วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
บัตรทางด่วนประเทศไทย
เรายื่นเรื่องไปเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ได้เงินคืนวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ใช้เวลาแค่ ๕ เดือนครึ่ง (กับการโทรไปตามเรื่องอีกประมาณ ๓-๔ รอบ)
ตอนแรก ๆ ที่โทรไปตามเรื่องเขาบอกว่าได้เงินคืนช้า เพราะคนทำเรื่องคืนกันเยอะ สงสัยว่าเขาเพิ่งมารู้ตอนที่เรียกบัตรคืนนี่หรือไง ว่าออกบัตรไปทั้งหมดกี่ใบ
ครั้งสุดท้ายที่เราโทรไป เขาบอกว่าที่เราได้เงินช้า เพราะชื่อที่กรอกตอนขอเงินคืน ไม่ตรงกับชื่อคนที่ซื้อบัตร อ้าว... แล้วไงอ่ะ แล้วจะจ่ายเงินคืนไหม เขาบอกว่าจ่ายคืน อ้าว... แล้วแบบนี้เสียเวลาจะตรวจโน่นนี่ไปทำไมกัน
ไม่เข้าใจว่าเครื่องอ่านบัตรก็มีอยู่ทุกด่าน ทำไมไม่อ่านบัตรแล้วก็คืนเงินสดตรงนั้นไปเลย หรือจะคืนเป็นคูปองเป็นเช็คอะไรก็ว่ากันไป
บัตรแบบใหม่ทีแรกบอกว่าจะเปิดใช้เดือนพ.ย. แต่ข่าวล่าสุดก็ว่าเลื่อนไปปีหน้า คนที่จ่ายเงินซื้อบัตรไปแล้วไปขอเงินคืนได้ แต่ไม่บอกว่าปีไหนจะได้เงินคืน โชคดีจริง ๆ ที่เราไม่บ้าจี้ไปซื้อบัตรใหม่กับเขา เฮ้อ...
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
เศรษฐกิจถดถอยไม่ต้องท้อแท้
(นอกเรื่องนิดหนึ่ง ตั้งแต่เพื่อนเราแนะนำให้ฟังพ็อดคาสต์ไทย “ช่างคุย” เราก็เลยมีโอกาสฟังพ็อดคาสต์ของที่อื่น ๆ ด้วย แต่ฟังพ็อดคาสต์อยู่ตั้งน้านนน... กว่าจะรู้ว่า พ็อดคาสต์ แปลว่าอะไร
Podcast ก็คงล้อมาจากคำว่า broadcast หรือการกระจายเสียง คำว่าพ็อด เขียน Pod เราก็นึกถึงอะไรที่มันเป็นกระเปาะ ๆ เป็นฝัก ๆ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับอะไรที่เอามาฟังเลย แต่ที่จริงมันเป็นตัวย่อตะหาก POD = Play On Demand = เล่นตามใจ
PODcast ก็คือการกระจายเสียงที่คนฟังจะดาวน์โหลดมาฟังเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เหมือน broadcast ที่ออกอากาศตามเวลา ถ้าไม่ได้ฟังเวลาที่ออกอากาศ ก็อดฟังไปเลย เอ.. เราเขียนว่า “ฟัง” แต่ที่จริงพ็อดคาสต์เป็นวิดีโอก็มี เอาเป็นว่าฟังกะได ดูกะไดนะ .. (อืมม ไอ้มุข “กะได” นี่จะมีใครเก็ทกับเราไหมฟระ))
อ่ะ... กลับมาเรื่องเศรษฐกิจถดถอย The Naked Scientists เล่าว่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ตีพิมพ์ผลงานเมื่อเดือนกันยายนปีนี้ บอกว่าเศรษฐกิจถดถอย (recession) อาจจะดีกับสุขภาพของเรา
นักวิจัยเขาย้อนไปดูอัตราการตายของประชากรในช่วง The Great Depression (ช่วงทศวรรษ ๑๙๓๐) ในศตวรรษ ๑๙๒๐ เศรษฐกิจสหรัฐบูมมาก ๆ แต่พอเกิดเหตุการณ์ Black Tuesday ๒๙ ตุลาคม ๑๙๒๙ (เหมือนเลขหวยยังไงชอบกล) ตลาดหุ้นสหรัฐเจ๊งรูดในวันเดียว ปีถัดมากิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงฮวบ อัตราการว่างงานพุ่งปรี๊ด
เขาก็คิดกันว่ามันน่าจะมีผลต่อสุขภาพความเป็นอยู่ของคน แต่พอไปดูสถิติการตายของคนช่วงปี ๑๙๒๐ ถึง ๑๙๔๐ ปรากฏว่าในปีที่เศรษฐกิจบูม อัตราการตายของคนก็เพิ่มสูงไปด้วย สวนกับความรู้สึกที่ว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนตกงาน ไม่มีเงินกินใช้ น่าจะตายเยอะกว่าไหม
มีคนตั้งสมมติฐานว่า อาจจะเป็นเพราะผลลัพธ์มันเกิดช้า คือ ตอนช่วงเศรษฐกิจไม่ดี คนอยู่กันแบบอด ๆ อยาก ๆ ไม่ดูแลสุขภาพ ใช้เวลาอีกพักหนึ่ง กว่าจะมาแสดงผลทำให้คนป่วยเสียชีวิตก็เป็นตอนเศรษฐกิจฟื้นพอดี แต่สมมติฐานนี้ตกไป เพราะอัตราการตายมันไม่สอดคล้องกับช่วงฟุบ-ช่วงเฟื่องของเศรษฐกิจ
นักวิจัยสรุปว่าเวลาเศรษกิจดี มันดีกับกระเป๋าตังค์ แต่ไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะเราต้องทำงานหนักขึ้น ก็เครียด เหนื่อย ล้า แล้วก็มีตังค์เหลือเฟือพอที่จะเอาไปซื้อสิ่งทำร้ายสุขภาพอย่างเหล้า/บุหรี่ นอกจากนั้นช่วงเศรษฐกิจดี คนก็มีตังค์ซื้อรถ รถวิ่งกันเต็มถนน เกิดมลภาวะ เกิดอุบัติเหตุ คนก็ตายเยอะขึ้นอีก
สรุปว่าเศรษฐกิจแย่ก็มีข้อดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ดีต่อสุขภาพของเรา คิดซะว่าได้หยุดพักเครื่อง หาเงินได้น้อย ก็พยายามกินอยู่อย่างพอเพียง ก็ไม่แย่จนเกินไปนะ
วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552
สิทธิหรือหน้าที่
Euthanasia หรือ Assisted Suicide (การุณยฆาต หรือ การที่แพทย์ช่วยจบชีวิตคนไข้อย่างสงบ) ในประเทศอังกฤษถือเป็นเรื่องผิดกฏหมาย เซอร์ริชาร์ดและภรรยาไปใช้บริการของคลินิก Dignitas ในสวิตเซอร์แลนด์
Euthanasia เป็นเรื่องที่เป็นที่ถกเถียงกันมาก มีแค่ไม่กี่ประเทศที่ทำได้อย่างถูกกฎหมาย เนเธอร์แลนด์ยอมให้แพทย์ช่วยจบชีวิตให้คนไข้ในกรณีที่มีความเจ็บป่วยต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส รัฐโอเรกอนต้องมีแพทย์สองคนให้ความเห็นตรงกันว่าคนไข้จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน ๖ เดือน
กรณีของเซอร์ริชาร์ดเป็นที่ถกเถียงกันมากกว่าปกติ เพราะถึงแม้เซอร์เอ็ดเวิร์ดวัย ๘๕ ปีจะสุขภาพไม่ดีนัก (เริ่มสูญเสียการมองเห็นและการได้ยิน) แต่ไม่ได้เจ็บป่วยหรือต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา
สิ่งที่เซอร์เอ็ดเวิร์ดจะต้องเผชิญ คือความทุกข์ทรมานทางใจที่ต้องมีชีวิตโดยปราศจากคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันมานานถึง ๕๔ ปี
หลายคนคิดว่าความทุกข์ทางใจก็ทรมานแสนสาหัสเหมือนกัน (บางคนมองเรื่องนี้เป็นความรักโรแมนติกด้วยซ้ำ) จึงเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเซอร์เอ็ดเวิร์ด ซึ่งก็หมายความว่าไม่ควรจำกัด Euthansia อยู่แค่กรณีความเจ็บป่วยทางกาย
ฝ่ายสนับสนุน Euthanasia คิดว่าทุกคนควรมีสิทธิ์ในการเลือกที่จะจบชีวิตของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ แต่จากสถิติที่ผ่านมา ๑ ใน ๓ ของเหตุผลที่ผู้ป่วยตัดสินใจเลือก Euthanasia คือ ไม่อยากเป็นภาระกับลูกหลาน คนรัก หรือครอบครัว
คำถามเกิดที่ตามมา (ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน) คือ ถ้า Euthanasia เป็นเรื่องถูกกฏหมายโดยไม่มีข้อจำกัดอย่างที่ใช้ ๆ กัน เวลาที่ผู้ป่วยตัดสินใจเลือก Euthanasia จริง ๆ แล้ว มันเป็นการใช้สิทธิเลือกความตาย หรือเป็นหน้าที่ที่ต้องเลือกความตาย?
