แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550

This talk's not for you, it's is for my kids.

เราเขียนเรื่อง “บทเรียนชีวิต” ยังไม่ทันจบ แต่พอดีได้อ่านเรื่องของดร. แรนดี้ เพาส์ช (Dr. Randy Pausch) คิดว่าน่าจะเอามาเล่าให้ฟังคั่นเวลา

ดร. แรนดี้ เพาส์ชเป็นอาจารย์แผนก Computer Science มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน ในวัย 46 ปีเขาเป็นโรคมะเร็งที่ตับอ่อนและหมอบอกว่าเขาคงมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่เดือน

มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอนมีโครงการที่เรียกว่า “The Journey” ซึ่งเชิญอาจารย์มาเล่าเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาได้พบเจอและเรียนรู้ในระหว่างการเดินทางของชีวิต โครงการนี้ครั้งหนึ่งเคยใช้ชื่อว่า “The Last Lecture” เพราะเขาตั้งโจทย์ให้บรรดาวิทยากรลองสมมติว่าถ้าเล็คเชอร์ครั้งนี้เป็นเล็คเชอร์ครั้งสุดท้าย พวกเขาจะพูดหรือจะบอกอะไรกับคนอื่น

เมื่อวันอังคาร (18 กันยา) ที่ผ่านมาดร. แรนดี้ เพาส์ชได้ให้เล็คเชอร์ครั้งสุดท้ายของเขาที่คาร์เนกี้เมลลอน (ต่อไปนี้เราจะเรียกแค่ แรนดี้ แทนที่จะเรียกว่า ดร. แรนดี้ หรือ ดร. เพาส์ช เพราะเรารู้สึกว่ามันทำให้รู้สึกถึงความเป็นคนธรรมดาๆ ที่จับต้องได้มากกว่า)

ผู้ฟังกว่า 400 คนในหอประชุมได้รับรู้ตั้งแต่แรกว่าสภาพร่างกายจิตใจของแรนดี้เป็นอย่างไร (และเขาเป็นคนอย่างไร เขามองโลกอย่างไร -- สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน) ตั้งแต่ประโยคแรกๆ ของเล็คเชอร์ของเขา

“ถ้าผมไม่ได้ดูหดหู่หรือเศร้าใจเท่าที่ควร ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้พวกคุณผิดหวัง” เขาบอกว่าเขาไม่ได้กำลังปฏิเสธความจริงว่าเขากำลังจะตายในไม่กี่เดือน แต่เขารู้สึกแข็งแรงดี... แข็งแรงกว่าคนส่วนใหญ่ในห้องประชุมนั้น (ว่าแล้วก็วิดพื้นโชว์ให้ดูซะหนึ่งยก)

“ถ้าใครอยากจะร้องไห้หรือรู้สึกสงสารผม ลองออกมาตรงนี้ วิดพื้นอย่างที่ผมทำเมื่อกี้นี้ แล้วถึงค่อยสงสารผม”

แรนดี้บอกว่าวันนี้เขาจะไม่พูดเรื่องมะเร็ง (เพราะเขาพูดถึงมันมามากเกินพอแล้ว) เขาจะพูดเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้น เขาจะไม่พูดเรื่องภรรยาหรือลูกๆ ของเขา ไม่ใช่ เพราะว่ามันไม่สำคัญ เขาบอกว่าเขารู้สึกแข็งแรงดี แต่ยังไม่ดีมากพอที่จะพูดถึงลูกและภรรยาโดยไม่ร้องไห้ สิ่งที่เขาจะพูดก็คือการไปให้ถึงความฝัน

แรนดี้เล่าให้ฟังถึงความฝันต่างๆ ในวัยเด็ก เขาอยากจะสัมผัสสภาพไร้น้ำหนัก เป็นนักฟุตบอลอาชีพ เป็นนักออกแบบเครื่องเล่นของดีสนีย์แลนด์ เขียนบทความลงใน World Book Encyclopedia เป็นกับตันเคิร์กในสตาร์เทร็ค

แรนดี้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบราวน์และปริญญาเอกจากคาร์เนกี้เมลลอน ในช่วง 10 ปีที่เป็นอาจารย์ที่คาร์เนกี้เมลลอน เขาช่วยก่อตั้ง Entertainment Technology Center ซึ่งสอนหลักสูตรคอมพิวเตอร์สำหรับออกแบบวิดีโอเกมและโปรแกรม interactive ต่างๆ และเริ่มโครงการ Alice ซึ่งใช้โปรแกรม animation ในการสอนนักเรียนให้ได้เรียนวิชา computer programming ไปพร้อมๆ กับความสนุกสนาน

