปล่า แต่เท่าที่เราสังเกตเห็น คนที่มีกำลังซื้อในเมืองไทยตอนนี้ ทั้งสินค้าและบริการ มีโปรโมชั่นลดราคา มีของแถม ออกมาเรื่อย ๆ ถึงต่อรองไม่เก่งแต่ถ้ารอจังหวะดี ๆ ก็จะได้ของที่คุ้มราคากว่าตอนเศรษฐกิจดี ๆ เยอะเลย

หลังจากอ่านบทความในไทม์ไป วันนี้น้องที่ออฟฟิศเพิ่งได้ลูกสาว เราก็เลยไปซื้อพระเล็ก ๆ ให้เป็นของขวัญ เราเคยไปซื้อที่ร้านนี้หลายครั้งแล้ว ไม่เคยต่อรองราคา เขาบอกราคามาเท่าไหร่ เราก็แค่ถาม (พอเป็นธรรมเนียม) ว่าลดราคาได้ไหม เขาก็จะลดเศษให้ (พอเป็นธรรมเนียมเช่นกัน) ก็เป็นการปิดการขาย

วันนี้เรานึกยังไงไม่รู้ พอเขาลดเศษให้ (ตามธรรมเนียม) เราถามว่าลดอีกไม่ได้เหรอ เขาก็เฉย ๆ เราก็เลยลองต่อราคาดู ทั้งที่ใจก็คิดว่า ถึงไม่ลดราคาให้เราก็ซื้ออยู่ดี ปรากฏว่าผิดคาด คือเขายอมลดราคาให้ (แต่พนักงานแปลกมากเลย พอเขายอมลดราคาให้เรา สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นอารมณ์เสียทันที แถมไม่ยอมเอาถุงให้เราด้วย งงจริง ๆ)

สรุปว่า เป็นแบบที่ในไทม์บอก คือ ในจังหวะนี้ การต่อรองราคาไม่ใช่เรื่องของโชค บางทีแค่เอ่ยปากก็สำเร็จแล้ว... (คนไม่มีทักษะในการต่อรองราคาอย่างเรายังทำได้เลย ฮ่า ๆ )

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไข่ปลอมจากจีน - อิทธิพลของอินเทอร์เน็ต กับ จรรยาบรรณของสื่อ

วันนี้ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเป็นข่าวเกี่ยวกับไข่ปลอมที่ระบาดในเมืองจีน เราไม่ได้อ่านข่าวนี้ แต่ฟังทางวิทยุตอนขับรถมาทำงานตอนเช้า ได้ยินปุ๊บก็ร้อง ฮ้า!! อยู่ในใจ ทำไข่ปลอมขายเนี่ยนะ... (พอดีขับรถอยู่คนเดียวอ่ะนะ จะร้องฮ้า!! ดัง ๆ ก็ไม่รู้จะร้องให้ใครฟัง แค่ร้องในใจก็พอแล้ว อิอิ)

เราเข้าใจได้ว่าเมืองจีนชอบทำของปลอมออกมาขาย ทำของแบรนด์เนม อิเล็คทรอนิกส์ต่าง ๆ ปลอมก็มีเหตุผลดี เพราะของจริงราคาแพงเพราะค่าแบรนด์หรือค่าดีไซน์ ต้นทุนที่เป็นวัตถุดิบไม่แพง คนจีนทำปลอมมาขายก็ได้กำไรดี แต่ไข่เป็นสินค้าเกษตร ราคาขายปกติก็ไม่ได้แพงอยู่แล้ว จะปลอมไปทำเบื๊อกอะไร?

ฟังแล้วเราไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าเห็นเรื่องนี้ทางอินเทอร์เน็ต เราก็ฟันธงไปเลยว่านี่มัน hoax (เรื่องโกหกชัด ๆ) แต่พอนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเอามาลงข่าวหน้าหนึ่ง เราก็ต้องหาข้อมูลซะหน่อย เครื่องมือในการตามล่าหาความจริงของเราก็คืออินเทอร์เน็ตกับพี่กูเกิ้ลนั่นแหละ

เราเจอว่าข่าวคล้าย ๆ กันนี้ เป็นข่าวที่ลงในเว็บข่าวของสนุก (Sanook!) ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. โดยอ้างข้อมูลจาก The Standard (www.thestandard.com.hk) กับ China.org.cn

เราตามลิงก์ไปที่ The Standard ก็เจอว่าเขาลงเรื่องนี้ตั้งแต่ ๑๗ ก.พ. ๒๐๐๙ ส่วน China.org.cn อ้างไปถึงข่าววันที่ ๒๔ ก.พ. ๒๐๐๙ ของ Xinhua News Agency สาวไปได้แค่นี้ก็ต้องหยุด เพราะไม่มีแหล่งอ้างอิงอะไรเพิ่มเติม เพราะเขาก็อ้างกันไปอ้างกันมาวนเวียนกันอยู่อย่างนั้น

เราไม่สามารถหาอะไรมาหักล้างได้เต็ม ๆ ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องโกหก แต่เว็บข่าวของจีน ๓-๔ แห่งนั่นก็ไม่ทำให้เรารู้สึกเชื่อได้สนิทใจว่าเป็นข่าวจริง ที่สุดท้ายเราขอฟันธงว่านี่เป็นเรื่องโกหก เพราะ

๑. ข่าวนี้เอามาจากเว็บจีนตั้งแต่เดือน ก.พ. ทำไมใช้เวลาตั้ง ๖ เดือนถึงมาดังในเมืองไทย

๒. ในข่าวจากนสพ.เขาบอกว่าต้นทุนไข่ปลอมแค่ไม่ถึง ๒๐ สตางค์ แต่ราคาขายประมาณ ๑-๑.๒ บาท โอ้ว... กำไรตั้งฟองละบาท โอเคคิดว่าเมืองจีนมีประชากรเยอะ การบริโภคไข่ก็น่าจะเยอะกว่าไทย แต่ต้องขายซักกี่ฟองดีล่ะถึงจะคุ้มค่าปลอมไข่ พันฟอง หมื่นฟอง แสนฟอง? เราดูวิธีการทำไข่ปลอม (ที่ในข่าวเขาบอกว่ามีให้ดูเกลื่อนอินเทอร์เน็ต) มันเสียเวลาและแรงงานน่าดู กว่าจะได้ไข่ไก่ปลอมซัก ๑ ฟอง

๓. เราเสิร์ชเจอว่า ฟอร์เวิร์ดเมลเรื่องการทำไข่ปลอมในเมืองจีนเป็นเรื่องโกหก!!! โดยข่าวลือเกี่ยวกับไข่ปลอมทำนองนี้เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งกะปี ๒๐๐๔ โดยอ้างจากสำนักข่าวซินหัว ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่าถ้าเอาไข่ไปปรุงก็จะรู้ทันทีว่าเป็นไข่ปลอม แต่ฟอร์เวิร์ดเมลเวอร์ชั่นหลัง ๆ ไข่ปลอมก็พัฒนาขึ้น จนใกล้เคียงกับไข่จริงมากจนกระทั่งกินเข้าไปแล้วก็ยังแยกแทบไม่ออก (ไข่ปลอมพัฒนา หรือข่าวโกหกพัฒนา??)

เราได้บทเรียนอะไรจากข่าวนี้?? ก็จากชื่อหัวข้อนั่นเลย... สมัยนี้อินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลมาก มากขนาดสามารถวิวัฒนาการวิธีปลอมไข่ให้ก้าวหน้ามากขึ้น เอ้ย... มากขนาดทำให้คนเชื่อเรื่องอะไรต่ออะไรโดยไม่ใช้การวิเคราะห์ ทั้งที่หลาย ๆ เรื่องมันไร้ความน่าเชื่อถือสิ้นดี

นอกจากนี้สื่อมวลชนก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะสามารถจะนำเสนอข้อมูลที่ได้จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องพินิจพิเคราะห์ ไม่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เป็นผู้ที่สามารถใช้ความสามารถของอินเทอร์เน็ตและคำสั่ง copy & paste ได้เต็มศักยภาพ (แต่ไร้ประสิทธิภาพ ไร้คุณภาพ และไร้ความรับผิดชอบ) ที่สุด

นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่สื่อมวลชนกระแสหลักถูกข่าวโกหกจากอินเทอร์เน็ต หลอกให้เชื่อจนเสียเครดิต (เอ... แต่ที่จริงเขามีเครดิตกันด้วยเหรอฮะ???) ที่เราจำได้แม่น ๆ ก็ตอนที่รายการทีวีตอนเช้าที่มีสาว ๆ หลาย ๆ คนมาเล่าเรื่องมีสาระบ้างไร้สาระบ้างให้คนฟัง ก็เคยพลาดท่าประกาศว่า ขวดใส่น้ำที่ทำด้วยพลาสติกเพ็ท เอามาใช้ซ้ำ ๆ แล้วจะทำให้เป็นมะเร็ง พูดกันซะจนคนกลัวขี้หดตดหาย ต้องวิ่งแจ้นไปซื้อขวดพลาสติกอย่างอื่นมาใส่น้ำแทน (เอ... แล้วพลาสติกแบบอื่น มันไม่เป็นมะเร็งหรือไง?) สุดท้ายต้องมีคุณหมอมาเตือนสติว่า เรื่องจริงมันคืออะไร

สรุปว่าอย่าคิดว่า อินเทอร์เน็ตคือพระเจ้า และอย่าคิดว่าสื่อมวลชนจะเชื่อถือได้... สุดท้ายแล้วที่พึ่งได้ที่สุด ก็คือ สติและปัญญาของตัวเราเอง

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สนามบินดีที่สุดในโลกประจำปี ๒๐๐๙

เมื่อเดือนที่แล้วเราฟังรายการวิทยุช่อง ๑๐๖ ที่แอนดรู บิ๊กส์จัดกับกฤษณะ ช่วงสองทุ่มกว่า ๆ แอนดรูเล่าเรื่องการจัดอันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลกของ SkyTrax ปี ๒๐๐๙ อันดับ ๑-๓ เป็นสนามบินของเอเชีย (คือ อินชอน ของเกาหลี, เช็คแล้ปก๊อก ของฮ่องกง, และชางงี ของสิงคโปร์, ตามลำดับ)

ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิไม่ติดท็อปเทน (สกายแทร็กซ์จัดให้สุวรรณภูมิเป็นสนามบิน ๓ ดาว ในขณะที่สนามบินท็อปเท็นได้ ๔-๕ ดาว) อยากรู้รายละเอียดว่าเขาจัดอันดับจากอะไร ก็คงต้องไปหาข้อมูลจากสกายแทร็กซ์เอา แต่จากความเห็นของเรา นี่คือเหตุผลว่าทำไมสนามบินสุวรรณภูมิจะไม่ติดอันดับ

๑. ห้องโถงด้านนอก บริเวณเช็คอิน เข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนไปสถานีขนส่งหมอชิต คนเยอะมาก เก้าอี้นั่งน้อย เก้าอี้ก็นั่งไม่สบายเอามาก ๆ เป็นเหล็กแข็ง ๆ เย็น ๆ สังเกตว่า หลัง ๆ นี้เขาเอาเบาะมาใส่ คงจะให้นั่งสบายขึ้น แต่ขอโทษเหอะ look cheap อ่ะ

๒. ห้องน้ำมีน้อยจุด และแต่ละจุดมีน้อยห้อง เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่พบเจอห้องน้ำ ถึงแม้ปวดแค่นิดหน่อยก็ให้เข้าไปก่อน เพราะไม่รู้ว่าระหว่างการเดินทางข้างหน้า จะมีห้องน้ำหรือเปล่า

๓. ที่บอกว่าระหว่างการเดินทางในข้อสอง ไม่ได้หมายถึงการเดินทางบนเครื่องบิน แต่หมายถึงการเดินทางจากเคาน์เตอร์เช็คอิน ผ่านตม. (หรือจุดตรวจความปลอดภัยในกรณีเดินทางในประเทศ) ไปยังประตูทางขึ้นเครื่องบิน ถ้าคนเคยเดินจากตรงกลางสุด ไปขึ้นเครื่องที่ประตูท้าย ๆ สุดของสนามบิน แล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมสายการบินนกแอร์เอาเรื่องขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมืองไม่ต้องเดินไกล มาเป็นจุดขาย (ระยะทางเกิน ๑ กม.)