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ลายมือ
เขาบอกว่าไม่แน่ว่าในอนาคต Cursive อาจจะเหมือนภาษาลาติน คือกลายเป็นภาษาที่ตายไปแล้ว คนทั่วไปอ่านกันไม่ออก (เขาบอกว่า Declaration of Independence จะกลายเป็นเอกสารที่คนอเมริกันทั่วไปอ่านไม่ออก)
สมัยเด็ก ๆ เราเคยเรียนคัดลายมือตัวเขียนภาษาอังกฤษด้วยปากกาคอแร้ง ต้องจุ่มหมึกยี่ห้อ Pilot เขียนไปก็ต้องมีกระดาษคอยซับน้ำหมึกไม่ให้เลอะ (ต้องเป็นพวกอายุ ๓๐ อัพนะ ถึงจะเคยมีประสบการณ์แบบนี้) เลยลองคว้ากระดาษปากกา มาเขียน A-Z ทั้งตัวใหญ่และตัวเล็ก
ปรากฏว่ามีบางตัวที่ต้องนึกอยู่พักใหญ่ มีขูดขีดฆ่าประมาณเดียวกับลายมือเด็กป. ๑ มีหลาย ๆ ตัวที่จำไม่ได้ว่าเขียนยังไง (เช่น Q หรือ Z) ตัวอักษรตัวใหญ่เขียนยากตัวเล็ก
จะว่าไปไม่ใช่แต่ตัวเขียนภาษาอังกฤษ การเขียนด้วยมือกลายเป็นสิ่งที่เราทำไม่ถนัดไปแล้ว เพราะวัน ๆ ไม่ค่อยได้เขียนอะไร (นอกจากเขียนสลิปฝากเงินธนาคาร จ่าหน้าซองจดหมาย เขียนโน้ตเตือนตัวเอง ซึ่งบางทีก็อ่านด้วยความประหลาดใจว่า ตรูเขียนอะไรไปฟระ)
คนสมัยนี้เขียนน้อยลง ลายมือแย่ลง ก็ต้องโทษคอมพิวเตอร์นี่แหละ ดีไม่ดี ไม่ใช่แต่ภาษาอังกฤษตัวเขียนที่จะตายไป การเขียนด้วยมือในภาษาอื่น ๆ ก็อาจจะตายไปได้เหมือนกันนะ
ข้างล่างนี้เป็นตารางของตัวเขียน A-Z สำหรับคนที่จำไม่ได้ว่าแต่ละตัวขียนยังไงมั่ง เดี๋ยวจะคาใจเหมือนเรา
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
สนามบินดีที่สุดในโลกประจำปี ๒๐๐๙
ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิไม่ติดท็อปเทน (สกายแทร็กซ์จัดให้สุวรรณภูมิเป็นสนามบิน ๓ ดาว ในขณะที่สนามบินท็อปเท็นได้ ๔-๕ ดาว) อยากรู้รายละเอียดว่าเขาจัดอันดับจากอะไร ก็คงต้องไปหาข้อมูลจากสกายแทร็กซ์เอา แต่จากความเห็นของเรา นี่คือเหตุผลว่าทำไมสนามบินสุวรรณภูมิจะไม่ติดอันดับ
๑. ห้องโถงด้านนอก บริเวณเช็คอิน เข้าไปแล้วรู้สึกเหมือนไปสถานีขนส่งหมอชิต คนเยอะมาก เก้าอี้นั่งน้อย เก้าอี้ก็นั่งไม่สบายเอามาก ๆ เป็นเหล็กแข็ง ๆ เย็น ๆ สังเกตว่า หลัง ๆ นี้เขาเอาเบาะมาใส่ คงจะให้นั่งสบายขึ้น แต่ขอโทษเหอะ look cheap อ่ะ
๒. ห้องน้ำมีน้อยจุด และแต่ละจุดมีน้อยห้อง เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่พบเจอห้องน้ำ ถึงแม้ปวดแค่นิดหน่อยก็ให้เข้าไปก่อน เพราะไม่รู้ว่าระหว่างการเดินทางข้างหน้า จะมีห้องน้ำหรือเปล่า
๓. ที่บอกว่าระหว่างการเดินทางในข้อสอง ไม่ได้หมายถึงการเดินทางบนเครื่องบิน แต่หมายถึงการเดินทางจากเคาน์เตอร์เช็คอิน ผ่านตม. (หรือจุดตรวจความปลอดภัยในกรณีเดินทางในประเทศ) ไปยังประตูทางขึ้นเครื่องบิน ถ้าคนเคยเดินจากตรงกลางสุด ไปขึ้นเครื่องที่ประตูท้าย ๆ สุดของสนามบิน แล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมสายการบินนกแอร์เอาเรื่องขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมืองไม่ต้องเดินไกล มาเป็นจุดขาย (ระยะทางเกิน ๑ กม.)
๔. แท็กซี่ มีคนบ่นว่าที่ดอนเมืองมีมาเฟียแท็กซี่ แต่ที่สุวรรณภูมิไม่รู้จะเรียกว่าอะไร แท็กซี่ป้ายดำสามารถเข้ามาจนเกือบจะถึงสายพานรับกระเป๋าเลยมั้ง แถมเมื่อช่วงปีที่แล้ว เราเจอว่าผู้โดยสารปกติไม่สามารถขึ้นลิฟท์หรือใช้บันไดเลือนจากชั้นอื่น ๆ ไปชั้นผู้โดยสารขาออกได้ ถ้าไม่โชว์พาสปอร์ตว่าเป็นผู้โดยสารจริง ๆ สอบถามไปมา ได้ความว่า เขาป้องกันแท็กซี่ป้ายดำจะมาจอดรถที่ชั้นอื่น ๆ แล้วลงลิฟท์หรือขึ้นบันไดเลื่อนไปดักรับผู้โดยสาร โอ้แม่เจ้า... จะป้องกันโจรเข้าไปขโมยของในบ้าน ก็ล็อกประตูบ้านแล้วเจ้าของบ้านเองก็เข้าบ้านไม่ได้ด้วย
๕. ความสะอาดยังต้องปรับปรุงอีกมาก เคาน์เตอร์บริการยังเห็นฝุ่นจับหนาตึ้บ ตามทางเดินยังเห็นเศษขยะ ความที่สถาปนิกเขาออกแบบให้เป็นปูนเปลือย (ที่ทำไม่เรียบร้อยซะด้วย) พอไม่ได้รักษาความสะอาดให้เนี้ยบ ๆ ดูแล้วรู้สึกเหมือนยังก่อสร้างไม่เสร็จ หรือสร้างมานานจนใกล้พังแล้วมากกว่า
๖. ดิวตี้ฟรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฟังดูน่าจะเป็นข้อดีไม่ใช่เหรอ แต่อันนี้เป็นคอมเมนต์จากฝรั่งที่เราไปอ่านเจอ เขาบ่นกันว่า เพราะเราดันออกแบบให้มีดิวตี้ฟรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เขาประชดนะ) อยู่ระหว่างตม. กับประตูขึ้นเครื่อง เวลาจะไปขึ้นเครื่องที ก็เหมือนต้อง "ข้ามมหาสมุทรของร้านค้าดิวตี้ฟรี" (ที่ดูราคาแล้วก็ไม่ใช่ว่าดิวตี้ฟรีเท่าไหร่ด้วย) อันนี้ทำให้ไพล่ไปนึกถึงข้อกล่าวหาเรื่องสนามบินเอื้อประโยชน์ให้คิงพาวเวอร์มากเกินอีกแน่ะ

รูปข้างบนนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับสนามบิน แต่พอดีไปเจอในเว็บโดยบังเอิญ เคยได้ยินพวกฝรั่งออกเสียงภูเก็ตว่า ฟูเก็ต แล้วมีบางคนล้อว่าออกเสียงว่า f*** it ด้วย โฆษณานี้เขาเอาจริงเลยแฮะ อิอิ
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Windows 7 Background ฝีมือคนไทย...