แรนดี้ได้สัมผัสสภาพไร้น้ำหนัก (เพราะเด็กนักเรียนที่เขาสอนชนะประกวดโครงการ Virtual Reality เพื่อจำลองสภาพไร้น้ำหนักของ U.S. Air Force และสิ่งที่ผู้ชนะได้รับก็คือการไปสัมผัสสภาพไร้น้ำหนักจริงๆ) ได้ออกแบบเครื่องเล่นของดีสนีย์แลนด์ (The Pirate of Caribbean ซึ่งเขาไปรับทำงานในระหว่างพักการสอน) ได้เขียนบทความใน World Book Encyclopedia เรื่อง Virtual Reality

แรนดี้ได้เล่นฟุตบอลแค่สมัยไฮสคูล เขาไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่สิ่งที่เขาได้จากการไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพคือ ประสบการณ์

Experience is what you get when you don't get what you want.

เขาไม่ได้เป็นกัปตันเคิร์ก แต่เขาได้เจอกับกัปตันเคิร์ก วิลเลียม แชทเนอร์ดาราที่เล่นเป็นกัปตันเคิร์กมาเยี่ยมชมแล็บของเขา (มันสุดยอดที่ได้เจอฮีโรในดวงใจสมัยเด็ก แต่มันสุดยอดกว่าถ้าเขามาหาคุณเพื่อดูผลงานที่คุณทำในแล็บ)

สิ่งต่างๆ ที่เขาได้ทำ ความฝันที่เป็นจริง หนทางไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ แต่มีอุปสรรคอยู่ตลอดเวลา (เวลาฝรั่งเจออุปสรรคหรือปัญหา เขาเรียกว่าเจอ brick wall กำแพงอิฐ ขวางหน้า) แรนดี้บอกว่า กำแพงอิฐมันอยู่ตรงนั้นอย่างมีจุดประสงค์ มันทำให้เราได้พิสูจน์ตัวเองว่าเราต้องการอะไรซักอย่างมากแค่ไหน ให้โอกาสเราได้แสดงว่าเราต้องการมันแค่ไหน เอาไว้หยุดคนที่ไม่ต้องการมันมากพอ เอาไว้หยุด “คนอื่น”

Brick walls are there for a reason. They let us prove how badly we want things. To give a chance to show how badly we want something. To stop people who don't want it badly enough. To stop the “other” people.

กำแพงอิฐหยุดแรนดี้ไม่ได้ กำแพงอิฐหยุดคนที่มุ่งมั่นและตั้งใจจริงไม่ได้

แรนดี้พูดถึงคนที่มีส่วนในความสำเร็จของเขา พ่อแม่ที่เลี้ยงดูเขามาอย่างดี บรรดาอาจารย์และเพื่อนร่วมงานที่เขาได้พบ บทเรียนอื่นๆ ที่เขาเรียนรู้และอยากบอกกับคนอื่นมีทั้ง... ต้องสนุกกับการทำงาน, ต้องทำงานหนัก (เคล็ด “ลับ” ของความสำเร็จ!!), รู้จักรับฟังคนอื่น (โดยเฉพาะคำติ ต้องยอมเปิดใจรับ และนำไปปรับปรุง), การจะได้รับความเคารพจากคนอื่น เราต้องเขาเคารพเขาก่อน, การคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ฯลฯ

เราต้องขอบอกว่าเล็คเชอร์ยาว 1 ชั่วโมงกว่าๆ เป็นหนึ่งในเล็คเชอร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยฟังมา แรนดี้ปล่อยมุขตลกขำๆ ไปพร้อมกับการบอกเล่าความคิดลึกซึ้งที่เขาได้จากการเดินทางของชีวิตเขา จนเราแทบไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือการเล็คเชอร์ของคนที่มีลูก 3 คน ที่กำลังจะตายในไม่กี่เดือน... จะตายก่อนที่จะได้เห็นลูกตัวเองจบชั้นประถม (ลูกชายคนโตของเขาอายุ 5 ขวบ) มันน่าอัศจรรย์มากที่เขาสามารถจัดการกับอารมณ์ของได้แบบนั้น

เราได้อ่านในบทความที่เขียนถึงเล็คเชอร์ของเขาใน Pittsburgh Post-Gazette แรนดี้บอกว่า เขายังมองโลกในแง่ดีอยู่มาก เวลาเดียวที่เขาจะร้องไห้ก็คือเวลาที่เขาคิดถึงลูกๆ ของเขา ไม่ใช่เพราะว่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ดูลูกๆ ทำโน่นทำนี่เป็นครั้งแรกในชีวิต แต่เป็นความรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำหน้าที่ให้สำเร็จ เสียใจที่ไม่ได้อยู่เพื่อเลี้ยงดูลูกๆ และเสียใจเขาจากไปโดยทิ้งภาระอันยิ่งใหญ่ไว้กับภรรยาของเขา