๔. แท็กซี่ มีคนบ่นว่าที่ดอนเมืองมีมาเฟียแท็กซี่ แต่ที่สุวรรณภูมิไม่รู้จะเรียกว่าอะไร แท็กซี่ป้ายดำสามารถเข้ามาจนเกือบจะถึงสายพานรับกระเป๋าเลยมั้ง แถมเมื่อช่วงปีที่แล้ว เราเจอว่าผู้โดยสารปกติไม่สามารถขึ้นลิฟท์หรือใช้บันไดเลือนจากชั้นอื่น ๆ ไปชั้นผู้โดยสารขาออกได้ ถ้าไม่โชว์พาสปอร์ตว่าเป็นผู้โดยสารจริง ๆ สอบถามไปมา ได้ความว่า เขาป้องกันแท็กซี่ป้ายดำจะมาจอดรถที่ชั้นอื่น ๆ แล้วลงลิฟท์หรือขึ้นบันไดเลื่อนไปดักรับผู้โดยสาร โอ้แม่เจ้า... จะป้องกันโจรเข้าไปขโมยของในบ้าน ก็ล็อกประตูบ้านแล้วเจ้าของบ้านเองก็เข้าบ้านไม่ได้ด้วย

๕. ความสะอาดยังต้องปรับปรุงอีกมาก เคาน์เตอร์บริการยังเห็นฝุ่นจับหนาตึ้บ ตามทางเดินยังเห็นเศษขยะ ความที่สถาปนิกเขาออกแบบให้เป็นปูนเปลือย (ที่ทำไม่เรียบร้อยซะด้วย) พอไม่ได้รักษาความสะอาดให้เนี้ยบ ๆ ดูแล้วรู้สึกเหมือนยังก่อสร้างไม่เสร็จ หรือสร้างมานานจนใกล้พังแล้วมากกว่า

๖. ดิวตี้ฟรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฟังดูน่าจะเป็นข้อดีไม่ใช่เหรอ แต่อันนี้เป็นคอมเมนต์จากฝรั่งที่เราไปอ่านเจอ เขาบ่นกันว่า เพราะเราดันออกแบบให้มีดิวตี้ฟรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เขาประชดนะ) อยู่ระหว่างตม. กับประตูขึ้นเครื่อง เวลาจะไปขึ้นเครื่องที ก็เหมือนต้อง "ข้ามมหาสมุทรของร้านค้าดิวตี้ฟรี" (ที่ดูราคาแล้วก็ไม่ใช่ว่าดิวตี้ฟรีเท่าไหร่ด้วย) อันนี้ทำให้ไพล่ไปนึกถึงข้อกล่าวหาเรื่องสนามบินเอื้อประโยชน์ให้คิงพาวเวอร์มากเกินอีกแน่ะ


รูปข้างบนนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับสนามบิน แต่พอดีไปเจอในเว็บโดยบังเอิญ เคยได้ยินพวกฝรั่งออกเสียงภูเก็ตว่า ฟูเก็ต แล้วมีบางคนล้อว่าออกเสียงว่า f*** it ด้วย โฆษณานี้เขาเอาจริงเลยแฮะ อิอิ

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Windows 7 Background ฝีมือคนไทย...

ตอนนี้ OS ฝั่ง Microsoft ของเราหยุดอยู่ที่ Win XP เพราะเครื่องคอมบริษัทใช้มาตั้งแต่แรก ๆ แล้วก็ยังไม่เปลี่ยนจนทุกวันนี้ (เครื่องเปลี่ยน แต่ OS ไม่เปลี่ยน และเราคาดว่าบริษัทคงจะเก็บ XP เอาไว้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเศรษฐกิจห่วยขนาดนี้ ต้องรัดเข็มขัดทุกอย่าง)

เราว่า XP ก็ใช้งานได้น่าพอใจ เราไม่ได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ จนกระทั่งได้ Sony Vaio เครื่องเก่าที่พี่สาวเรายกให้ (เป็นของแถมที่มาพร้อมกับแม็คบุคร์แอร์ที่ใช้อยู่ตอนนี้) เลยได้ลองใช้ Vista บ้างนิดหน่อย ไม่ได้ใช้มากจนคุ้นมือ พอที่จะตัดสินได้ว่ามันห่วยเหมือนอย่างที่คนบ่นกันตึมหรือเปล่า

แต่คาดว่าคงห่วยจริง เพราะได้ข่าวมาว่า Microsoft จะออก Windows 7 แล้ว หลังจาก Vista ออกมาไม่ถึง ๓ ปี (ในขณะที่ Vista ออกหลังจาก XP ประมาณ ๕ ปี)

ความจริงข่าว Microsoft จะออก OS เวอร์ชั่นใหม่นี่น่าจะล้าสมัยไปหลายเดือนแล้ว (ถึงแม้ว่า Windows 7 จะยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการจนกว่าจะเดือนตุลาคมก็ตาม) แต่ที่จะเล่านี่ไม่ค่อยเกี่ยวกับฟังก์ชั่นใหม่ ๆ ของ Windows 7 เท่าไหร่ เกี่ยวกับ Background (หรือ Wallpaper) ของ Windows 7 ต่างหาก

เขาบอกว่าคราวนี้ Microsoft ต้องการจะออกแบบ Windows ให้สวยงามมีเอกลักษณ์ ไม่น้อยหน้า Mac OS แล้วก็ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับหลากหลายชนชาติ ก็เลยจ้าง Illustrator มืออาชีพจากหลากหลายประเทศมาออกแบบ Background ให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้ตามรสนิยม

หนึ่งใน Background ของ Windows 7 ออกแบบโดย Illustrator ชาวไทย (รูปข้างล่าง) ชื่อ Pomme Chan (ควรจะอ่านว่าอะไร หรือเขียนเป็นภาษาไทยว่าไง เราไม่รู้แฮะ)


เท่าที่เราอ่านประวัติจากเว็บ คุณ Pomme เกิดและโตในไทย เรียนจบศิลปากร และทำงานเป็นนักออกแบบกราฟฟิกให้บริษัทโฆษณาในกรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายไปอยู่ลอนดอน

ปัจจุบันทำงานเป็น Art Director และ Illustrator ให้กับนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และสินค้าต่าง ๆ เยอะแยะ ดูจากรายชื่อและผลงานที่จัดแสดง คุณ Pomme จัดว่ามีชื่อเสียงในระดับนานาชาติเลย มีตัวแทนอยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา แต่คนไทยไม่ยักกะรู้จัก (อย่างน้อยเราไม่รู้จัก คนอื่นในแวดวงโฆษณาหรือนักออกแบบอาจจะรู้จัก)

อดรู้สึกภูมิใจหน่อย ๆ ไม่ได้ ที่ผลงานของคนไทย จะได้เป็นหนึ่งใน Background ที่จะมีคนหลายล้านทั่วโลกได้เลือกใช้ (คนไทย อยู่เดี่ยว ๆ จะเก่งสุดยอด แต่พอรวมกันทีไร ก็ทะเลาะกันจนเสียเรื่องทุกที -_-')

ดูรายละเอียดภาพ background จาก Illustrator คนอื่น ๆ ไปที่นี่
ดูผลงานของคุณ Pomme Chan ไปที่นี่

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ถึงโดนฟ้อง ก็ไม่กลัว?

ปลายอาทิตย์ก่อนมีข่าวดาราฮอลลีวู้ดมาเสียชีวิตที่โรงแรมหรูในกทม. ด้วยลักษณะที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด ข่าวในนสพ.ที่เคลมว่ามียอดขายอันดับหนึ่งเขียนบรรยายสภาพของผู้เสียชีวิตอย่างละเอียดลออ จนเรานึกสงสัยว่าน่าจะโดนฟ้อง...

นึกไว้ยังไม่ทันขาดคำ (เป็นความคิด ใช้ว่า ยังไม่ทันขาดคำ ได้ไหมเนี่ย? อิอิ) ก็มีข่าวว่าญาติของดาราจะฟ้องนสพ. ไทยที่ลงรูปหรือลงข่าวไปในทางสร้างความเสื่อมเสียให้กับผู้เสียชีวิต ซึ่งเราเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะเราเคยเขียนด่าเรื่องการนำเสนอข่าวของนสพ. ไทยในทำนองนี้เอาไว้ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราอยากให้ญาติดาราฮอลลีวู้ดชนะคดีด้วย จะได้เป็นคดีตัวอย่างให้คนอื่น ๆ กล้าฟ้องมั่ง

แน่นอนว่าเรื่องแย่ ๆ เรื่องความเสียหาย “ของคนอื่น” มักเป็นเรื่องที่คนอยากรู้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลามีรถชนกัน บริเวณเกิดเหตุรถจะติดหนักสาหัส ไม่ใช่เพราะต้องหลบรถที่ชนกันอย่างเดียว แต่เป็นเพราะคนที่ขับรถผ่านไปมา ส่วนใหญ่ชลอดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งอุบัติเหตุหนัก ๆ รถพังยับเยิน ยิ่งดึงดูดความสนใจให้มองนาน ๆ (+ใช้เวลาวิเคราะห์วิจารณ์อยู่ในใจหรือออกเสียงกับเพื่อนร่วมเดินทาง)

แต่ความอยากรู้เรื่องของคนอื่นของคนทั่วไป ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่นสพ.หรือสื่อมวลชนจะเอามาใช้ ในการเผยแพร่ต่าง ๆ อย่างไร้จิตสำนึกและจรรยาบรรณ

นี่ขนาดญาติของดาราฮอลลีวู้ดบอกว่าจะฟ้องแล้ว แต่วันนี้นสพ.ที่เคลมว่าขายดีอันดับหนึ่งของประเทศก็ยังเอาข่าวนี้เป็นข่าวหลักพาดหัว (โดยที่เนื้อข่าวก็ไม่พูดถึงเรื่องที่จะโดนฟ้องด้วย) เราว่าเขาคงไม่แคร์ ตราบเท่าที่คนอ่านส่วนใหญ่ยังชอบเสพย์ข่าวแบบนี้ (และข่าวชาวบ้านแห่ขอหวยลูกหมูสองเพศ, ลูกกระบือสองหัว, ปลาไหลทอง, เห็ดยักษ์ ๑ เมตร ฯลฯ) และคนอีกส่วนหนึ่ง (ซึ่งเราอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย) ก็ทนเสพย์ต่อไป โดยที่ไม่ทำอะไรจริง ๆ จัง ๆ ซักที (นอกจากบ่น ๆๆ)

ในกรณีดาราฮอลลีวู้ดนี้ (หรืออาจจะมีกรณีอื่น ๆ ด้วย) เราว่าตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็มีส่วนผิด ที่ปล่อยให้สื่อมวลชนเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุได้ง่าย ๆ แถมสามารถถ่ายรูปและเอาข้อมูลรายละเอียดออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะชนได้อีกตะหาก

ลองนึกถึงซีรีส์ฝรั่ง CSI สถานที่เกิดเหตุโดนกันไว้หมด ให้เข้าไปได้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น ข้อมูลที่เกี่ยวกับคดีก็เอามาเปิดเผยได้แค่เท่าที่จำเป็นหรือเท่าที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี แต่นสพ.ไทยเข้าไปถึงสถานที่เกิดเหตุได้ขนาดนี้ ถ้าเป็น CSI เขาจะบอกว่าหลักฐานที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุอาจจะเอามาใช้ในทางคดีไม่ได้เพราะโดนรบกวนจากคนภายนอกไปแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

จบชีวิตผู้บริจาคโลหิตสภากาชาดไทย

คราวก่อนที่เขียน ชักชวนให้ไปบริจาคเลือด เราเล่าว่าบริจาคเลือดมายี่สิบกว่าครั้งแล้ว ผ่านมาเกือบสองปี เราเพิ่งบริจาคเพิ่มได้แค่ครั้งเดียว เพราะหลัง ๆ นี้ ไปบริจาคแล้วตรวจความเข้มข้นเลือดไม่ผ่าน