เราว่า XP ก็ใช้งานได้น่าพอใจ เราไม่ได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ จนกระทั่งได้ Sony Vaio เครื่องเก่าที่พี่สาวเรายกให้ (เป็นของแถมที่มาพร้อมกับแม็คบุคร์แอร์ที่ใช้อยู่ตอนนี้) เลยได้ลองใช้ Vista บ้างนิดหน่อย ไม่ได้ใช้มากจนคุ้นมือ พอที่จะตัดสินได้ว่ามันห่วยเหมือนอย่างที่คนบ่นกันตึมหรือเปล่า
แต่คาดว่าคงห่วยจริง เพราะได้ข่าวมาว่า Microsoft จะออก Windows 7 แล้ว หลังจาก Vista ออกมาไม่ถึง ๓ ปี (ในขณะที่ Vista ออกหลังจาก XP ประมาณ ๕ ปี)
ความจริงข่าว Microsoft จะออก OS เวอร์ชั่นใหม่นี่น่าจะล้าสมัยไปหลายเดือนแล้ว (ถึงแม้ว่า Windows 7 จะยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการจนกว่าจะเดือนตุลาคมก็ตาม) แต่ที่จะเล่านี่ไม่ค่อยเกี่ยวกับฟังก์ชั่นใหม่ ๆ ของ Windows 7 เท่าไหร่ เกี่ยวกับ Background (หรือ Wallpaper) ของ Windows 7 ต่างหาก
เขาบอกว่าคราวนี้ Microsoft ต้องการจะออกแบบ Windows ให้สวยงามมีเอกลักษณ์ ไม่น้อยหน้า Mac OS แล้วก็ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญกับหลากหลายชนชาติ ก็เลยจ้าง Illustrator มืออาชีพจากหลากหลายประเทศมาออกแบบ Background ให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้ตามรสนิยม
หนึ่งใน Background ของ Windows 7 ออกแบบโดย Illustrator ชาวไทย (รูปข้างล่าง) ชื่อ Pomme Chan (ควรจะอ่านว่าอะไร หรือเขียนเป็นภาษาไทยว่าไง เราไม่รู้แฮะ)

เท่าที่เราอ่านประวัติจากเว็บ คุณ Pomme เกิดและโตในไทย เรียนจบศิลปากร และทำงานเป็นนักออกแบบกราฟฟิกให้บริษัทโฆษณาในกรุงเทพฯ ก่อนจะย้ายไปอยู่ลอนดอน
ปัจจุบันทำงานเป็น Art Director และ Illustrator ให้กับนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และสินค้าต่าง ๆ เยอะแยะ ดูจากรายชื่อและผลงานที่จัดแสดง คุณ Pomme จัดว่ามีชื่อเสียงในระดับนานาชาติเลย มีตัวแทนอยู่ในหลาย ๆ ประเทศทั้งยุโรปและอเมริกา แต่คนไทยไม่ยักกะรู้จัก (อย่างน้อยเราไม่รู้จัก คนอื่นในแวดวงโฆษณาหรือนักออกแบบอาจจะรู้จัก)
อดรู้สึกภูมิใจหน่อย ๆ ไม่ได้ ที่ผลงานของคนไทย จะได้เป็นหนึ่งใน Background ที่จะมีคนหลายล้านทั่วโลกได้เลือกใช้ (คนไทย อยู่เดี่ยว ๆ จะเก่งสุดยอด แต่พอรวมกันทีไร ก็ทะเลาะกันจนเสียเรื่องทุกที -_-')
ดูรายละเอียดภาพ background จาก Illustrator คนอื่น ๆ ไปที่นี่
ดูผลงานของคุณ Pomme Chan ไปที่นี่
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
จบชีวิตผู้บริจาคโลหิตสภากาชาดไทย
เจ้าหน้าที่ก็ให้ยาบำรุงเลือดมากิน คนทั่วไปเขาให้กินวันละเม็ด แต่ของเราเขาบอกให้เรากินเช้าเย็น คนอื่น ๆ ที่บริจาคเลือดแล้ว เขาไม่กินยาบำรุงเพราะเลือดเข้มข้นดี เขาก็เอายามาให้เรากิน เรากินจนหมด ไปตรวจใหม่ก็ยังไม่ผ่าน
ความจริงก็คือ เม็ดเลือดเราเล็กผิดปกติ มีฮีโมโกลบินต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ตอนตรวจสุขภาพประจำปีทีไร เรื่องความเข้มข้นของเลือดก็จะเป็นเรื่องที่หมอทักอยู่ทุกปี เมื่อสองปีที่แล้วเราก็เลยลองตรวจดูว่าเป็นธาลัสซีเมียหรือเปล่า ตรวจแล้วก็ได้ผลแค่ว่าเราน่าจะเป็นแค่พาหะ ไม่ต้องทำอะไร แค่ให้กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะ ๆ ก็พอ
ความจริงก็น่าสงสัยว่าโรคอย่างธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรม ก็ต้องเป็นมาแต่กำเนิด ทำไมสมัยก่อนเราถึงบริจาคเลือดได้ทุกสามเดือนไม่มีปัญหาอะไร เราเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องของ “วัย” :P สมัยเด็ก ๆ ร่างกายยังสดใหม่ ผลิตเม็ดเลือดได้มีคุณภาพกว่า พอสมัยนี้ก็... เป็นไปตามวัยอ่ะนะ -_-” แต่ถ้าเราออกกำลังบ่อย ๆ ร่างกายฟิต ๆ กินยาบำรุงเลือดเสริมเข้าไป ไปตรวจเลือดก็จะได้พอดีเกณฑ์ที่เขารับบริจาคพอดี
อีกอย่างหนึ่งก็น่าจะเป็นที่การตรวจความเข้มข้นเลือดของสภากาชาดเปลี่ยนไป เมื่อก่อนใช้วิธีเอาเลือดหยดในสารละลาย แล้วดูว่าเลือดจมได้เร็วหรือช้า ก็ขึ้นกับวิจารณญาณของคนตรวจ บางทีเขาก็หยวน ๆ เอา แต่สมัยนี้เปลี่ยนเป็นตรวจโดยใช้กระดาษแล้วเทียบสี ถ้าคนที่ดูแล้วน่าสงสัยว่าเลือดจาง ก็จะตรวจด้วยเครื่องซ้ำอีกที พอตรวจได้แม่นยำขึ้น เราก็เลยตรวจไม่ผ่านอยู่เรื่อย
เมื่อวานนี้เราไปบริจาคเลือดที่สภากาชาด ตั้งใจมาก ๆ เพราะกินยาธาตุเหล็กวันละ ๓-๔ เวลา (เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน) มาเป็นเดือน ๆ ปรากฏว่าไปถึงแล้วบริจาคไม่ได้ ยังไม่ทันได้ตรวจความเข้มข้นของเลือดด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้สภากาชาดเพิ่มกฎเกณฑ์ใหม่เข้าไป คือจะต้องไม่เคยรับเลือดหรืออยู่ในประเทศอังกฤษเกิน ๖ เดือนในช่วงปี ๒๕๒๓-๒๕๓๙ เราไปเรียนปี ๙๓-๙๔ ก็ตกอยู่ในช่วงนั้นพอดี
เขาก็บอกว่าเราบริจาคเลือดไม่ได้ เราก็อึ้งไปเล็กน้อย ถามว่าไม่ได้ไปตลอดเลยเหรอ เขาก็บอกว่าใช่ ไม่มีวิธีที่เราจะกลับมาบริจาคได้อีกเหรอ เขาบอกว่าไม่มี ถ้าอยากช่วยก็คงต้องเป็นการบริจาคเงินแทน เขาเพิ่งออกกฏใหม่ข้อนี้เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่โรควัวบ้าระบาด เป็นกฏใหม่ที่เพิ่งใช้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้เอง
เราขับรถกลับมาบ้านก็ยังคาใจว่า มันบริจาคไม่ได้ไปตลอดจริง ๆ เหรอ มันไม่มีวิธีตรวจเพื่อยืนยันว่าเราไม่ได้รับเชื้อมาหรือไง พอกลับมาก็เลยมาลองปรึกษาพี่กูเกิ้ลดู พี่กูเกิ้ลพาไปที่ redcross.org เขาบอกว่าเคยมีกรณีคนป่วยเป็นโรควัวบ้าเพราะได้รับเชื้อจากการบริจาคเลือด และในขณะนี้ยังไม่มีวิธีตรวจเลือดในคนที่จะดูว่ามีเชื้อหรือไม่ เลยต้องงดรับบริจาคโลหิตจากคนที่มีโอกาสจะติดเชื้อนี้ไปก่อน (ในอเมริกามีกฎเกณฑ์ห้ามมากว่าเมืองไทยหลายข้อ) ก็เลยเป็นการคอนเฟิร์มว่าเราจบชีวิตการเป็นผู้บริจาคโลหิตสภากาชาดไทยซะแล้ว จากนี้ไปเป็นได้แค่ผู้บริจาคเงินเท่านั้น...
วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552
ยิ่งสะดวก ยิ่งโง่
เราถามเจ้าหน้าที่ว่า ทำเรื่องตัดบัญชีอีกรอบหนึ่งตอนนี้ได้ไหม เรามั่นใจว่ามีเงินในบัญชีพอ แล้วเราก็ไม่สะดวกจะไปจ่ายที่เคาน์เตอร์วันนี้ เขาบอกว่าไม่ได้ เพราะการตัดบัญชีจะทำอัตโนมัติเดือนละครั้ง ถ้าเราไม่สะดวกจะไปวันนี้ เขาอนุโลมให้ไปจ่ายได้ถึงวันจันทร์ แต่ต้องไปที่ธนาคาร SCBT ถ้าจะจ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคารอื่น ต้องไปภายในวันนี้
เราไม่สะดวกจะไปธนาคาร SCBT อีกเหมือนกัน จะไปจ่ายที่ธนาคารอื่น เขาแนะนำว่าที่ค่าธรรมเนียมถูก ๆ มี SCIB กับธนชาติ เราไม่มีสเตทเมนต์ ก็เลยขอให้เขาแฟ็กซ์ใบจ่ายเงินมาให้ กรอกเลขที่บัตร กรอกจำนวนเงินเสร็จก็เอาไปที่ธนาคาร SCIB พนักงานเห็นใบจ่ายเงินเรา ก็ถามว่า ไม่มีสเตทเมนต์แบบที่มีบาร์โค้ดเหรอคะ เราบอกว่าไม่มี เขาบอกว่าต้องมีสเตทเมนต์แบบที่มีบาร์โค้ด เราก็ถามว่า อ้าว... ก็นี่เป็นใบจ่ายเงินที่บัตรเครดิตส่งมาให้ ทำไมใช้ไม่ได้ล่ะ
เขาหันไปถามเจ้าหน้าที่อีกคนที่ดูอาวุโสกว่าว่า พี่คะไม่มีบาร์โค้ดแบบนี้ จะจ่ายเงินได้เหรอคะ เจ้าหน้าที่คนที่ถูกถามก็ตอบว่า ปกติจะไม่ยอมรับจ่าย เพราะเป็นบัตรของธนาคารอื่น เช็ครายการออนไลน์ไม่ได้ จะยอมรับทำรายการให้ก็ได้ แต่ถ้าเข้าผิดบัญชี จะทำเรื่องคืนไม่ได้ ทางที่ดีไปเอาสเตทเมนต์ที่มีบาร์โค้ดมาดีกว่า
เขาก็หันมาบอกว่า รับชำระไม่ได้ค่ะ ต้องเป็นใบที่มีบาร์โค้ด เราทำใจเย็น ๆ แล้วถามว่า อ้าว... แล้วในใบนี้มีรหัสธนาคาร มีเลขที่บัตรเครดิตนี่ ทำรายการโดยคีย์ข้อมูลตามนั้นไม่ได้เหรอ เขาคงเห็นว่าเราไม่ยอมแน่ ๆ ก็เลยบอกว่า ครั้งนี้ยอมรับทำรายการให้ แต่คราวหน้าต้องใช้ใบที่มีบาร์โค้ดนะคะ เราบอกว่า จ่ายแค่คราวนี้แหละ คงไม่มีคราวหน้าแล้ว เพราะปกติให้ตัดบัญชีธนาคาร
เราเคยทำรายการจ่ายเงินทางอินเทอร์เน็ทโดยหักจากบัญชีธนาคาร ก็ต้องเลือกว่าจะจ่ายให้หน่วยงานไหน (มีชื่อหน่วยงาน มีรหัสธนาคาร) แล้วก็คีย์หมายเลขอ้างอิงแล้วแต่เขาจะต้องการ บางที่ก็มีหมายเลขเดียว บางที่ก็มีสองหมายเลข (REF1 กับ REF2) การรับชำระเงินของธนาคารหรือตามเคาน์เตอร์ต่าง ๆ ก็น่าจะทำนองเดียวกัน หลัง ๆ นี้มีใบแจ้งหนี้แบบที่มีบาร์โค้ด ก็สะดวกและลดความผิดพลาดได้เยอะ ไม่ต้องกลัวคีย์หมายเลขผิด
แต่ขอโทษเถอะ... ถ้าพนักงานจะไม่ยอมทำรายการ เพราะต้องอ่านตัวเลข/คีย์ตัวเลขเอง และต้องเช็คว่าคีย์ตัวเลขถูกต้องเอง แทนที่จะใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ด ทีหลังธนาคารก็ไม่ต้องจ้างพนักงานดีกว่ามั้ง ซื้อเครื่องสแกนบาร์โค้ดมาดีกว่า ทำงานได้ถูกต้องตลอดเวลา ไม่อู้ ไม่บ่น (ตราบที่มีไฟฟ้า)
การใช้บาร์โค้ดก็สะดวกดี แต่ถ้าต้องทำรายการเอง ก็ควรจะทำได้ ไม่ใช่มาบอกลูกค้าว่าทำไม่ได้ ต้องไปเอาใบที่มีบาร์โค้ดมา แถมยังมาบอกอีกว่า ยอมทำให้ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งหน้าไม่ยอมแล้ว เราได้แต่คิดในใจว่านี่เราไม่ได้มาขอความช่วยเหลือเขานะ เรามาใช้บริการและจ่ายค่าบริการ เขาอาจจะเข้าใจอะไรผิดไป
ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่คนที่อาวุโสกว่าบอกว่า ถ้าจ่ายเงินเข้าบัญชีผิด ก็จะทำเรื่องคืนไม่ได้ เราคิดในใจอีกเหมือนกันว่ามันไม่จริง ถ้าเราให้เลขบัตรเครดิตเขาไปผิด แล้วเขาคีย์ตามนั้น มันก็เป็นความผิดของเรา แต่ถ้าเราให้เลขบัตรที่ถูกต้องไป แต่เขาคีย์ผิดเอง ก็เป็นความผิดเขา แต่ไม่ว่าใครจะผิด ถ้ามีหลักฐานอยู่ก็ต้องแก้ไขได้ แต่อาจจะเสียเวลาและวุ่นวายมาก ก็เท่านั้นเอง
ของแถม: หลังจากมีเรื่องบาร์โค้ดนี้ ตอนเย็นเราฟังวิทยุ มีคนเล่าให้ฟังว่า จะไปคัดสำเนาการเปลี่ยนชื่อที่เขต ซึ่งต้องไปที่เขตที่ทำการเปลี่ยนชื่อ ปรากฎว่าไปถึงแล้วคอมพิวเตอร์เสีย เลยค้นหารายการไม่ได้ ต้องไปใหม่วันหลัง เขาบอกว่าทั้ง ๆ ที่เขาก็จดรายละเอียดไปทุกอย่างว่าเปลี่ยนชื่อวันไหน เลขอ้างอิงอะไรต่ออะไรก็มี ถ้าพนักงานจะไปค้นหารายการด้วยมือ ก็น่าจะทำได้ แต่เขาไม่ทำ พอมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น คนก็ยิ่งขี้เกียจมากขึ้นและโง่ลง จริง ๆ นะ
วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552
Time vs. Money
พอรถออกจากร้านอาหาร ก่อนจะขึ้นทางด่วน คนขับรถก็แวะปั๊มเพื่อเติมน้ำมัน เรายังไม่ทันได้นึกอะไร PM หันมาหา OE แล้วบ่นแบบเซ็ง ๆ ว่านี่มันอะไรกัน ตอนที่พวกเรานั่งกินข้าวเย็นกัน มีเวลาตั้งสองชั่วโมง คนขับรถมัวไปทำอะไรอยู่ ถึงไม่ยอมเอารถไปเติมน้ำมันให้เรียบร้อย