ตอนท้ายแรนดี้บอกว่าเล็คเชอร์นี้ไม่ได้เกี่ยวกับ “การไปให้ถึงความฝัน” แต่มันเกี่ยวกับว่าเราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไร ถ้าเราดำเนินชีวิตของเรา “อย่างถูกต้อง” กรรมจะเป็นตัวพาเราไปหาความฝันของเราเอง

ประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับผู้ฟังในหอประชุมคือ “การพูดครั้งนี้ไม่ใช่สำหรับพวกคุณหรอกนะ... แต่การพูดนี้สำหรับลูกๆ ของผมต่างหาก”

ปล. เล็คเชอร์ของแรนดี้ เพาส์ชออกอากาศในรายการ Good Morning America เมื่อวันที่ 21 กันยายน เว็บ Wall Street Journal ทำรายงานข่าวเรื่องเล็คเชอร์นี้ เป็นวิดีโอคลิปยาว 4 นาทีกว่าๆ ลองกดฟังได้ข้างล่าง


วิดีโอของเล็คเชอร์ฉบับเต็มมีให้ฟังที่ CMU ยาว 1 ชั่วโมง 45 นาที มีคนอื่นๆ ที่ร่วมงานกับแรนดี้มาพูด รวมทั้งการประกาศสร้างสะพานคนเดินเชื่อมตึกระหว่าง Gates Computer Sciences Building กับ Purnell Center for the Arts เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับแรนดี้ สะพานนี้จะเรียกว่า Randy Pausch Memorial Footbridge เป็นสัญลักษณ์ของผลงานของแรนดี้ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับศิลปะเข้าด้วยกัน

ปล. 2 ก่อนที่จะได้ฟังเล็คเชอร์ฉบับเต็ม เรานึกว่าจะมีสคริปท์ ว่าจะแปลเป็นภาษาไทยมาแบ่งกันอ่าน (เหมือนที่มีหลายๆ คนแปลสุนทรพจน์ของบิล เกทส์ หรือสตีฟ จ็อบส์) แต่พอไปฟังแล้วถึงรู้ว่าทำไมไม่มีสคริปท์ ก็อย่างที่บอกไปว่ายาวตั้งชั่วโมงกว่า ถ้ามีสคริปท์ก็ไม่รู้จะยาวเท่าไหร่ และถ้าเราแปลจริงไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ แถมเราก็ฟังแบบกระพร่องกระแพร่งเต็มที เพราะฟังไปทำงานไป จับรายละเอียดไม่ได้หมดเวลาที่เขาพูดถึงคนโน้นคนนี้ เราตั้งใจว่าจะไปฟังใหม่อีกรอบ (หรือหลายๆ รอบ) แต่ต้องหาจังหวะเหมาะๆ เพราะเขาทำเป็น streaming video ถ้าเน็ทช้าก็จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เราจะหาวิธีดาวน์โหลดไฟล์มาเก็บที่เครื่องก็ทำไม่เป็น -_-

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550

คลายเครียด

โพสต์เรื่องหนักๆ มาหลายตอน มาคลายเครียดด้วยการ์ตูนกันดีกว่า :)

ช่วงที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษเราชักจะฝืดๆ เต็มที ก็เลยตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทุกวัน ก็เลยหยิบนสพ.ที่บริษัทกลับบ้านไปทุกเย็น (ฝึกภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องลงทุน) ผ่านไป ๑ สัปดาห์อ่านยังอ่านฉบับแรกที่หยิบกลับไปไม่จบ ก็เลยเปลี่ยนเป็นหยิบเฉพาะฉบับวันอาทิตย์ (เพราะมีสกูปพิเศษเยอะดี)

แต่ฉบับวันอาทิตย์ฉบับเดียวอ่านไป ๑ สัปดาห์ก็ยังไม่จบ สุดท้ายเราก็เลยหยิบแค่ Section Outlook กลับบ้านไป อ่านได้สัปดาห์ละ ๒-๓ คอลัมน์ (กับ Section การ์ตูน) เล่น Sudoku กับ Crossword (กลัวเป็นอัลไซเมอร์ เลยต้องพยายามเล่นเกมกระตุ้นสมอง)

การ์ตูนในหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์จะมีหลายช่องกว่าวันธรรมดา บางทีเราอ่านแล้วก็ไม่เก็ทว่ามันขำยังไง อย่างอันที่เอามาโพสต์นี่ ผ่านไป ๒ อาทิตย์ถึงนึกได้ว่าต้องการจะสื่ออะไร (เวรกรรม!) เพราะเพิ่งสังเกตเห็นว่าอีตาหนุ่มเสื้อฟ้าขยับปาก... :P


(Comic strip จาก Monty วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ - คลิกที่รูป เพื่อดูรูปขนาดใหญ่กว่านี้)