เจ้าหน้าที่ก็ให้ยาบำรุงเลือดมากิน คนทั่วไปเขาให้กินวันละเม็ด แต่ของเราเขาบอกให้เรากินเช้าเย็น คนอื่น ๆ ที่บริจาคเลือดแล้ว เขาไม่กินยาบำรุงเพราะเลือดเข้มข้นดี เขาก็เอายามาให้เรากิน เรากินจนหมด ไปตรวจใหม่ก็ยังไม่ผ่าน

ความจริงก็คือ เม็ดเลือดเราเล็กผิดปกติ มีฮีโมโกลบินต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ตอนตรวจสุขภาพประจำปีทีไร เรื่องความเข้มข้นของเลือดก็จะเป็นเรื่องที่หมอทักอยู่ทุกปี เมื่อสองปีที่แล้วเราก็เลยลองตรวจดูว่าเป็นธาลัสซีเมียหรือเปล่า ตรวจแล้วก็ได้ผลแค่ว่าเราน่าจะเป็นแค่พาหะ ไม่ต้องทำอะไร แค่ให้กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะ ๆ ก็พอ

ความจริงก็น่าสงสัยว่าโรคอย่างธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรม ก็ต้องเป็นมาแต่กำเนิด ทำไมสมัยก่อนเราถึงบริจาคเลือดได้ทุกสามเดือนไม่มีปัญหาอะไร เราเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องของ “วัย” :P สมัยเด็ก ๆ ร่างกายยังสดใหม่ ผลิตเม็ดเลือดได้มีคุณภาพกว่า พอสมัยนี้ก็... เป็นไปตามวัยอ่ะนะ -_-” แต่ถ้าเราออกกำลังบ่อย ๆ ร่างกายฟิต ๆ กินยาบำรุงเลือดเสริมเข้าไป ไปตรวจเลือดก็จะได้พอดีเกณฑ์ที่เขารับบริจาคพอดี

อีกอย่างหนึ่งก็น่าจะเป็นที่การตรวจความเข้มข้นเลือดของสภากาชาดเปลี่ยนไป เมื่อก่อนใช้วิธีเอาเลือดหยดในสารละลาย แล้วดูว่าเลือดจมได้เร็วหรือช้า ก็ขึ้นกับวิจารณญาณของคนตรวจ บางทีเขาก็หยวน ๆ เอา แต่สมัยนี้เปลี่ยนเป็นตรวจโดยใช้กระดาษแล้วเทียบสี ถ้าคนที่ดูแล้วน่าสงสัยว่าเลือดจาง ก็จะตรวจด้วยเครื่องซ้ำอีกที พอตรวจได้แม่นยำขึ้น เราก็เลยตรวจไม่ผ่านอยู่เรื่อย

เมื่อวานนี้เราไปบริจาคเลือดที่สภากาชาด ตั้งใจมาก ๆ เพราะกินยาธาตุเหล็กวันละ ๓-๔ เวลา (เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน) มาเป็นเดือน ๆ ปรากฏว่าไปถึงแล้วบริจาคไม่ได้ ยังไม่ทันได้ตรวจความเข้มข้นของเลือดด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้สภากาชาดเพิ่มกฎเกณฑ์ใหม่เข้าไป คือจะต้องไม่เคยรับเลือดหรืออยู่ในประเทศอังกฤษเกิน ๖ เดือนในช่วงปี ๒๕๒๓-๒๕๓๙ เราไปเรียนปี ๙๓-๙๔ ก็ตกอยู่ในช่วงนั้นพอดี

เขาก็บอกว่าเราบริจาคเลือดไม่ได้ เราก็อึ้งไปเล็กน้อย ถามว่าไม่ได้ไปตลอดเลยเหรอ เขาก็บอกว่าใช่ ไม่มีวิธีที่เราจะกลับมาบริจาคได้อีกเหรอ เขาบอกว่าไม่มี ถ้าอยากช่วยก็คงต้องเป็นการบริจาคเงินแทน เขาเพิ่งออกกฏใหม่ข้อนี้เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่โรควัวบ้าระบาด เป็นกฏใหม่ที่เพิ่งใช้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้เอง

เราขับรถกลับมาบ้านก็ยังคาใจว่า มันบริจาคไม่ได้ไปตลอดจริง ๆ เหรอ มันไม่มีวิธีตรวจเพื่อยืนยันว่าเราไม่ได้รับเชื้อมาหรือไง พอกลับมาก็เลยมาลองปรึกษาพี่กูเกิ้ลดู พี่กูเกิ้ลพาไปที่ redcross.org เขาบอกว่าเคยมีกรณีคนป่วยเป็นโรควัวบ้าเพราะได้รับเชื้อจากการบริจาคเลือด และในขณะนี้ยังไม่มีวิธีตรวจเลือดในคนที่จะดูว่ามีเชื้อหรือไม่ เลยต้องงดรับบริจาคโลหิตจากคนที่มีโอกาสจะติดเชื้อนี้ไปก่อน (ในอเมริกามีกฎเกณฑ์ห้ามมากว่าเมืองไทยหลายข้อ) ก็เลยเป็นการคอนเฟิร์มว่าเราจบชีวิตการเป็นผู้บริจาคโลหิตสภากาชาดไทยซะแล้ว จากนี้ไปเป็นได้แค่ผู้บริจาคเงินเท่านั้น...

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

ยิ่งสะดวก ยิ่งโง่

วันนี้ไปจ่ายเงินบัตรเครดิต SCBT ที่เคาน์เตอร์ธนาคาร SCIB เพราะบัตรเครดิตโทรมาบอกว่าตัดเงินจากบัญชีไม่ได้ เราก็งง ๆ เพราะในบัญชีควรจะมีเงินพอ เงินเดือนก็เพิ่งเข้า แถมเราเพิ่งขายกองทุนด้วย (กะจะเอาไปซื้อหุ้นกู้ PTTAR แต่ซื้อไม่ทัน) เรานึกว่าเงินกองทุนอาจจะเข้าตอนบ่าย แล้วบัตรเครดิตไปทำรายการตัดตั้งแต่ตอนเช้า ก็เลยตัดไม่ได้ (ความจริงเรื่องนี้มาคิดตอนหลังแล้วยังคิดไม่ออกว่า เงินตูหายไปไหนฟระ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง ใครคิดออกช่วยบอกที)

เราถามเจ้าหน้าที่ว่า ทำเรื่องตัดบัญชีอีกรอบหนึ่งตอนนี้ได้ไหม เรามั่นใจว่ามีเงินในบัญชีพอ แล้วเราก็ไม่สะดวกจะไปจ่ายที่เคาน์เตอร์วันนี้ เขาบอกว่าไม่ได้ เพราะการตัดบัญชีจะทำอัตโนมัติเดือนละครั้ง ถ้าเราไม่สะดวกจะไปวันนี้ เขาอนุโลมให้ไปจ่ายได้ถึงวันจันทร์ แต่ต้องไปที่ธนาคาร SCBT ถ้าจะจ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคารอื่น ต้องไปภายในวันนี้

เราไม่สะดวกจะไปธนาคาร SCBT อีกเหมือนกัน จะไปจ่ายที่ธนาคารอื่น เขาแนะนำว่าที่ค่าธรรมเนียมถูก ๆ มี SCIB กับธนชาติ เราไม่มีสเตทเมนต์ ก็เลยขอให้เขาแฟ็กซ์ใบจ่ายเงินมาให้ กรอกเลขที่บัตร กรอกจำนวนเงินเสร็จก็เอาไปที่ธนาคาร SCIB พนักงานเห็นใบจ่ายเงินเรา ก็ถามว่า ไม่มีสเตทเมนต์แบบที่มีบาร์โค้ดเหรอคะ เราบอกว่าไม่มี เขาบอกว่าต้องมีสเตทเมนต์แบบที่มีบาร์โค้ด เราก็ถามว่า อ้าว... ก็นี่เป็นใบจ่ายเงินที่บัตรเครดิตส่งมาให้ ทำไมใช้ไม่ได้ล่ะ

เขาหันไปถามเจ้าหน้าที่อีกคนที่ดูอาวุโสกว่าว่า พี่คะไม่มีบาร์โค้ดแบบนี้ จะจ่ายเงินได้เหรอคะ เจ้าหน้าที่คนที่ถูกถามก็ตอบว่า ปกติจะไม่ยอมรับจ่าย เพราะเป็นบัตรของธนาคารอื่น เช็ครายการออนไลน์ไม่ได้ จะยอมรับทำรายการให้ก็ได้ แต่ถ้าเข้าผิดบัญชี จะทำเรื่องคืนไม่ได้ ทางที่ดีไปเอาสเตทเมนต์ที่มีบาร์โค้ดมาดีกว่า

เขาก็หันมาบอกว่า รับชำระไม่ได้ค่ะ ต้องเป็นใบที่มีบาร์โค้ด เราทำใจเย็น ๆ แล้วถามว่า อ้าว... แล้วในใบนี้มีรหัสธนาคาร มีเลขที่บัตรเครดิตนี่ ทำรายการโดยคีย์ข้อมูลตามนั้นไม่ได้เหรอ เขาคงเห็นว่าเราไม่ยอมแน่ ๆ ก็เลยบอกว่า ครั้งนี้ยอมรับทำรายการให้ แต่คราวหน้าต้องใช้ใบที่มีบาร์โค้ดนะคะ เราบอกว่า จ่ายแค่คราวนี้แหละ คงไม่มีคราวหน้าแล้ว เพราะปกติให้ตัดบัญชีธนาคาร

เราเคยทำรายการจ่ายเงินทางอินเทอร์เน็ทโดยหักจากบัญชีธนาคาร ก็ต้องเลือกว่าจะจ่ายให้หน่วยงานไหน (มีชื่อหน่วยงาน มีรหัสธนาคาร) แล้วก็คีย์หมายเลขอ้างอิงแล้วแต่เขาจะต้องการ บางที่ก็มีหมายเลขเดียว บางที่ก็มีสองหมายเลข (REF1 กับ REF2) การรับชำระเงินของธนาคารหรือตามเคาน์เตอร์ต่าง ๆ ก็น่าจะทำนองเดียวกัน หลัง ๆ นี้มีใบแจ้งหนี้แบบที่มีบาร์โค้ด ก็สะดวกและลดความผิดพลาดได้เยอะ ไม่ต้องกลัวคีย์หมายเลขผิด

แต่ขอโทษเถอะ... ถ้าพนักงานจะไม่ยอมทำรายการ เพราะต้องอ่านตัวเลข/คีย์ตัวเลขเอง และต้องเช็คว่าคีย์ตัวเลขถูกต้องเอง แทนที่จะใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ด ทีหลังธนาคารก็ไม่ต้องจ้างพนักงานดีกว่ามั้ง ซื้อเครื่องสแกนบาร์โค้ดมาดีกว่า ทำงานได้ถูกต้องตลอดเวลา ไม่อู้ ไม่บ่น (ตราบที่มีไฟฟ้า)

การใช้บาร์โค้ดก็สะดวกดี แต่ถ้าต้องทำรายการเอง ก็ควรจะทำได้ ไม่ใช่มาบอกลูกค้าว่าทำไม่ได้ ต้องไปเอาใบที่มีบาร์โค้ดมา แถมยังมาบอกอีกว่า ยอมทำให้ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งหน้าไม่ยอมแล้ว เราได้แต่คิดในใจว่านี่เราไม่ได้มาขอความช่วยเหลือเขานะ เรามาใช้บริการและจ่ายค่าบริการ เขาอาจจะเข้าใจอะไรผิดไป

ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่คนที่อาวุโสกว่าบอกว่า ถ้าจ่ายเงินเข้าบัญชีผิด ก็จะทำเรื่องคืนไม่ได้ เราคิดในใจอีกเหมือนกันว่ามันไม่จริง ถ้าเราให้เลขบัตรเครดิตเขาไปผิด แล้วเขาคีย์ตามนั้น มันก็เป็นความผิดของเรา แต่ถ้าเราให้เลขบัตรที่ถูกต้องไป แต่เขาคีย์ผิดเอง ก็เป็นความผิดเขา แต่ไม่ว่าใครจะผิด ถ้ามีหลักฐานอยู่ก็ต้องแก้ไขได้ แต่อาจจะเสียเวลาและวุ่นวายมาก ก็เท่านั้นเอง