OE ซึ่งเป็นคนอังกฤษที่อยู่เมืองไทยมาค่อนข้างนาน ตอบว่า ไม่อยากจะพูดเลยว่า แบบนี้นิสัยเหมือนคนไทยเลย เพราะคนขับรถที่บริษัทเขาก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน เขาต้องไปไซท์ที่ระยองบ่อย ๆ พอขับไปถึงไซท์ คนขับรถก็นั่งรอว่าง ๆ อยู่ทั้งวัน พอตอนเย็นออกจากไซท์ปุ๊บ คนขับรถแวะปั๊มใหญ่ ๆ ปั๊มแรกที่เจอ เพื่อเติมน้ำมัน
แล้วฝรั่งสองคนก็บ่นกันใหญ่ว่า คนขับรถควรจะจัดการเรื่องรถให้เรียบร้อยในระหว่างที่เขาไม่ได้ใช้รถ พอถึงเวลาที่เขาจะใช้รถ ก็ต้องพร้อมใช้เลย ไม่ใช่มาเสียเวลาเติมน้ำมัน เสียเวลาโน่นนี่ เราไม่เคยมีคนขับรถ เลยไม่รู้ว่า เราจะรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ฝรั่ง ๒ คนนี้เป็นหรือเปล่า แต่เราว่าเราพอจะเข้าใจลอจิกของคนขับรถอยู่บ้าง
เราว่าคนจีนกับคนไทยน่าจะเหมือน ๆ กันตรงที่ว่า พวกเรามีเวลาเยอะแยะ แต่มีเงินน้อย ถ้าต้องเลือกระหว่างเสียเงินกับเสียเวลา พวกเรายอมเสียเวลาดีกว่า เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเลือกที่จะเสียเวลาแวะปั๊มน้ำมันระหว่างทางที่จะไปขึ้นทางด่วน แทนที่จะขับรถออกจากร้านอาหาร (หรือออกจากไซท์) เพื่อไปเติมน้ำมันแล้วขับรถกลับมาที่เดิม เพราะการทำอย่างหลังมันเปลืองน้ำมัน-เปลืองเงินโดยใช่เหตุ
แต่พวกฝรั่งเขาคิดว่า เวลาของเขามีค่ามาก เขาเลยรู้สึกว่าคนขับรถน่าจะไปเติมน้ำมันให้เรียบร้อย และการที่จะต้องสิ้นเปลืองน้ำมันไปกับการขับรถวนไปมา มันก็เล็กน้อยเสียจนไม่เป็นประเด็น
วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ทำไมคนฉลาดทำเรื่องโง่ ๆ
วันก่อนเห็นภาพนี้ในหนังสือพิมพ์หน้ากีฬา ภาพมาจากหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ของอังกฤษ News of the World อีกที ในเนื้อข่าวบอกว่าคนในภาพ คือ ไมเคิล เฟลป์ส กำลังสูบกัญชาในระหว่างที่ไปร่วมงานปาร์ตี้แห่งหนึ่งก่อนหน้าที่ภาพนี้จะถูกเผยแพร่ ไมเคิล เฟลป์ส (ซึ่งเพิ่งจะเป็นสุดยอดฮีโร่ในปักกิ่งโอลิมปิกเมื่อปีที่แล้ว คว้าเหรียญทองคนเดียว ๘ เหรียญ ทำลายสถิติของมาร์ค สปิตซ์ที่ได้ ๗ เหรียญทองในโอลิมปิกปี ๑๙๗๒) พยายามเจรจากับ News of the World ไม่ให้เผยแพร่ภาพนี้ โดยเสนอว่าจะยอมช่วยโฆษณาและเขียนคอลัมน์ให้เป็นการแลกเปลี่ยน แต่ News of the World ไม่ยอม
การมีภาพแบบนี้ออกมา นอกจากจะเสียภาพพจน์แล้ว ยังอาจมีผลต่ออนาคตในการว่ายน้ำของเฟลป์สอีกด้วย เพราะสมาคมว่ายน้ำมีกฏห้ามนักกีฬายุ่งเกี่ยวกับยาเสพย์ติด เฟลป์ส อาจจะโดนแบนไม่ให้ว่ายน้ำเป็นปี ๆ ก็ได้ ไอ้ที่ว่าทุ่มเทฝึกซ้อมมาเป็นสิบ ๆ ปี อาจจะมาเจ๊งเพราะเรื่องขำ ๆ แค่ว่าอยากจะปาร์ตี้มันส์ ๆ กับเพื่อน ๆ เท่านั้นเอง
เห็นภาพแล้วนึกสงสัยเหมือนเราไหม... ว่า ทำไมคนฉลาด ๆ ถึงทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้ได้
ไมเคิล เฟลป์ส ไม่ใช่คนฉลาดที่ทำเรื่องโง่ ๆ เป็นคนแรก ตอนที่มีข่าวคลินตันกับโมนิก้า ลิววินสกี้ คนก็สงสัยเหมือนกันว่า คนฉลาด ๆ อย่างคลินตัน ทำไมถึงทำเรื่องโง่ ๆ ไปมีอะไรกับนักศึกษาฝึกงาน ตอนสมัยนิกสัน เขาก็ว่ากันว่าทำไมโง่ไปดักฟังโทรศัพท์หรืออะไร สุดท้ายแล้วต้องเสียตำแหน่งปธน.ไป
นั่นเป็นกรณีดัง ๆ ของเมืองอเมริกา แต่ใช่ว่าแถว ๆ บ้านเราไม่มี
เอาที่แบบว่าเป็นเรื่องชาวบ้าน ๆ แต่ดังระดับทอล์คออฟเดอะคันทรี่ ก็อย่างกรณีดาราสาวฉายาเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงคิดแบบไม่ฉลาดว่าประชาชนจะเชื่อว่าเธอไม่รู้ตัวว่าตัวเองท้องตั้ง ๕ เดือน เพราะไพล่ไปเข้าใจผิดว่าร่างกายอ้วนท้วนผิดปกติ
อย่างกรณีนักมวยเหรียญทองโอลิมปิกที่ได้เงินรางวัลหลาย ๆ ล้านบาท ทำไมถึงไม่รู้จักคิด ใช้ชีวิตสำเริงสำราญ จนสุดท้ายก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย
อย่างกรณีนักแสดงตลกที่มีรายได้จากการเล่นตลกคืนละเป็นหมื่น ๆ แต่สุดท้ายก็หมดตัวเพราะติดการพนันหรือยาเสพย์ติด
หรืออย่างกรณีผู้นำประเทศที่เก่งกาจในการบริหารธุรกิจจนร่ำรวย แต่ก็ดันไปออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง มองไม่ออกว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ อะไรเกินเส้นของความเหมาะสม จนในที่สุดก็ต้องไปตะลอน ๆ ต่างประเทศกลับบ้านตัวเองไม่ได้
ตัวอย่างชักน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ พอก่อนดีกว่า...