ปล. ถ้าใครไม่เก็ท จะให้ช่วยเฉลยมุขก็บอกได้นะ :)

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เน็ท หรือ เหน็ท

วันก่อนเพื่อนถามเราว่า Internet ออกเสียงว่าอะไร เราก็งงๆ แต่ก็ตอบไปแบบอัตโนมัติว่า อิน-เทอะร์-เหน็ท เพื่อนบอกว่า ใช่เหรอ... เพราะได้ยินคนออกเสียงว่า อิน-เทอะร์-เน็ท สองคนแล้ว คือคุณปลื้ม กับ ดร. สมเกียรติ (อ่อนวิมล) เราก็เลยไม่แน่ใจ เพราะถ้าเราออกเสียงไม่เหมือนสองคนนี้ และต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ผิด และฝ่ายที่ผิดน่าจะเป็นเรามากกว่า

เราบอกว่าเดี๋ยวจะลองสังเกตว่านายฝรั่งเราออกเสียงยังไงกันแน่ พอดีช่วงนี้นายเราไม่อยู่ เราก็เลยเปิดดิก American Heritage ที่มีออกเสียงให้ฟังได้ด้วย ฟังด้วยหูห่วยๆ ของเรา มันก็เสียงกึ่งๆ นะ แต่เราก็ยังว่าเขาออกเสียงใกล้ไปทาง เหน็ท มากกว่า เน็ท

วันนี้ได้ฟังวิทยุรายการ Good Morning Sweet FM (เจ้าเก่า) คุณอรอุมาเขาพูดเรื่องม็อบขึ้นมาแว้บนึง ยังไม่ทันได้ไปเรื่องม็อบคริสไพล่ไปอธิบายเรื่องเสียงสูงเสียงต่ำในภาษาอังกฤษให้ฟัง เลยได้คำตอบกับคำถามของเพื่อนเราเลยแฮะ

เขาบอกว่า ภาษาอังกฤษ จะมีหลายๆ คำที่คนไทยออกเสียงสูง แต่ฝรั่งออกเสียงต่ำ (หรือกลับกัน) แล้วเขาก็เทียบให้ฟัง เช่น mob กับ mop คำแรกออกเสียง “มอบ” โดยเสียงจะต่ำและลากยาวกว่า ส่วนคำหลังออกเสียง “ม้อพ” เสียงสูงกว่าและสั้นกว่า (และแน่นอนว่าต้องมีเสียง เบอะ กับ เพอะ เล็กๆ ตอนท้าย)

แล้วคริสก็ไล่ตัวสะกดหลายๆ ตัวให้ฟัง อย่างคำว่า food กับ foot คำแรกออกเสียง “ฟูด” เสียงต่ำและลากยาวกว่า ส่วนคำหลังออกเสียง “ฟุ้ท” เสียงสูงกว่าและสั้นกว่า (บวกกับเสียง เดอะ กับ เทอะ เล็กๆ ตอนท้าย)

คำที่สะกดด้วย g จะเป็นเสียงยาว เช่น bag คือ แบ้ก เสียงยาวต่ำ แต่ back แบ๊ค เสียงสูงสั้น หรือ cage ก็เสียงยาว แต่ case เสียงสั้น ฯลฯ

พอเอาหลักการนี้มาจับ เราก็เลยได้คำตอบว่า ทำไมคุณปลื้มกับดร. สมเกียรติ (ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษกว่าเรามากๆๆ) จึงได้ออกเสียง internet ว่า อิน-เทอะร์-เน็ท (ไม่ใช่ เหน็ท)

อีกอันหนึ่งที่คริสพูดขึ้นมาคือ ควรพูดให้ได้ทั้งสำเนียงไทยและฝรั่งและเลือกให้เหมาะสมกับผู้ฟัง ถ้าพูดกับคนไทยก็ต้องบอกว่า มีม็อบอยู่ที่สนามหลวง แต่ถ้าพูดกับฝรั่งก็บอกว่า There is a “มอบ” at Sanam-Luang (หรือ Grand Palace?) ซึ่งเราก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะจะได้ไม่เกิดปัญหาคุยกันไม่เข้าใจกันหรือโดนคนหมั่นไส้ (อันแรกเวลาพูดกับฝรั่ง อันหลังเวลาพูดกับคนไทย – เพราะการหมั่นไส้คนอื่น เป็นงานอดิเรกของคนไทย ฝรั่งมีงานอดิเรกอย่างอื่นแล้ว)

แต่ในขณะเดียวกันการทำแบบนี้ก็อาจจะเกิดปัญหา (กับสมองของคนพูดเอง) เพราะบางทีอาจเกิดอาการสับสน สำเนียงตีกัน พูดกับคนไทยไปออกสำเนียงฝรั่ง พูดกับฝรั่งไปออกสำเนียงไทย เลยไม่รู้เรื่องไปหมด

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์