ของแถม: หลังจากมีเรื่องบาร์โค้ดนี้ ตอนเย็นเราฟังวิทยุ มีคนเล่าให้ฟังว่า จะไปคัดสำเนาการเปลี่ยนชื่อที่เขต ซึ่งต้องไปที่เขตที่ทำการเปลี่ยนชื่อ ปรากฎว่าไปถึงแล้วคอมพิวเตอร์เสีย เลยค้นหารายการไม่ได้ ต้องไปใหม่วันหลัง เขาบอกว่าทั้ง ๆ ที่เขาก็จดรายละเอียดไปทุกอย่างว่าเปลี่ยนชื่อวันไหน เลขอ้างอิงอะไรต่ออะไรก็มี ถ้าพนักงานจะไปค้นหารายการด้วยมือ ก็น่าจะทำได้ แต่เขาไม่ทำ พอมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น คนก็ยิ่งขี้เกียจมากขึ้นและโง่ลง จริง ๆ นะ

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2552

เรียนรู้เพิ่มทุกวัน กับการใช้แม็ค

คีย์บอร์ดบนแม็คไม่เหมือนบน PC

๑. ไม่มีปุ่ม Page up, Page down, Home, End
ใช้ ปุ่ม Apple + ลูกศรขึ้น กับ Apple + ลูกศรลง แทน Page up, Page down
ใช้ ปุ่ม Apple + ลูกศรซ้าย กับ Apple + ลูกศรขวา แทน Home, End (หรือจะใช้ ปุ่ม Option + ลูกศรขึ้น กับ Apple + ลูกศรลง ก็ได้เหมือนกัน)

๒. สลับภาษาไทยอังกฤษ
กดปุ่ม Apple + Space bar

๓. ปุ่ม Control แทนด้วย ปุ่ม Apple เวลาจะ Copy, Paste, Cut, Undo, Select All
Apple + C = Copy
Apple + V = Paste
Apple + X = Cut
Apple + Z = Undo
Apple + A = Select All

๔. ปุ่ม Delete
ปุ่ม Delete บนแม็ค ทำงานเหมือนปุ่ม backspace บน PC (คือกดเพื่อลบตัวหนังสือตัวที่อยู่หน้า Cursor) ถ้าจะลบตัวหนังสือที่อยู่หลัง Cursor (เหมือนเวลากดปุ่ม Delete บน PC) ต้องกด Fn+Delete

ฟังก์ชั่นบน OSX - สลับระหว่าง Spaces
ใช้ปุ่ม Control + ลูกศร หรือ Control + หมายเลข Space

Safari Beta 4

ใช้ Safari Beta 4 กับฮ็อทเมลไม่ได้ เพราะคลิกลิงก์แล้วมันไม่ไป ฮ็อทเมลอธิบายว่า ใช้ไม่ได้ เพราะไม่ support browser ที่ยังเป็น Beta อยู่ ในระหว่างนี้มีวิธีแก้ไขชั่วคราวโดยเข้าไปเซ็ท Safari Preference

โดยไปที่ Safari>Preferences>Advanced Tab> ติ๊กช่อง Show Develop in menu bar

ทีนี้ที่เมนู จะมีเมนู Develop เพิ่มขึ้นมาระหว่าง Bookmarks กับ Window เวลาที่ใช้ฮ็อทเมล ก็ให้เซ็ท User Agent

โดยไปที่ Develop>User Agent>Firefox 3.5.0 (Mac) หรือ Firefox เวอร์ชั่นอื่น ๆ ที่มีอยู่ในลิสต์

คิดว่า วิธีนี้น่าจะใช้แก้ปัญหากับบางเว็บไซท์อื่น ๆ ที่ปัญหาเวลาเปิดด้วย Safari Beta 4 ได้ด้วย (เช่น scbeasy)

อาการแปลก ๆ แต่ก็ไม่แปลก

เวลาเสียบสายไฟไว้ ชาร์จแบตจนเต็มแล้ว (ไฟที่สายชาร์จเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว) แต่สัญลักษณ์แบตเตอร์รี่บนเมนูขึ้นว่ามีแบตแค่ ๙๘% (หรือเปอร์เซ็นต์อื่น ๆ ที่ไม่เต็ม ๑๐๐%) เขาอธิบายว่า เป็นระบบป้องกันไม่ให้แบตเตอร์รี่ถูกชาร์จมากเกินไป (โอเวอร์ชาร์จแบตเตอร์รี่) แค่ถอดสายไฟออก แล้วใช้ให้แบตเหลือต่ำกว่า ๙๕% แล้วชาร์จใหม่ ก็จะชาร์จได้เต็ม ๑๐๐% แต่รู้สึกว่าใช้ไป ๆ ก็จะลดลงมาอีก เพราะฉะนั้นคาดว่าไม่ต้องสนใจมันก็ได้ ปล่อยให้มันต่ำกว่า ๑๐๐% ก็ไม่่น่าจะเป็นอะไร

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

จีดีพีลด ๓%

ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๒ มานี่ ยังไม่ได้ยินข่าวดีเรื่องเศรษฐกิจเลย มีแต่ข่าวลดเงินเดือน ลดโบนัส ลดคนงาน หรือกระทั่งปิดกิจการ ทุกประเทศต่างก็ออกมาตรการต่าง ๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจกันยกใหญ่ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เราไม่มีความรู้จะไปตัดสินอะไรได้ ได้แต่ฟัง ๆ ไปงั้น พวกตัวเลขเศรษฐกิจอะไรก็ไม่เข้าใจ

นักวิเคราะห์เขาออกมาบอกเศรษฐกิจจะหดตัว เพราะธุรกิจหรืออุตสาหกรรมภาคโน้นภาคนี้ หดตัวเท่านั้นเท่านี้ ในขณะที่รัฐมนตรีคลังพยายามทำใจดีสู้เสือ (หรือว่าไม่ยอมรับความจริง?) ประกาศโต้นักวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะไม่หดตัว แต่จะโตน้อย ๆ ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ติดลบ แต่วันนี้ฟังข่าว เห็นว่ารมต.ออกมายอมรับแล้วว่าปีนี้จีดีพีจะลด ๓%

เห็นนักวิเคราะห์พูดเรื่องหดเรื่องขยายกันมาหลายเดือนแล้ว เราเลยลองวิเคราะห์ เศรษฐกิจส่วนตัว ของเราดูมั่งดีกว่า ย้อนกลับไปดูรายได้ปีที่ผ่าน ๆ มาว่าเป็นไง คิดเฉพาะรายได้ที่เป็นเงินเดือน-โอเวอร์ไทม์-โบนัส ปรากฏว่า รายได้ปี ๕๐ เพิ่มขึ้น ๙% จากปี ๔๙ รายได้ของปี ๕๑ เพิ่มขึ้น ๑๐% จากปี ๕๐

แต่รายได้ของปี ๕๒ จะลดลง ๙% จากปี ๕๑ อันนี้เป็นการประเมินล่วงหน้าจากเงินเดือนปัจจุบันซึ่งปีนี้ไม่ได้เงินเดือนขึ้น (เขาไม่ลดเงินเดือนก็ดีเท่าไหร่แล้ว!) โบนัสก้อนกะจิ๊ดริด (มีโบนัสก็ดีแล้ว) และนโยบายปลอดโอเวอร์ไทม์ (เขาไม่ลดชั่วโมงทำงานหรือบังคับลาพักร้อนก็ดีเท่าไหร่แล้ว)

ขนาดตัวเราเงินเดือนเท่าเดิม รายได้ยังลดไปตั้ง ๙% ก่อนหน้านี้บริษัทของเพื่อนเราประกาศลดเงินเดือนพนักงาน ๑๐% (อย่างต่ำ) นั่นไม่ยิ่งทำให้รายได้ลดไปมากกว่า ๑๐% หรอกเหรอ แล้วยังไหนจะมีอีกหลาย ๆ บริษัทที่ปิดกิจการ ทำให้พนักงานไม่มีรายได้เลยอีกเท่าไหร่ ตัวเลขจีดีพีที่บอกว่าจะลดลง ๓% ฟังแล้วไม่ make sense เลยแฮะ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

Time vs. Money

อาทิตย์ก่อนเราไปประชุมที่กับ Vendor ที่เมืองจีน ประชุมเสร็จ Vendor พาไปเลี้ยงข้าวเย็น ก่อนจะให้รถไปส่งที่โรงแรมซึ่งอยู่อีกเมืองหนึ่งเพื่อขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยเช้าวันรุ่งขึ้น คราวนี้ไปกันหลายคน ก็เลยมีรถ ๒ คัน รถที่เรานั่งมี Project Manager กับ Owner's Engineer เป็นฝรั่ง แล้วก็มีเรา กับ Owner เป็นคนไทย

พอรถออกจากร้านอาหาร ก่อนจะขึ้นทางด่วน คนขับรถก็แวะปั๊มเพื่อเติมน้ำมัน เรายังไม่ทันได้นึกอะไร PM หันมาหา OE แล้วบ่นแบบเซ็ง ๆ ว่านี่มันอะไรกัน ตอนที่พวกเรานั่งกินข้าวเย็นกัน มีเวลาตั้งสองชั่วโมง คนขับรถมัวไปทำอะไรอยู่ ถึงไม่ยอมเอารถไปเติมน้ำมันให้เรียบร้อย

OE ซึ่งเป็นคนอังกฤษที่อยู่เมืองไทยมาค่อนข้างนาน ตอบว่า ไม่อยากจะพูดเลยว่า แบบนี้นิสัยเหมือนคนไทยเลย เพราะคนขับรถที่บริษัทเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน เขาต้องไปไซท์ที่ระยองบ่อย ๆ พอขับไปถึงไซท์ คนขับรถก็นั่งรอว่าง ๆ อยู่ทั้งวัน พอตอนเย็นออกจากไซท์ปุ๊บ คนขับรถแวะปั๊มใหญ่ ๆ ปั๊มแรกที่เจอ เพื่อเติมน้ำมัน

แล้วฝรั่งสองคนก็บ่นกันใหญ่ว่า คนขับรถควรจะจัดการเรื่องรถให้เรียบร้อยในระหว่างที่เขาไม่ได้ใช้รถ พอถึงเวลาที่เขาจะใช้รถ ก็ต้องพร้อมใช้เลย ไม่ใช่มาเสียเวลาเติมน้ำมัน เสียเวลาโน่นนี่ เราไม่เคยมีคนขับรถ เลยไม่รู้ว่า เราจะรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ฝรั่ง ๒ คนนี้เป็นหรือเปล่า แต่เราว่าเราพอจะเข้าใจลอจิกของคนขับรถอยู่บ้าง

เราว่าคนจีนกับคนไทยน่าจะเหมือน ๆ กันตรงที่ว่า พวกเรามีเวลาเยอะแยะ แต่มีเงินน้อย ถ้าต้องเลือกระหว่างเสียเงินกับเสียเวลา พวกเรายอมเสียเวลาดีกว่า เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเลือกที่จะเสียเวลาแวะปั๊มน้ำมันระหว่างทางที่จะไปขึ้นทางด่วน แทนที่จะขับรถออกจากร้านอาหาร (หรือออกจากไซท์) เพื่อไปเติมน้ำมันแล้วขับรถกลับมาที่เดิม เพราะการทำอย่างหลังมันเปลืองน้ำมัน-เปลืองเงินโดยใช่เหตุ

แต่พวกฝรั่งเขาคิดว่า เวลาของเขามีค่ามาก เขาเลยรู้สึกว่าคนขับรถน่าจะไปเติมน้ำมันให้เรียบร้อย และการที่จะต้องสิ้นเปลืองน้ำมันไปกับการขับรถวนไปมา มันก็เล็กน้อยเสียจนไม่เป็นประเด็น

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทำไมคนฉลาดทำเรื่องโง่ ๆ

วันก่อนเห็นภาพนี้ในหนังสือพิมพ์หน้ากีฬา ภาพมาจากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ของอังกฤษ News of the World อีกที ในเนื้อข่าวบอกว่าคนในภาพ คือ ไมเคิล เฟลป์ส กำลังสูบกัญชาในระหว่างที่ไปร่วมงานปาร์ตี้แห่งหนึ่ง