คำถามที่ว่า ทำไมคนฉลาดถึงทำอะไรโง่ ๆ ในต่างประเทศเขามีการศึกษาวิเคราะห์กันเยอะแยะ ลองเสิร์ช why smart people do stupid things หรืออะไรประมาณนี้ จะเห็นว่ามีคนเขียนหนังสือออกมาหลายเล่มมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล จิตวิทยา การรู้จักตัวเอง ฯลฯ มีทฤษฏีโน่นนี่มากมาย
แต่เรากลับนึกว่าทฤษฎีของฝรั่งก็งั้น ๆ แหละ เราว่าจริง ๆ แล้วหลักพระพุทธศาสนาต่างหากคือคำตอบของ ทำไมคนฉลาด ๆ ถึงทำอะไรโง่ ๆ ... เพราะคนพวกนี้ เป็นคนฉลาดแล้ว แต่ยังฉลาดไม่ครบทุกด้าน ยังมี กิเลส และ ตัณหา อยู่
ลองอ่านคำนิยามของกิเลส ๑๐ และตัณหา ๓ จากวิกิพีเดียดูก็ได้
ประเภทของกิเลส
๑. อโนตตัปปะ - ความไม่รู้สึกตื่นกลัวต่อการทุจริต
๒. โทสะ - ความโมโห โกรธ ความไม่พอใจ
๓. โมหะ - ความหลงใหล ความโง่
๔. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา
๕. ทิฏฐิ - ความเห็นผิดเป็นชอบ
๖. วิจิกิจฉา - ความเคลือบแคลงใจ สงสัย ไม่แน่ใจ ลังเลใจ ในสิ่งที่ควรเชื่อ
๗. โลภะ - ความพอใจ ชอบพอ เต็มใจ ในโลกียอารมณ์ต่าง ๆ
๘. ถีนะ - ความหดหู่ เงียบเหงา
๙. อหิริกะ - ความไม่ละอายต่อการกระทำผิด ทุจริต
๑๐. มานะ - ความ ทะนงตน ถือตัว เย่อหยิ่ง
ตัณหาแบ่งออกเป็น ๓ อย่าง
๑. กามตัณหา คือ ความอยากหรือไม่อยาก ใน สัมผัสทั้ง ๕
๒. ภวตัณหา คือ ความอยากทางจิตใจ เมื่อได้สิ่งนั้นมาแล้ว ไม่ต้องการให้มันเปลี่ยนแปลง
๓. วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากทางจิต ความอยากดับสูญ
ถ้าเมื่อไหร่คนฉลาด ๆ ทางโลก สามารถละกิเลส ละตัณหาได้ คงจะไม่ทำอะไรโง่ ๆ แบบนี้หรอก ว่ามะ
วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
จะทำอะไรก็ได้ ขอให้ทำจริง ๆ เถอะ
ตามที่ไทยรัฐเขียน เจ๊จูชอบถอนผมหงอกให้คนรอบข้างเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาเห็นคนมีผมหงอกจะรู้สึกคันไม้คันมืออยากถอน ตอนที่เจ๊จูขึ้นรถไฟฟ้าแล้วสังเกตเห็นพนักงานออฟฟิศอายุ ๓๐ กว่า ๆ มีผมหงอกก่อนวัยกันเยอะแยะ เลยคิดจะถอนผมหงอกเป็นอาชีพ
ทั้งที่น้องสาวทักว่าไม่น่าจะเป็นอาชีพได้ แต่เจ๊จูก็อยากลอง ตัดสินใจเช่าพื้นที่ ๔ ตร.ม.ที่ชั้นสองของสหกรณ์พระนคร ซอยอารีย์ ค่าเช่าเดือนละ ๓ พันบาท เปิดกิจการถอนผมหงอก คิดค่าแรงชั่วโมงละ ๘๐ บาท ๒ ชั่วโมง ๑๕๐ บาท
ช่วง ๓ เดือนแรกมีลูกค้าแค่วันละรายสองราย หักค่ากินค่ารถค่าเช่าที่แล้วแทบไม่เหลืออะไร เกือบถอดใจไปเหมือนกัน แต่พอเข้าเดือนที่ ๔ ก็เริ่มมีลูกค้าบอกกันปากต่อปาก ตอนนี้ผ่านมา ๑ ปี เจ๊จูมีลูกค้าเฉลี่ยวันละ ๓-๔ ราย ส่วนใหญ่จะใช้บริการ ๒ ชั่วโมงขึ้นไป บางคนเหมา ๔ ชั่วโมงรวด กิจการดีขนาดต้องมีการโทร.จองคิวเลยทีเดียวเราลองคิดคร่าว ๆ ตามที่ไทยรัฐเขียน เจ๊จูมีรายรับวันละ ๔๕๐-๖๐๐ บาท (ทำงาน ๘ ชั่วโมง) ตกเดือนละ ๑๓,๕๐๐-๑๘,๐๐๐ บาท หักค่าเช่าแล้วก็ยังเหลือ ๑๐,๕๐๐- ๑๕,๐๐๐ บาท รายได้เยอะกว่าพนักงานออฟฟิศบางคนซะอีกนะ
คนเราถ้าทำอะไรให้จริง ๆ แล้ว มันก็เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวได้ ที่สำคัญต้องมีความตั้งใจจริง ถ้าเจ๊จูเห็นว่า ๓ เดือนแล้วมีรายรับไม่พอค่าใช้จ่าย ถอดใจเลิกไปซะก่อน ก็คงไม่ได้มีอาชีพที่ได้เป็นนายของตัวเองได้แบบนี้ (แถมเป็นอาชีพที่ถูกกับนิสัยของตัวเองอีกตะหาก น่าอิจฉาไหมล่ะนั่น) :)
ที่เราอ่านแล้วอมยิ้มก็เพราะว่า เจ๊จูบอกว่าลูกค้ามีอายุตั้งแต่ ๒๐ ปลาย ๆ ไปถึง ๔๐ กว่า ๆ แต่ที่เยอะที่สุดคือ อายุ ๓๐ ต้น ๆ พวกที่อายุเยอะ ๆ วัยเกษียณไปแล้วส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นลูกค้า เพราะคิดว่าตัวเองแก่แล้วเลยปล่อยผมหงอกเลยตามเลย
เวลาเจ๊จูเจอพวกที่อายุยังไม่มากแต่มีผมขาวเต็มหัว พอถามว่าทำอาชีพอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นพวกทำงานไอที นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ใช้ความคิดเยอะ เป็นพวกเครียดง่าย เราไม่ค่อยแน่ใจว่าข้อมูลเรื่องอาชีพของเจ๊จูจะถูกต้อง แต่เรื่องใช้คอมกับความเครียดน่าจะจริง เพราะคนรอบ ๆ ตัวเรา รวมทั้งตัวเราเอง ตอนนี้ก็ผมหงอกตรึมเลยเหมือนกัน
วันก่อนยังสงสัยอยู่ว่าตกลงสมัยนี้คนอายุ ๓๐ กว่า ๆ นี่ถึงวัยผมหงอกแล้วเหรอ ตกลงที่เราบอกว่าเด็กสมัยนี้โตไว ผู้ใหญ่สมัยนี้ก็แก่ไวด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ย :Pปล. เจ๊จูบอกว่า ถอนผมหงอก ดีกว่าย้อมผม เพราะย้อมผมดีให้ดียังไงก็ยังจะเห็นสีขาว ๆ ตรงโคนผม สู้ถอนทิ้งทั้งเส้นไม่ได้ เราดูรูปเจ๊จูวัย ๕๔ ที่ลงในไทยรัฐ ดูผมดำดี ไม่มีหงอก ไม่รู้ว่าเจ๊จูให้ใครถอนผมหงอกให้ หรือว่าย้อมผมกันแน่ :D
ปล. ๒ - รูปทั้ง ๒ รูป เอามาจากเว็บไซต์ไทยรัฐ
วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551
สั้น ๆ กับ แรนดี้ เพาส์ช
ต่อเนื่องมาจากที่คุณ Cookie Monster แวะมาบอกลิงก์ของวิดีโอรายการ The Oprah ที่เชิญแรนดี้ เพาส์ชไปคุยเรื่อง The Last Lecture แบบมีบรรยายไทย (ขอบคุณคุณ Cookie Monster มากค่ะ!) ก็เลยนึกว่าน่าจะอัพเดทเรื่องนี้ซะหน่อยความจริงตั้งแต่ตอนที่รู้ข่าวว่าแรนดี้ เสียชีวิตไปแล้วก็ว่าจะมาอัพเดท แต่ก็ไม่ได้อัพเดท...
ดร.แรนดี้ เพาส์ชเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฏาคม ๒๐๐๘ สิริรวมอายุ ๔๗ ปี (ประมาณ ๑ ปีหลังจากที่บรรยาย The Last Lecture, เกือบ ๆ ๒ ปีหลังจากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อน) ตอนที่แรนดี้เสียชีวิตที่อเมริกาก็เป็นข่าวดังอยู่เหมือนกัน แต่เมืองไทยไม่ค่อยมีคนรู้จักในวงกว้าง ก็เลยไม่มีข่าวอะไร
ตั้งแต่วิดีโอ The Last Lecture เผยแพร่ออกไปเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๐๐๗ ประเมินว่ามีคนได้ดูวิดีโอนี้ไปแล้วหลายสิบล้านคนทั่วโลก หนังสือ The Last Lecture ที่แรนดี้เขียนร่วมกับ Jeffry Zaslow จากเล็คเชอร์นี้ก็ติดอันดับหนึ่งเบสต์เซลเลอร์ และแปลไปเป็นภาษาต่าง ๆ ๓๐ ภาษาแล้ว
นิตยสารไทม์จัดให้ แรนดี้ เพาส์ช เป็น ๑ ใน ๑๐๐ บุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกด้วย...
วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551
ถึงเวลาต้องเลือกข้าง เพราะเป็นกลางคือเป็นทุกข์
เราไม่ได้เป็นแฟนรัฐบาลปัจจุบัน (หรือที่เขาว่าเป็นรัฐบาลนอมินีของอดีตนายก) แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับการออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลของพันธมิตร เรามีเหตุผลส่วนตัวของเราที่จะคิดและจะเชื่อแบบนั้น ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็มีเหตุผลที่จะคิดและจะเชื่อเหมือนหรือแตกต่างไปจากเรา
สังคมคงไม่วุ่นวาย ถ้าทุกคนเคารพในสิทธิและวิจารณญาณของคนอื่น ไม่พยายามไปรุกล้ำสิทธิหรือสงสัยในวิจารณญาณของคนอื่น แต่ทุกวันนี้มันวุ่นวาย เพราะทั้งสองฝ่ายคิดว่าตัวเองถูก-อีกฝ่ายผิด และในสังคมต้องมีแต่เรื่องที่ถูกต้อง (หรือแปลว่าเรื่องที่ตนเองเห็นด้วย) เท่านั้น สิ่งที่ผิดต้อง (หรือแปลว่าเรื่องที่ตนเองไม่เห็นด้วย) ถูกกำจัดไป
สังคมเป็นยังไง ชีวิตเราก็เป็นอย่างนั้น... นั่นคือ ชีวิตของเราก็วุ่นวายไปตามสถานการณ์ทางการเมืองทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันเลย เพราะเราต้องเจอกับคนที่เชียร์อดีตนายกเต็มที่ แบบไม่เห็นความผิดด่างพร้อยอะไรเลย แล้วเราก็ต้องเจอกับคนที่เป็นฝ่ายพันธมิตรเต็มตัว ต้องการกำจัดอดีตนายกให้สิ้นซาก
แรก ๆ เรายังไม่รู้ตัว เวลาคุยกับฝ่ายอดีตนายก เราก็ดันพยายามจะอธิบายให้เข้าใจถึงประเด็นของพันธมิตรที่เห็นว่าอดีตนายกมีข้อเสียยังไง พอคุยกับฝ่ายพันธมิตร เราก็ดันไปพยายามอธิบายว่ารัฐบาลนี้มีความชอบธรรมยังไงที่จะบริหารบ้านเมืองต่อไป และพันธมิตรไม่มีความชอบธรรมยังไงที่จะไปไล่เขาออก
คุยไปทีไรก็เป็นเรื่อง... หลัง ๆ เลยเลิก (เริ่มฉลาดขึ้น?) ไม่ว่าฝ่ายไหนจะคุยอะไรมา เราทำอย่างเดียวคือ ยิ้ม ๆ แล้วก็ปล่อยให้เขาพูดไปเรื่อย ๆ ไม่สนับสนุน ไม่คัดค้าน ไม่ตอบโต้ จนเขาหมดมุขแล้วซักพักก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนุ่มเมืองจันท์ เขียนในมติชนสุดสัปดาห์ (ฉบับ ๑๔๖๔ วันที่ ๕-๑๑ กันยายน ๒๕๕๑) แนะนำว่า ทุกวันนี้ถ้ามีคนจะชวนคุยเรื่องการเมือง ควรจะถามไปตรง ๆ เลยว่าอยู่ฝ่ายไหน ถ้าอยู่ฝ่ายเดียวกันก็ค่อยคุยกัน แต่ถ้าเป็นคนละฝ่าย ให้เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นทันที
แถมบอกว่าถ้าใครมาบอกว่า “เป็นกลาง” อย่าไปเชื่อ คนเป็นกลางคบไม่ได้ เป็นพวกอีแอบ เราอ่านแล้วฉุนนิดหน่อย หนอย... มาว่าเราเป็นอีแอบ คบไม่ได้ แต่ก็เห็นด้วยกับที่หนุ่มเมืองจันท์บอกว่า เวลาที่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นทีไร คนกลางนี่แหละที่ซวยมากที่สุด
หนุ่มเมืองจันท์บอกว่าคนที่ “เป็นกลาง” ไม่มีจริง ยกตัวอย่างทางกายภาพว่า ถ้ามีคนยืนกันอยู่ ๓ คน คนทางซ้าย-คนตรงกลาง-คนทางขวา ถ้าเราเป็นคนที่ยืนทางซ้าย ก็ต้องมองว่าคนตรงกลาง เป็นพวกฝ่ายขวา แต่ถ้าเราเป็นคนที่ยืนทางขวา ก็ต้องมองว่าคนตรงกลางเป็นพวกฝ่ายซ้าย
ชัดเจนจริง ๆ ว่าคนตรงกลางซวยที่สุด เพราะเจอศึก ๒ ด้าน!!
เรามีหลักฐานที่ว่าคนเป็นกลางซวยที่สุด เป็นต้นว่า เขาประท้วง ปิดถนน รถติดวินาศสันตะโร คนเป็นกลางที่อยู่แถว ๆ นั้นซวย เขายึดทำเนียบ ประกาศหยุดงาน ปิดรถไฟ ปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ ม็อบสะใจ รัฐบาลไม่สนใจ คนเป็นกลางก็ซวยเพราะเดินทางไม่ได้ ธุรกิจเสียหาย รัฐบาลไม่ชอบใจที่ทำเนียบโดนยึด ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมเกิน ๕ คน ม็อบอยู่กันเป็นพัน ๆ คนสบายใจ ก็รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ แต่คนเป็นกลางซวย
สถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้ ถึงเวลาที่คนเป็นกลางต้องเลือกข้างซะแล้ว หรือเปล่า?!?
ปล. เดือนนี้ที่ทำงานเรามีประชุมกับ Vendor ที่เป็นคนจีน เขาเมลมาบอกว่า ไม่อยากมาประชุมที่กรุงเทพฯ เลย ดูข่าวแล้วท่าทางอันตราย สถานการณ์เลวร้าย-ต่างชาติหมดความเชื่อมั่น เคราะห์หามยามร้ายเราอาจจะต้องถ่อไปประชุมที่จีนแทน แบบนี้คนเป็นกลาง เอ้ย... เราซวย!!
วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551
Ignorance is a bliss
ตอนห้าโมงกว่าๆ มีน้องมาถามว่า พี่ๆ เราควรจะต้องเตือนให้พวกฝรั่งรีบกลับบ้านไหม? (ตอนนี้ที่ออฟฟิศมีฝรั่งเพ่นพ่านเต็มออฟฟิศ เพราะได้โปรเจ็คต์ใหม่) เราถามว่าทำไมต้องรีบกลับล่ะ กลัวพวกประท้วงเหรอ น้องตอบว่า ใช่ เราบอกว่า โฮ้ย... ไม่ต้องหรอก ถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็ถือว่าให้เขาได้หัดรู้จักเอาตัวรอดมั่ง (ฝรั่งคงไม่โง่ขนาดเดินสุ่มเสี่ยงไปชนม็อบหรอกมั้ง) น้องก็เลยกลับบ้านไป
เราออกจากออฟฟิศทุ่มกว่าๆ เพิ่งได้ฟังข่าววิทยุ ฟังไปก็ค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราว ถึงได้รู้ว่า พวกม็อบพันธมิตรบุกยึดสถานี NBT ตั้งแต่เช้ามืด สั่งให้งดออกอากาศรายการ แล้วก็ม็อบกลุ่มอื่นๆ ก็กระจายกันไปยึดทำเนียบ ยึดกระทรวงการคลังด้วย น่าหวาดเสียวว่าจะเกิดความวุ่นวาย ลุกลามจนควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ถึงขนาดมีข่าวลือปฏิวัติ ข่าวลือว่ารัฐบาลจะใช้กำลังสลายม็อบ ฯลฯ
เราฟังแล้วก็เพิ่งเข้าใจว่า ทำไมน้องเขาถึงมาถามว่า ควรจะต้องเตือนฝรั่งไหม ก่อนหน้านี้เรารู้ว่าม็อบพันธมิตรกำลังจะเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก แต่ไม่ได้ติดตามข่าว ก็เลยคิดว่าก็คงแค่ปิดถนนให้ชาวบ้านลำบากเฉยๆ ไม่ได้คิดว่าจะไปทำอะไรวุ่นวายรุนแรง
พอฟังรายการวิทยุต่อไปเรื่อยๆ ก็ได้รู้ว่าหลายๆ คนที่ได้ติดตามข่าวตั้งแต่เช้า ไม่จะเป็นฝ่ายไหน-สีอะไร หรือไม่มีฝ่ายไม่มีสี ก็น่าจะรู้สึกกังวลและไม่สบายใจกับสถานการณ์ เพราะไม่แน่ใจว่ามันจะไปจบกันตรงไหน (จะจบได้ไหม) ในขณะที่ตัวเราไม่ได้รับรู้ข่าวสารอะไรเลย รู้สึกสบายอารมณ์มาตลอดวัน (ไม่นับอารมณ์เซ็งเรื่องงานนะ อันนั้นเป็น constant parameter ติดตามข่าวหรือไม่ติดตามข่าว ก็เซ็งพอกัน!!)