ก่อนหน้าที่ภาพนี้จะถูกเผยแพร่ ไมเคิล เฟลป์ส (ซึ่งเพิ่งจะเป็นสุดยอดฮีโร่ในปักกิ่งโอลิมปิกเมื่อปีที่แล้ว คว้าเหรียญทองคนเดียว ๘ เหรียญ ทำลายสถิติของมาร์ค สปิตซ์ที่ได้ ๗ เหรียญทองในโอลิมปิกปี ๑๙๗๒) พยายามเจรจากับ News of the World ไม่ให้เผยแพร่ภาพนี้ โดยเสนอว่าจะยอมช่วยโฆษณาและเขียนคอลัมน์ให้เป็นการแลกเปลี่ยน แต่ News of the World ไม่ยอม

การมีภาพแบบนี้ออกมา นอกจากจะเสียภาพพจน์แล้ว ยังอาจมีผลต่ออนาคตในการว่ายน้ำของเฟลป์สอีกด้วย เพราะสมาคมว่ายน้ำมีกฏห้ามนักกีฬายุ่งเกี่ยวกับยาเสพย์ติด เฟลป์ส อาจจะโดนแบนไม่ให้ว่ายน้ำเป็นปี ๆ ก็ได้ ไอ้ที่ว่าทุ่มเทฝึกซ้อมมาเป็นสิบ ๆ ปี อาจจะมาเจ๊งเพราะเรื่องขำ ๆ แค่ว่าอยากจะปาร์ตี้มันส์ ๆ กับเพื่อน ๆ เท่านั้นเอง

เห็นภาพแล้วนึกสงสัยเหมือนเราไหม... ว่า ทำไมคนฉลาด ๆ ถึงทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ได้

ไมเคิล เฟลป์ส ไม่ใช่คนฉลาดที่ทำเรื่องโง่ ๆ เป็นคนแรก ตอนที่มีข่าวคลินตันกับโมนิก้า ลิววินสกี้ คนก็สงสัยเหมือนกันว่า คนฉลาด ๆ อย่างคลินตัน ทำไมถึงทำเรื่องโง่ ๆ ไปมีอะไรกับนักศึกษาฝึกงาน ตอนสมัยนิกสัน เขาก็ว่ากันว่าทำไมโง่ไปดักฟังโทรศัพท์หรืออะไร สุดท้ายแล้วต้องเสียตำแหน่งปธน.ไป

นั่นเป็นกรณีดัง ๆ ของเมืองอเมริกา แต่ใช่ว่าแถว ๆ บ้านเราไม่มี

เอาที่แบบว่าเป็นเรื่องชาวบ้าน ๆ แต่ดังระดับทอล์คออฟเดอะคันทรี่ ก็อย่างกรณีดาราสาวฉายาเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงคิดแบบไม่ฉลาดว่าประชาชนจะเชื่อว่าเธอไม่รู้ตัวว่าตัวเองท้องตั้ง ๕ เดือน เพราะไพล่ไปเข้าใจผิดว่าร่างกายอ้วนท้วนผิดปกติ

อย่างกรณีนักมวยเหรียญทองโอลิมปิกที่ได้เงินรางวัลหลาย ๆ ล้านบาท ทำไมถึงไม่รู้จักคิด ใช้ชีวิตสำเริงสำราญ จนสุดท้ายก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย

อย่างกรณีนักแสดงตลกที่มีรายได้จากการเล่นตลกคืนละเป็นหมื่น ๆ แต่สุดท้ายก็หมดตัวเพราะติดการพนันหรือยาเสพย์ติด

หรืออย่างกรณีผู้นำประเทศที่เก่งกาจในการบริหารธุรกิจจนร่ำรวย แต่ก็ดันไปออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง มองไม่ออกว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ อะไรเกินเส้นของความเหมาะสม จนในที่สุดก็ต้องไปตะลอน ๆ ต่างประเทศกลับบ้านตัวเองไม่ได้

ตัวอย่างชักน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ พอก่อนดีกว่า...

คำถามที่ว่า ทำไมคนฉลาดถึงทำอะไรโง่ ๆ ในต่างประเทศเขามีการศึกษาวิเคราะห์กันเยอะแยะ ลองเสิร์ช why smart people do stupid things หรืออะไรประมาณนี้ จะเห็นว่ามีคนเขียนหนังสือออกมาหลายเล่มมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล จิตวิทยา การรู้จักตัวเอง ฯลฯ มีทฤษฏีโน่นนี่มากมาย

แต่เรากลับนึกว่าทฤษฎีของฝรั่งก็งั้น ๆ แหละ เราว่าจริง ๆ แล้วหลักพระพุทธศาสนาต่างหากคือคำตอบของ ทำไมคนฉลาด ๆ ถึงทำอะไรโง่ ๆ ... เพราะคนพวกนี้ เป็นคนฉลาดแล้ว แต่ยังฉลาดไม่ครบทุกด้าน ยังมี กิเลส และ ตัณหา อยู่

ลองอ่านคำนิยามของกิเลส ๑๐ และตัณหา ๓ จากวิกิพีเดียดูก็ได้

ประเภทของกิเลส
๑. อโนตตัปปะ - ความไม่รู้สึกตื่นกลัวต่อการทุจริต
๒. โทสะ - ความโมโห โกรธ ความไม่พอใจ
๓. โมหะ - ความหลงใหล ความโง่
๔. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา
๕. ทิฏฐิ - ความเห็นผิดเป็นชอบ
๖. วิจิกิจฉา - ความเคลือบแคลงใจ สงสัย ไม่แน่ใจ ลังเลใจ ในสิ่งที่ควรเชื่อ
๗. โลภะ - ความพอใจ ชอบพอ เต็มใจ ในโลกียอารมณ์ต่าง ๆ
๘. ถีนะ - ความหดหู่ เงียบเหงา
๙. อหิริกะ - ความไม่ละอายต่อการกระทำผิด ทุจริต
๑๐. มานะ - ความ ทะนงตน ถือตัว เย่อหยิ่ง

ตัณหาแบ่งออกเป็น ๓ อย่าง
๑. กามตัณหา คือ ความอยากหรือไม่อยาก ใน สัมผัสทั้ง ๕
๒. ภวตัณหา คือ ความอยากทางจิตใจ เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว ไม่ต้องการให้มันเปลี่ยนแปลง
๓. วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากทางจิต ความอยากดับสูญ

ถ้าเมื่อไหร่คนฉลาด ๆ ทางโลก สามารถละกิเลส ละตัณหาได้ คงจะไม่ทำอะไรโง่ ๆ แบบนี้หรอก ว่ามะ

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

ถูกใจ

วันนี้ได้จดหมายจาก TMBAM (บลจ.ทหารไทย) แจ้งว่าเพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน จึงขอยกเลิกการส่งใบยืนยันการซื้อขายหรือสับเปลี่ยนกองทุน ถ้าใครยังต้องการได้รับใบยืนยันตามเดิมให้แจ้งไปที่บลจ. แต่ถ้าไม่แจ้งไป เขาจะยกเลิกการส่งใบยืนยันแล้ว เริ่มต้น ๑๖ ก.พ. ๒๕๕๒

เราเห็นจดหมายนี้แล้วถูกใจจริง ๆ เพราะรู้สึกมาตั้งนานแล้วว่ามันเปลืองกระดาษโดยใช่เหตุ ใบยืนยันนี่ก็ไม่เห็นจะเอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรได้ ตอนแรก ๆ ที่เพิ่งซื้อกองทุน เราก็งง ๆ ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานหรือเปล่า แต่พอรู้ว่าไม่ต้องใช้ทำอะไร ได้มาก็ทิ้ง

เราหวังว่าบลจ.อื่น ๆ จะหันมาใช้นโยบายนี้เหมือนกัน ถึงจะไม่คิดถึงการช่วยประหยัดทรัพยากรโลก ก็น่าจะคิดถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายของบลจ. ยิ่งปีนี้เขาบอกว่าจะเป็นปีเผาจริง ประหยัดอะไรได้ก็น่าจะประหยัด

นอกจากใบสั่งซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนแล้ว อีกอย่างที่เราคิดว่าน่าจะเลิกส่งได้แล้วก็คือใบจ่ายหนี้บัตรเครดิต (ที่เอาไปใช้จ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือเคาน์เตอร์อื่น ๆ อ่ะนะ) ปกติเราจ่ายบัตรเครดิตโดยตัดเงินบัญชีธนาคาร ในสเตทเมนต์เขาก็เขียนว่าจะหักเงินจากบัญชีนี้ ๆ วันที่เท่านี้ ๆ แต่ก็ยังแนบใบจ่ายหนี้มาให้ทุกเดือน เราไม่เคยได้ใช้เลย กลายเป็นขยะรกโลก (และที่จริงเวลาไปจ่ายเงินตามเคาน์เตอร์ ไม่ต้องใช้ใบจ่ายหนี้นี่ก็ได้ แค่มีสเตทเมนต์ก็จ่ายได้เหมือนกัน)

เราเดาว่าที่บริษัทบัตรเครดิตยังส่งใบที่ว่านี้มาด้วยถึงแม้จะจ่ายเงินโดยตัดบัญชีแล้ว คงเพราะข้างหลังกระดาษมันมีโฆษณาโปรโมชั่นต่าง ๆ ละมั้ง เราสงสัยจริง ๆ ว่า จะมีซักกี่คนที่เสียเวลาอ่านโฆษณาพวกนี้ (รวมทั้งโฆษณาทางไปรษณีย์ต่าง ๆ ที่ชอบส่งกันมาเยอะแยะด้วย) เราเบื่อขยะกระดาษพวกนี้ แต่เด็กที่บ้านเรากลับชอบ เพราะเขาเก็บรวม ๆ ไว้ เอาไปชั่งกิโลขายได้ตังค์

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จะทำอะไรก็ได้ ขอให้ทำจริง ๆ เถอะ

พวกเราคงเคยได้ยินอาชีพต่าง ๆ ที่ไม่น่าจะเอามาเป็นอาชีพได้กันมาเยอะ วันนี้เราเจออีกอาชีพหนึ่งในสกู๊ปหน้า ๑ ไทยรัฐวันที่ ๑๘ พ.ย. ๒๕๕๑ อ่านแล้วอมยิ้มแล้วก็ชื่นชมไปด้วย เป็นเรื่องของเจ๊จู วัย ๕๔ ปี ที่มีอาชีพรับถอนผมหงอก :)

ตามที่ไทยรัฐเขียน เจ๊จูชอบถอนผมหงอกให้คนรอบข้างเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาเห็นคนมีผมหงอกจะรู้สึกคันไม้คันมืออยากถอน ตอนที่เจ๊จูขึ้นรถไฟฟ้าแล้วสังเกตเห็นพนักงานออฟฟิศอายุ ๓๐ กว่า ๆ มีผมหงอกก่อนวัยกันเยอะแยะ เลยคิดจะถอนผมหงอกเป็นอาชีพ

ทั้งที่น้องสาวทักว่าไม่น่าจะเป็นอาชีพได้ แต่เจ๊จูก็อยากลอง ตัดสินใจเช่าพื้นที่ ๔ ตร.ม.ที่ชั้นสองของสหกรณ์พระนคร ซอยอารีย์ ค่าเช่าเดือนละ ๓ พันบาท เปิดกิจการถอนผมหงอก คิดค่าแรงชั่วโมงละ ๘๐ บาท ๒ ชั่วโมง ๑๕๐ บาท

ช่วง ๓ เดือนแรกมีลูกค้าแค่วันละรายสองราย หักค่ากินค่ารถค่าเช่าที่แล้วแทบไม่เหลืออะไร เกือบถอดใจไปเหมือนกัน แต่พอเข้าเดือนที่ ๔ ก็เริ่มมีลูกค้าบอกกันปากต่อปาก ตอนนี้ผ่านมา ๑ ปี เจ๊จูมีลูกค้าเฉลี่ยวันละ ๓-๔ ราย ส่วนใหญ่จะใช้บริการ ๒ ชั่วโมงขึ้นไป บางคนเหมา ๔ ชั่วโมงรวด กิจการดีขนาดต้องมีการโทร.จองคิวเลยทีเดียว

เราลองคิดคร่าว ๆ ตามที่ไทยรัฐเขียน เจ๊จูมีรายรับวันละ ๔๕๐-๖๐๐ บาท (ทำงาน ๘ ชั่วโมง) ตกเดือนละ ๑๓,๕๐๐-๑๘,๐๐๐ บาท หักค่าเช่าแล้วก็ยังเหลือ ๑๐,๕๐๐- ๑๕,๐๐๐ บาท รายได้เยอะกว่าพนักงานออฟฟิศบางคนซะอีกนะ

คนเราถ้าทำอะไรให้จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวได้ ที่สำคัญต้องมีความตั้งใจจริง ถ้าเจ๊จูเห็นว่า ๓ เดือนแล้วมีรายรับไม่พอค่าใช้จ่าย ถอดใจเลิกไปซะก่อน ก็คงไม่ได้มีอาชีพที่ได้เป็นนายของตัวเองได้แบบนี้ (แถมเป็นอาชีพที่ถูกกับนิสัยของตัวเองอีกตะหาก น่าอิจฉาไหมล่ะนั่น) :)

ที่เราอ่านแล้วอมยิ้มก็เพราะว่า เจ๊จูบอกว่าลูกค้ามีอายุตั้งแต่ ๒๐ ปลาย ๆ ไปถึง ๔๐ กว่า ๆ แต่ที่เยอะที่สุดคือ อายุ ๓๐ ต้น ๆ พวกที่อายุเยอะ ๆ วัยเกษียณไปแล้วส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นลูกค้า เพราะคิดว่าตัวเองแก่แล้วเลยปล่อยผมหงอกเลยตามเลย

เวลาเจ๊จูเจอพวกที่อายุยังไม่มากแต่มีผมขาวเต็มหัว พอถามว่าทำอาชีพอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นพวกทำงานไอที นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ใช้ความคิดเยอะ เป็นพวกเครียดง่าย เราไม่ค่อยแน่ใจว่าข้อมูลเรื่องอาชีพของเจ๊จูจะถูกต้อง แต่เรื่องใช้คอมกับความเครียดน่าจะจริง เพราะคนรอบ ๆ ตัวเรา รวมทั้งตัวเราเอง ตอนนี้ก็ผมหงอกตรึมเลยเหมือนกัน

วันก่อนยังสงสัยอยู่ว่าตกลงสมัยนี้คนอายุ ๓๐ กว่า ๆ นี่ถึงวัยผมหงอกแล้วเหรอ ตกลงที่เราบอกว่าเด็กสมัยนี้โตไว ผู้ใหญ่สมัยนี้ก็แก่ไวด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ย :P

ปล. เจ๊จูบอกว่า ถอนผมหงอก ดีกว่าย้อมผม เพราะย้อมผมดีให้ดียังไงก็ยังจะเห็นสีขาว ๆ ตรงโคนผม สู้ถอนทิ้งทั้งเส้นไม่ได้ เราดูรูปเจ๊จูวัย ๕๔ ที่ลงในไทยรัฐ ดูผมดำดี ไม่มีหงอก ไม่รู้ว่าเจ๊จูให้ใครถอนผมหงอกให้ หรือว่าย้อมผมกันแน่ :D

ปล. ๒ - รูปทั้ง ๒ รูป เอามาจากเว็บไซต์ไทยรัฐ

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ออทิสติก

เรื่องออทิสติกนี่ เมื่อประมาณสี่ห้าปีที่แล้ว** เป็นเรื่องที่มีให้อ่านให้รู้กันค่อนข้างเยอะ ในเมืองไทยมีเด็กที่เป็นออทิสติกเขียนหนังสือออกมาขายด้วย ถ้าจำไม่ผิดน้องเขาชื่อ นัฐ เราไม่ได้อ่านหนังสือที่เล่มนี้ แต่เคยได้อ่านเรื่องออทิสติกจากบทความในไทม์ เขาบอกลักษณะของคนที่เป็นออทิสติกว่า เป็นคนที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของคนรอบข้างที่แสดงออกทางสีหน้าหรือน้ำเสียงได้ เช่น มีคนออทิสติกคนหนึ่งอายุสามสิบกว่าเป็นโปรแกรมเมอร์ บอกว่า เขาเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า เวลาที่คนนิ่วหน้า หมายความว่าคนนั้นรู้สึกไม่พอใจ (รู้เพราะได้อ่านจากหนังสือ)

นอกจากนี้คนที่เป็นออทิสติกจะไม่ชอบการสัมผัสกอดรัด เพราะรู้สึกเหมือนโดนบุกรุกความเป็นส่วนตัว เด็กเป็นออทิสติกจะกรีดร้องโวยวายเวลามีคนมากอดรัดหรือสัมผัส น่าสงสารพ่อแม่ของเด็กออทิสติกที่ไม่สามารถกอดลูกตัวเองได้ เพราะการกอดคือการทำร้ายจิตใจลูกตัวเอง

คนเป็นออติสติกไม่สามารถจินตนาการเป็นตัวเองเป็นคนอื่นหรือมองภาพจากมุมมองของคนอื่นได้ นี่เป็นสาเหตุต่อเนื่องไปว่าคนเป็นออทิสติกจะโกหกไม่เป็น เพราะถ้าเขารู้เห็นอะไร เขาจะคิดว่าคนอื่นก็ต้องรู้เห็นเหมือนเขาด้วยเช่นกัน

และเช่นเดียวกันกับดิสเล็กสิก ออทิสติกไม่เกี่ยวกับสติปัญญา มีเรื่องซับซ้อนทางคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, หรือศิลปะมากมายที่คนเป็นออทิสติกเข้าใจได้ แต่เขาไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น มีเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ ของคนที่เป็นออทิสติกที่เรารับรู้จากการอ่านแล้วก็เลือนๆ ไป แต่ที่มาพูดถึงออทิสติกตอนนี้ ก็เพราะเพิ่งได้อ่านเรื่องของคนเป็นออทิสติกที่ชื่อ “ฆาตกรรมหมาในยามราตรี” เป็นเรื่องแต่งที่คนเขียนทำเหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่เขียนโดยเด็กที่เป็นออทิสติก เขาอธิบายระบบความคิดและพฤติกรรมของเด็กที่เป็นออทิสติกออกมาในรูปของนิยายสืบสวนสอบสวนของเด็ก

เราอ่านฆาตกรรมหมาฯอย่างสนุกสนานและจบในเวลาอันรวดเร็ว แต่พี่สาวเรา (ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ในการให้ยืมหนังสือเล่มนี้) กลับบอกว่าหนังสือเล่มนี้ก็ดี แต่ไม่ได้รู้สึกว่าวางไม่ลง คือว่างก็หยิบมาอ่านไปเรื่อยๆ แต่ถ้าต้องหยุดอ่านไปทำอะไร ก็ไม่ได้เดือดร้อนกระวนกระวายอยากรู้ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันวางไม่ลง แต่เราก็อ่านจบอย่างเร็ว เพราะว่ามันสนุกดี ในขณะที่เรายังอ่านหนังสือเกี่ยวกับออทิสติกค้างอยู่อีกเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือแปลชื่อ “เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้” อันนี้คนเขียนเป็นออทิสติกจริงๆ และเขียนเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง

เขาว่าหนังสือเล่มนี้ดังเพราะคนค่อนข้างแปลกใจกับการที่คนเป็นออทิสติกสามารถเขียนเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นเข้าใจได้ เพราะอย่างที่บอกว่า คนเป็นออทิสติกไม่เข้าใจว่าคนอื่นต่างจากเขา เขาจึงไม่สามารถทำให้คนอื่นเข้าใจความแตกต่างของตัวเองได้ (ยิ่งเขียนก็ยิ่งงงเว้ย...)

เอาเป็นว่า คนเขียน “เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้” เป็นออทิสติกที่เข้าใจตัวเองแล้ว แล้วก็พยายามถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจด้วย แต่ความที่มันเป็นเรื่องเล่าของตัวเขาเอง มันจึงไม่ได้มีพล็อตที่ขมวดปมตรงนี้ แล้วไปคลายเอาตอนจบ เราก็เลยอ่านแบบเรื่อยๆไม่จบซะที นับเป็นหนังสือที่อ่านแล้วก็ได้ความรู้ในอีกแง่มุมหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นหนังสือที่สนุกจนวางไม่ลง เพราะไม่งั้นก็คงอ่านจนจบไปนานแล้ว

**โพสต์ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๗ (ตอนต่อ ดิสเล็กสิก)**

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

สั้น ๆ กับ แรนดี้ เพาส์ช

ต่อเนื่องมาจากที่คุณ Cookie Monster แวะมาบอกลิงก์ของวิดีโอรายการ The Oprah ที่เชิญแรนดี้ เพาส์ชไปคุยเรื่อง The Last Lecture แบบมีบรรยายไทย (ขอบคุณคุณ Cookie Monster มากค่ะ!) ก็เลยนึกว่าน่าจะอัพเดทเรื่องนี้ซะหน่อย

ความจริงตั้งแต่ตอนที่รู้ข่าวว่าแรนดี้ เสียชีวิตไปแล้วก็ว่าจะมาอัพเดท แต่ก็ไม่ได้อัพเดท...

ดร.แรนดี้ เพาส์ชเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฏาคม ๒๐๐๘ สิริรวมอายุ ๔๗ ปี (ประมาณ ๑ ปีหลังจากที่บรรยาย The Last Lecture, เกือบ ๆ ๒ ปีหลังจากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน) ตอนที่แรนดี้เสียชีวิตที่อเมริกาก็เป็นข่าวดังอยู่เหมือนกัน แต่เมืองไทยไม่ค่อยมีคนรู้จักในวงกว้าง ก็เลยไม่มีข่าวอะไร

ตั้งแต่วิดีโอ The Last Lecture เผยแพร่ออกไปเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๐๐๗ ประเมินว่ามีคนได้ดูวิดีโอนี้ไปแล้วหลายสิบล้านคนทั่วโลก หนังสือ The Last Lecture ที่แรนดี้เขียนร่วมกับ Jeffry Zaslow จากเล็คเชอร์นี้ก็ติดอันดับหนึ่งเบสต์เซลเลอร์ และแปลไปเป็นภาษาต่าง ๆ ๓๐ ภาษาแล้ว

นิตยสารไทม์จัดให้ แรนดี้ เพาส์ช เป็น ๑ ใน ๑๐๐ บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกด้วย...

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

ถึงเวลาต้องเลือกข้าง เพราะเป็นกลางคือเป็นทุกข์

ทุกวันนี้เราเบื่อหน่ายเรื่องการเมืองมากกกกก... ไม่ติดตามข่าวใด ๆ ทั้งสิ้น และพยายามหลีกเลี่ยงการคุยเรื่องการเมืองในทุกกรณี ใครถามว่าเราเป็นฝ่ายไหน เราก็บอกว่า เราเป็นกลาง ไม่เข้าข้างไหนซักฝ่าย

เราไม่ได้เป็นแฟนรัฐบาลปัจจุบัน (หรือที่เขาว่าเป็นรัฐบาลนอมินีของอดีตนายก) แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับการออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลของพันธมิตร เรามีเหตุผลส่วนตัวของเราที่จะคิดและจะเชื่อแบบนั้น ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็มีเหตุผลที่จะคิดและจะเชื่อเหมือนหรือแตกต่างไปจากเรา

สังคมคงไม่วุ่นวาย ถ้าทุกคนเคารพในสิทธิและวิจารณญาณของคนอื่น ไม่พยายามไปรุกล้ำสิทธิหรือสงสัยในวิจารณญาณของคนอื่น แต่ทุกวันนี้มันวุ่นวาย เพราะทั้งสองฝ่ายคิดว่าตัวเองถูก-อีกฝ่ายผิด และในสังคมต้องมีแต่เรื่องที่ถูกต้อง (หรือแปลว่าเรื่องที่ตนเองเห็นด้วย) เท่านั้น สิ่งที่ผิดต้อง (หรือแปลว่าเรื่องที่ตนเองไม่เห็นด้วย) ถูกกำจัดไป

สังคมเป็นยังไง ชีวิตเราก็เป็นอย่างนั้น... นั่นคือ ชีวิตของเราก็วุ่นวายไปตามสถานการณ์ทางการเมืองทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันเลย เพราะเราต้องเจอกับคนที่เชียร์อดีตนายกเต็มที่ แบบไม่เห็นความผิดด่างพร้อยอะไรเลย แล้วเราก็ต้องเจอกับคนที่เป็นฝ่ายพันธมิตรเต็มตัว ต้องการกำจัดอดีตนายกให้สิ้นซาก

แรก ๆ เรายังไม่รู้ตัว เวลาคุยกับฝ่ายอดีตนายก เราก็ดันพยายามจะอธิบายให้เข้าใจถึงประเด็นของพันธมิตรที่เห็นว่าอดีตนายกมีข้อเสียยังไง พอคุยกับฝ่ายพันธมิตร เราก็ดันไปพยายามอธิบายว่ารัฐบาลนี้มีความชอบธรรมยังไงที่จะบริหารบ้านเมืองต่อไป และพันธมิตรไม่มีความชอบธรรมยังไงที่จะไปไล่เขาออก

คุยไปทีไรก็เป็นเรื่อง... หลัง ๆ เลยเลิก (เริ่มฉลาดขึ้น?) ไม่ว่าฝ่ายไหนจะคุยอะไรมา เราทำอย่างเดียวคือ ยิ้ม ๆ แล้วก็ปล่อยให้เขาพูดไปเรื่อย ๆ ไม่สนับสนุน ไม่คัดค้าน ไม่ตอบโต้ จนเขาหมดมุขแล้วซักพักก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนุ่มเมืองจันท์ เขียนในมติชนสุดสัปดาห์ (ฉบับ ๑๔๖๔ วันที่ ๕-๑๑ กันยายน ๒๕๕๑) แนะนำว่า ทุกวันนี้ถ้ามีคนจะชวนคุยเรื่องการเมือง ควรจะถามไปตรง ๆ เลยว่าอยู่ฝ่ายไหน ถ้าอยู่ฝ่ายเดียวกันก็ค่อยคุยกัน แต่ถ้าเป็นคนละฝ่าย ให้เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นทันที

แถมบอกว่าถ้าใครมาบอกว่า “เป็นกลาง” อย่าไปเชื่อ คนเป็นกลางคบไม่ได้ เป็นพวกอีแอบ เราอ่านแล้วฉุนนิดหน่อย หนอย... มาว่าเราเป็นอีแอบ คบไม่ได้ แต่ก็เห็นด้วยกับที่หนุ่มเมืองจันท์บอกว่า เวลาที่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นทีไร คนกลางนี่แหละที่ซวยมากที่สุด

หนุ่มเมืองจันท์บอกว่าคนที่ “เป็นกลาง” ไม่มีจริง ยกตัวอย่างทางกายภาพว่า ถ้ามีคนยืนกันอยู่ ๓ คน คนทางซ้าย-คนตรงกลาง-คนทางขวา ถ้าเราเป็นคนที่ยืนทางซ้าย ก็ต้องมองว่าคนตรงกลาง เป็นพวกฝ่ายขวา แต่ถ้าเราเป็นคนที่ยืนทางขวา ก็ต้องมองว่าคนตรงกลางเป็นพวกฝ่ายซ้าย

ชัดเจนจริง ๆ ว่าคนตรงกลางซวยที่สุด เพราะเจอศึก ๒ ด้าน!!

เรามีหลักฐานที่ว่าคนเป็นกลางซวยที่สุด เป็นต้นว่า เขาประท้วง ปิดถนน รถติดวินาศสันตะโร คนเป็นกลางที่อยู่แถว ๆ นั้นซวย เขายึดทำเนียบ ประกาศหยุดงาน ปิดรถไฟ ปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ ม็อบสะใจ รัฐบาลไม่สนใจ คนเป็นกลางก็ซวยเพราะเดินทางไม่ได้ ธุรกิจเสียหาย รัฐบาลไม่ชอบใจที่ทำเนียบโดนยึด ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมเกิน ๕ คน ม็อบอยู่กันเป็นพัน ๆ คนสบายใจ ก็รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ แต่คนเป็นกลางซวย

สถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้ ถึงเวลาที่คนเป็นกลางต้องเลือกข้างซะแล้ว หรือเปล่า?!?

ปล. เดือนนี้ที่ทำงานเรามีประชุมกับ Vendor ที่เป็นคนจีน เขาเมลมาบอกว่า ไม่อยากมาประชุมที่กรุงเทพฯ เลย ดูข่าวแล้วท่าทางอันตราย สถานการณ์เลวร้าย-ต่างชาติหมดความเชื่อมั่น เคราะห์หามยามร้ายเราอาจจะต้องถ่อไปประชุมที่จีนแทน แบบนี้คนเป็นกลาง เอ้ย... เราซวย!!

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

เด็กพิเศษ กับ หนังสือคลาสสิก 5 เล่ม

วันก่อนดูรายการ “หนึ่งในพระราชดำริ” ทางโมเดิร์นไนน์ ตอน “เด็กพิเศษ” ซึ่งหมายถึงเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่เด็กอัจฉริยะ เด็กสมาธิสั้น เด็กออทิสติก เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ (LD - Learning Disability) เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม ฯลฯ

พ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ลูกสามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป ซึ่งคุณหมอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กพิเศษบอกว่า ถ้าพ่อแม่ยอมรับว่าลูกมีปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ หมอก็จะสามารถแนะนำวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยเด็กได้

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความรักและความเอาใจใส่ของพ่อแม่ เพราะต่อให้หมอที่เก่งแค่ไหน นักกิจกรรมที่มีความสามารถแค่ไหน แต่คนที่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดก็คือพ่อแม่ นอกจากนี้พ่อแม่ยังต้องให้เวลา อย่าคิดว่าการเลี้ยงลูกที่เป็นเด็กพิเศษคือการวิ่งร้อยเมตร จะสปีดให้ถึงเส้นชัย มันเป็นไปไม่ได้ ให้นึกว่าเป็นการวิ่งมาราธอน ไม่ต้องสปีด แต่ก็ต้องไม่หยุดวิ่ง...

ในรายการบอกว่าปัจจุบันเด็กที่อยู่ในวัยเรียนมีประมาณ 10 ล้านคน มีเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษอยู่ไม่น้อย โดยมีเด็ก LD ประมาณ 6 แสน - 1 ล้านคน เด็กสมาธิสั้นประมาณ 5 แสน และเด็กออทิสติกอย่างน้อย 5 หมื่นคน หมายความว่าอย่างต่ำ ๆ มีเด็กพิเศษประมาณ 1 ล้านกว่าคน หรือในเด็กทุก ๆ 10 คน จะมีเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ 1 คน

จำนวนตัวเลข 1 ใน 10 อาจจะทำให้พ่อแม่วิตกกังวลว่าลูกตัวเองจะมีปัญหา แต่สิ่งที่พ่อแม่น่าจะวิตกกังวลมากกว่าก็คือ เด็กธรรมดาที่พ่อแม่ปล่อยให้ดูทีวี-เล่นเกมจนติด จะแสดงลักษณะและอาการคล้ายกับเด็กพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการมีพัฒนาการด้านการพูดและการสื่อสารที่ช้ากว่าปกติ การไม่ชอบสังคม การจัดการกับอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ นี่ก็ตรงกับที่เราเคยเล่าเรื่องเด็กติดทีวีที่ได้ดูในรายการจุดเปลี่ยน

สรุปว่าพ่อแม่คงต้องตระหนักด้วยว่าควรจะเลี้ยงลูกกันอย่างไรถึงจะป้องกันไม่ให้ลูกที่เป็นเด็กปกติ กลายเป็นเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ “การสร้างวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกด้วยหนังสือ” อย่างในบทความ พัฒนาเด็กด้วยหนังสือ การลงทุนเพื่ออนาคต ของมูลนิธิซิเมนต์ไทย ที่ก็อปปี้มาโพสต์ไปเมื่อวันก่อนน่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เห็นผลแล้วเป็นรูปธรรม



หนังสือภาพ 5 เรื่องเอกของโลก

หลังจากที่เราโพสต์เรื่องพัฒนาเด็กด้วยหนังสือไป ก็มีคนบอกว่าเคยได้ยินว่ามูลนิธิซิเมนต์ไทยแนะนำหนังสือภาพคลาสสิกสำหรับเด็ก 5 เล่ม แต่ไม่รู้ว่าคืออะไรบ้าง เราเสิร์ชเจอแล้วก็ส่งลิงก์ไปให้ แต่พอดีเพื่อนเราที่มาโพสต์คอมเมนต์ไว้ก็พูดถึงเหมือนกัน เราคิดว่าคงมีประโยชน์กับหลายคน เลยก็อปปี้มาโพสต์ไว้ตรงนี้ด้วย

1. แมวล้านตัว (Million of cats)
เรื่องและภาพโดย แวนดา ก๊อก
แปลโดย ชีวัน วิสาสะ
ราคา 40 บาท
“แมวล้านตัว” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2498 และยังคงได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องถึงทุกวันนี้ นับว่าเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กที่มีอายุยืนที่สุดของอเมริกาที่ยังมีการตีพิมพ์อยู่ในปัจจุบัน ภาพต้นฉบับใช้หมึกดำสีเดียว ลายเส้นประณีตและงดงามมาก แมวล้านตัวได้รับการตีความมากมาย ทั้งทางปรัชญา ศาสนา การใช้ชีวิต ความโลภ เสียดสี เหน็บแนม ความเห็นแก่ตัว และความไร้เดียงสาของมนุษย์ รวมถึงนิยามความเป็นมนุษย์และความงามอันหลากหลาย

2. เดินเล่นในป่า (In the forest)
เรื่องและภาพโดย มารี ฮอลล์ เอ็ตส์
แปลโดย อริยา ไพฑูรย์
ราคา 40 บาท
“เดินเล่นในป่า” มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นตามสไตล์ของ มารี ฮอลล์ เอ็ตส์ คือการใช้ดินสอเพื่อให้ได้ภาพที่ดูอบอุ่นและอ่อนโยน หนังสือของเธอทำให้ผู้ใหญ่จำนวนมากที่เคยเชื่อว่าหนังสือเด็กจะต้องมีสีสันมากมายนั้นต้องเปลี่ยนความคิดไป เพราะหลายเล่มได้รับการพิสูจน์แล้วว่าหนังสือสำหรับเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องมีสีสันสดเจิดจ้าเสมอไป ถ้าหนังสือเล่มนั้นสามารถสื่อสารกับเด็ก ๆ ได้ด้วยเรื่องและภาพที่ดี

3. คอร์ดูรอย (Corduroy)
เรื่องและภาพโดย ดอน ฟรีแมน
แปลโดย อัจฉรา ประดิษฐ์
ราคา 50 บาท
“คอร์ดูรอย” พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. 2511 ด้วยเทคนิคภาพพิมพ์แกะไม้ (wood cut) และลงสีน้ำ ทำให้ภาพดูเคลื่อนไหว มีอารมณ์ และน่าตื่นเต้น กระทั่งได้รับการกล่าวอย่างชื่นชมว่า ไม่มีใครแกะไม้ให้ตัวละครมีหน้าตาเกลี้ยงเกลาและแสดงอารมณ์ได้มากเท่าภาพตัวละครในหนังสือเล่มนี้

4. มีหมวกมาขายจ้า (Caps for sale)
เรื่องและภาพโดย แอสไฟร์ สโลบ็อดกินา
แปลโดย ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์
ราคา 70 บาท
“มีหมวกมาขายจ้า” เป็นนิทานเก่าแก่ของอินเดีย ถูกนำมาทำเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กครั้งแรกเมื่อเกือบ 70 ปีมาแล้ว และยังคงติดอันดับขายดีจนถึงปัจจุบัน แอสไฟร์ สโลบ็อดกินา เป็นศิลปินนักออกแบบสามารถทำภาพประกอบได้อย่างมีชีวิตชีวาและมีอารมณ์ขัน การออกแบบฉากและตัวละครให้ดูใกล้ชิดกับเด็ก ๆ

5. เมล็ดแคร็อท (The Carrot Seed)
เรื่องและภาพโดย รัธ เคิร์ส และ คร็อคเก็ท จอห์นสัน
แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ
กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการจัดพิมพ์ (8 ก.ค. 51)
“เมล็ดแคร็อท” เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่าเรื่องง่าย ๆ ใช้คำเพียง 101 คำ แต่มีความลึกซึ้ง เนื้อหาของเรื่องทำให้เด็ก ๆ สามารถเข้าใจคำว่า “อดทน รอได้” เป็นอย่างดี Maurice Sandak เจ้าของเรื่อง ดินแดนแห่งเจ้าตัวร้าย ยกย่องหนังสือเล่มนี้เอาไว้ว่า “หนังสือภาพเล่มนี้สมบูรณ์แบบจนเรียกว่า เป็นบรรพบุรุษของหนังสือภาพทุกเล่มในสหรัฐอเมริกาก็ว่าได้ มันคือการปฏิวัติเล็ก ๆ ของหนังสือเล่มหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของการพิมพ์หนังสือภาพสำหรับเด็กไปตลอดกาล”

รูปและข้อมูลมาจากมูลนิธิซิเมนต์ไทย http://www.scgfoundation.org/update/2008-07-17/

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

พัฒนาเด็กด้วยหนังสือ การลงทุนเพื่ออนาคต

โดย มูลนิธิซิเมนต์ไทย - จาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๖๑ วันที่ ๑๕-๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ หน้า ๔๓

การเล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ไม่ควรต้องนำมาเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมไทย แต่เหตุใดหลายหน่วยงานจึงมุ่งเน้นในสิ่งเดียวกัน และอีกหลายหน่วยงานที่พยายามเชิญชวนเรียกร้องให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การเล่านิทาน อ่านหนังสือมีความจำเป็นอย่างไร

บทความต่อจากนี้ไป เป็นข้อมูลที่ได้จากการทำงานจริงในมิติที่ลึกซึ้ง จากโครงการ “เล่านิทาน อ่านหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย (๐-๓ ขวบ)”

ในแวดวงการศึกษาเด็กปฐมวัยและการศึกษาด้านการแพทย์ พบว่าเด็กที่มีอายุอยู่ในช่วงแรกเกิดถึงหกขวบ เป็นวัยที่มีการพัฒนาการสูงที่สุดในชีวิต โดยเฉพาะสมองของเด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึงสามขวบ เด็ก ๆ วัยนี้มีความสามารถในการซึมซับ รับรู้และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ดังคำนำของผู้เขียนหนังสือ “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” ซึ่งเปรียบเหมือนคัมภีร์เล่มหนึ่งในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ชาวไทยยุคนี้เลยก็ว่าได้

ยิ่งเราศึกษามากขึ้นเท่าไร เรายิ่งรู้ว่าความคิดของเราเกี่ยวกับเรื่องของเด็กเล็กนั้นผิดพลาดมากแค่ไหน เราเคยคิดว่าเรารู้เรื่องเด็กเล็กดีทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าที่จริงเราเกือบไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นเราจึงให้การศึกษาของเด็กเล็กเริ่มหลังจากอายุ ๓ ขวบ ตอนที่เซลล์สมองก่อร่างสร้างตัวเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่รายงานการศึกษาทางชีววิทยาเกี่ยวกับสมองบอกว่า “๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเซลล์สมองของมนุษย์จะเติบโตเต็มที่ภายในอายุ ๓ ขวบ”

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมจึงกล่าวว่าเด็กวัยแรกเกิดถึงหกขวบเป็นวัยที่สำคัญที่สุด เหมาะที่สุดที่จะส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ

การเล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟัง โดยเฉพาะหนังสือดี ๆ นั้นเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการพัฒนาสมองเด็ก

ทำไมต้องเล่านิทาน อ่านหนังสือ

หนังสือภาพเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับอ่านหรือเล่าให้เด็กเล็ก ๆ ฟัง และให้ดูภาพไปพร้อม ๆ กัน สำหรับเด็กโตหนังสือภาพเป็นสื่อที่ตอบสนองความต้องการของเด็กได้เป็นอย่างดี อีกทั้งหนังสือภาพเป็นสื่อที่หาง่าย ใช้ง่าย แต่ปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองยังมองเห็นว่า หนังสือภาพสำหรับเด็กมีราคาแพง หากเมื่อมองให้ลึกถึงคุณค่าแล้ว หนังสือภาพสำหรับเด็กไม่ได้มีราคาแพงเกินกว่าคุณประโยชน์มหาศาลที่เด็กจะได้รับ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับของใช้ฟุ่มเฟือยอื่น ๆ สำหรับเด็ก

โครงการเล่านิทาน อ่าหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย (๐-๓ ขวบ) เป็นหนึ่งในโครงการ “พัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือ” ที่มูลนิธิซิเมนต์ไทยร่วมกับสมาคมไทสร้างสรรค์ทำงานเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในพื้นที่อำเภอภูเวียงและอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โดยใช้หนังสือที่ดีเป็นเครื่องมือในการทำงาน

จากการ “นำหนังสือดีสู่เด็ก” ในพื้นที่ดำเนินโครงการ มีเจ้าหน้าที่ติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิดในระยะเก้าเดือน พบว่า เด็ก ๆ จากจำนวน ๑๕๐ คน (ครอบครัว) ซึ่งครอบครัวเหล่านี้มีลักษณะเหมือนครอบครัวในชนบททั่ว ๆ ไป ที่เป็นเกษตรกรซึ่งมีรายได้และการศึกษาไม่มากนัก หรือไม่มีเลย ผู้ใหญ่ในครอบครัวจะเล่านิทานและอ่านหนังสือให้ฟังอย่างสม่ำเสมอ

เด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการทางด้านภาษาและสื่อสารได้ดี อีกทั้งเด็ก ๆ กลุ่มนี้มีความโดดเด่นจากกลุ่มที่ไม่มีผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟังอย่างชัดเจน จากการสังเกตเด็กเมื่อเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นครั้งแรกในช่วงเปิดเทอม เด็ก ๆ กลุ่มนี้มีความสามารถในการปรับตัวได้ดี มีความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี และที่สำคัญกว่านั้นคือ เด็กกลุ่มที่ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟังอย่างเข้มข้นจะไม่ติดโทรทัศน์ ถ้าให้เลือกระหว่างหนังสือภาพกับโทรทัศน์ เด็กกลุ่มนี้จะเลือกหนังสือภาพมากกว่า

คุณครูพรทิพย์ ชินวิทย์ ครูพี่เลี้ยงประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหัวนา ตำบลจระเข้ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เล่าถึง “น้องหม่อน” ซึ่งเริ่มเข้าร่วมโครงการฯ เมื่อวัย ๒ ขวบครึ่ง (ปัจจุบัน ๓ ขวบกว่า) เป็นหนึ่งในเด็กจากจำนวน ๑๕๐ คนว่า

“น้องหม่อนโชคดีมาก มีคุณยายให้ความสนใจ อ่านหนังสือให้ฟังทุก ๆ วัน แถมยังเผื่อแผ่แก่เด็กคนอื่น ๆ ด้วย น้องหม่อนมีพัฒนาการรวดเร็วในทุกด้าน พูดรู้เรื่อง ไม่เคยงอแง และไม่น่าเชื่อเลยว่าอายุขนาดนี้จะเลือกให้ยายซื้อหนังสือ แทนที่จะซื้อของเล่นตามตลาดนัด ครูคิดว่าที่เป็นแบบนี้ก็เพราะมีคุณยายคอยอ่านหนังสือให้ฟัง มีการพูดคุยสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ ยายคงจะสอดแทรกเรื่องที่อยากจะให้น้องหม่อนได้รู้ลงไปในขณะที่เล่านิทาน อ่านหนังสือให้ฟังไปด้วย”

คุณสุรนุช ธงศิลา ผู้จัดการมูลนิธิซิเมนต์ไทย กล่าวถึงการที่มูลนิธิซิเมนต์ไทยให้ความสำคัญต่อการเล่านิทาน อ่านหนังสือให้ลูกฟัง จึงได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้ว่า

“เราเชื่อว่าการเล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างรวดเร็ว และกิจกรรมเล่านิทาน อ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวสามารถทำได้ ถึงแม้ผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือไม่ออก ก็จะสามารถดูรูปแล้วเล่าเรื่องให้เด็กฟังได้ เด็กปฐมวัยชอบหนังสือภาพ ชอบฟังนิทาน เพราะในหนังสือมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ถูกใจเด็ก โดยเฉพาะหนังสือภาพดี ๆ ที่เขียนโดยนักเขียนที่มีความเข้าใจธรรมชาติของเด็กก็จะสามารถทำหนังสือออกมาได้ถูกใจเด็กมากที่สุด ทำให้เด็ก ๆ เข้าถึงหนังสือได้ง่าย หนังสือภาพมีทั้งภาพ มีทั้งภาษาและเนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก หนังสือภาพช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์แก่เด็กเล็ก ๆ มูลนิธิซิเมนต์ไทยอยากมีส่วนร่วมในการกระตุ้นให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กปฐมวัยและอยากให้พฤติกรรมนี้แพร่หลายในสังคมไทย

โครงการเล่านิทานอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย (๐-๓ ขวบ) นี้ มูลนิธิซิเมนต์ไทยมีความตั้งใจให้เป็นโครงการนำร่อง ทำการศึกษาและค้นหากระบวนการในการนำหนังสือสู่เด็กอย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือองค์กรที่สนใจในพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือได้นำไปใช้ เราร่วมกับสมาคมไทสร้างสรรค์ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความชำนาญในด้านนี้ และเป็นองค์กรที่ทำงานอย่างเกาะติดทุกกระบวน ด้วยความหวังว่าเราจะได้เนื้อหาที่สามารถเป็นทางเลือกทางหนึ่งสำหรับผู้สนใจร่วมกัน “สร้างวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกด้วยหนังสือ” ต่อไป

โครงการ “เล่านิทาน อ่านหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย (๐-๓ ขวบ)” ทำงานอย่างไร

หัวใจสำคัญของโครงการฯ อยู่ที่ หนังสือดี และกระบวนการสร้างความเข้าใจในการอ่านหนังสือให้ลูกฟังในครอบครัว ในการนำร่องนี้ โครงการได้คัดสรรพื้นที่ต่อยอดจากโครงการดั้งเดิมของสมาคมไทสร้างสรรค์ในพื้นที่ตั้งของห้องสมุดเด็กในชนบท ๓ แห่ง ได้แก่ หมู่บ้านที่อยู่รอบ ๆ ห้องสมุดเด็กเวียงเก่า (ภูเวียงเดิม) ห้องสมุดเด็กบ้านหัวนา ตำบลจระเข้ อำเภอหนองเรือ และห้องสมุดเด็กบ้านบะยาว ตำบลกุดกว้าง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โดยตั้งกลุ่มเป้าหมายครอบครัวที่มีเด็กอายุระหว่าง ๖ เดือน - ๓ ขวบ จำนวน ๑๕๐ ครอบครัว

เมื่อได้ครอบครัวเป้าหมาย จึงเริ่มกระบวนการสร้างความเข้าใจว่า หนังสือสำหรับเด็กมีลักษณะอย่างไร หนังสือภาพมีความสำคัญอย่างไร และการอ่านหนังสือภาพให้ลูกฟังต้องเริ่มอย่างไร นับเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำงานอย่างถึงลูกถึงคนอย่างแท้จริง กล่าวคือ เข้าหาทุกครัวเรือน อธิบายกันตัวต่อตัว สาธิตการอ่านหนังสือ ชี้แนะจุดสำคัญกันเล่มต่อเล่มเลยทีเดียว

ในการทำงานขั้นแรกเริ่มนี้ จำเป็นต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างยิ่งเพื่อให้เข้าถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อส่งต่อความตั้งใจของมูลนิธิซิเมนต์ไทยในการร่วมกันสร้าง “วัฒนธรรมการเลี้ยงลูกด้วยหนังสือ” ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์