บางทีการไม่ต้องรับรู้เรื่องราวอะไร ก็เป็นเรื่องดี ไม่หงุดหงิด ไม่เครียด ไม่กังวล ยิ่งสมัยนี้สื่อมวลชนชอบเสนอข่าวแบบใส่อารมณ์มากกว่าเสนอข้อเท็จจริง เสนอข่าวแบบเลือกข้าง (ถึงนายกจะเพิ่งประกาศว่า ให้สื่อเลือกข้าง แต่เราว่าหลายๆ สื่อเลือกข้างไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว) คนรับสารหลายๆ คนก็เลือกข้าง ฟังแต่สิ่งที่ตัวเองอยากจะฟัง คนที่ไม่เข้าข้างไหนอย่างเรา ไม่รู้เลยซะสบายใจกว่า...
ปล. วันก่อนอ่านจดหมายที่มีคนเขียนไปลงในมติชนสุดสัปดาห์ เขาเล่าเรื่องเล่าคดีแม่แย่งลูกให้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า มีผู้หญิงสองคน ต่างอ้างตัวว่าเป็นแม่ของทารกคนหนึ่ง ตกลงกันไม่ได้ ก็เลยไปให้ผู้พิพากษาช่วยตัดสิน ผู้พิพากษาฟังเหตุผลที่ทั้งคู่ยกมาอ้างแล้ว ก็ตัดสินไม่ได้ว่าใครเป็นแม่ตัวจริง ผู้พิพากษาก็เลยบอกว่า ให้แม่สองคนจับทารกไว้ ถ้าใครแย่งทารกไปได้ คนนั้นก็ได้เป็นแม่ของทารกนั้น
แม่สองคนจับทารกไว้คนละข้าง ต่างคนต่างยื้อ ทารกน้อยรู้สึกเจ็บก็ร้องไห้ออกมา ทันทีที่ทารกร้องไห้แม่คนหนึ่งก็เลยปล่อยมือออกทันที แม่คนที่แย่งทารกไปได้ ก็กระหยิ่มยิ้มย่องบอกว่าตัวเองเป็นแม่ของเด็กจริงๆ แต่ผู้พิพากษาบอกว่า อีกคนหนึ่งต่างหากที่เป็นแม่ตัวจริง เพราะไม่มีแม่คนไหนที่จะทนเห็นลูกเจ็บได้ ในขณะที่แม่คนที่แย่งทารกได้ ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย กลับฉวยโอกาสจากความเจ็บปวดของทารก เพื่อให้ได้ตามความต้องการของตัวเอง
ผู้ที่เขียนจดหมายมา ก็สงสัยต่อไปว่า ถ้าทารกนั้น คือประเทศไทย และผู้หญิงสองคนคือสองฝักสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้ทางการเมืองกันอยู่ แล้วใครจะเป็นแม่ตัวจริงกันแน่?? หรือว่ามีแต่แม่ตัวปลอม??
วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551
แข่งขันหรือเอาชนะ
วันก่อนได้ดูโฆษณาบริษัทสร้างบ้านหรือไงเนี่ยแหละ เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ ซ้อมเช้าซ้อมเย็น ซ้อมวันฝนตกซ้อมวันแดดออก มุ่งมั่นฝึกซ้อมเพื่อให้ได้เป็นที่หนึ่ง ดูแล้วก็ฮึกเหิมดี เสียดายที่มันเป็นแค่โฆษณา...มหกรรมกีฬาโอลิมปิกเริ่มไปเมื่อวันศุกร์ ๐๘-๐๘-๐๘ พวกเราคนไทยตั้งความหวังกับเหรียญทองกีฬามวยกับยกน้ำหนัก เมื่อวานดูน้องเก๋ประภาวดี นักยกน้ำหนักหญิงไทยรุ่น ๕๓ กก. ยกท่าคลีนแอนด์เจิร์คครั้งแรกได้เหรียญทอง ก็ปลื้มไปกับน้องเขาด้วย แต่วันนี้วันดี คำเอี่ยมพลาดเหรียญทองแดงไปอย่างน่าเสียดาย
แต่สำหรับข่าวโอลิมปิกในระดับโลก ผู้คนกำลังจับตามองว่าไมเคิล เฟลป์ส นักกีฬาว่ายน้ำของสหรัฐฯ จะได้เหรียญทองทั้ง ๘ เหรียญ ทำลายสถิติของมาร์ค สปิตซ์ที่ทำไว้ในกีฬาโอลิมปิกที่มิวนิคปี ๑๙๗๒ หรือเปล่า
ก่อนหน้านี้เราอ่านเรื่องชุดกีฬาว่ายน้ำไฮเทคของ Speedo รุ่น LZR Racer ที่สมาคมว่ายน้ำ (FINA) เพิ่งอนุมัติให้ใช้ในการแข่งขันไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้
Speedo ทุ่มทุนงานวิจัยมหาศาลทั้งในด้านวัสดุและเทคโนโลยีการผลิต จนได้ชุดว่ายน้ำที่สามารถลดแรงต้านของน้ำ และช่วยพยุงและปรับตำแหน่งร่างกายของนักว่ายน้ำให้มีแรงต้านน้ำน้อยลง
ชุด LZR Racer ซึ่งมีราคาขาย ๕๕๐ เหรียญ และต้องใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีในการสวม (เพราะชุดไม่ได้ใช้การเย็บตะเข็บแบบเดิม แต่ใช้คลื่นอัลตราโซนิคในการเชื่อมตะเข็บ) แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกับนักว่ายน้ำ สามารถลดแรงต้านน้ำได้ ๕% และเพิ่มความเร็วตอนออกตัว, ตอนเร่งแซง, และตอนกลับตัวได้ ๔% เทียบกับชุดว่ายน้ำรุ่นเก่า วัสดุที่ใช้ทำชุดก็ยังมีข้อโต้แย้งกันว่าอาจจะผิดกฏของสมาคมว่ายน้ำ เพราะสามารถทำให้นักว่ายน้ำลอยตัวได้มากขึ้นด้วย
หลังจากนักว่ายน้ำที่ Speedo เป็นสปอนเซอร์ทำลายสถิติกันเป็นว่าเล่น คนก็ออกมาวิจารณ์กันยกใหญ่ว่าจะแข่งกีฬาหรือจะแข่งเทคโนโลยี (จากต้นปีจนถึงเดือนมีนาคม นักกีฬาว่ายน้ำทำลายสถิติไป ๑๔ รายการ, ๑๓ รายการเป็นนักกีฬาที่ใส่ LZR Racer ข่าวจาก ESPN ตั้งแต่ต้นปีถึงก่อนการแข่งขันโอลิมปิกมีการทำลายสถิติรวม ๕๑ รายการ, ๔๕ รายการเป็นนักกีฬาที่ใส่ชุด LZR Racer)ฝ่ายสนับสนุนชุดไฮเทค (ซึ่งเป็นทีมนักกีฬาที่ใช้ชุดของ Speedo) ออกมายอมรับว่า ชุดของ Speedo ดีจริงๆ (รวมทั้งไมเคิล เฟลป์สด้วย) แต่ก็มีหลายคนช่วยเถียงแทนว่า แค่ชุดว่ายน้ำดีๆ จะช่วยให้ชนะไม่ได้ถ้านักว่ายน้ำไม่มีฝีมือพอ (ถึงขนาดประชดว่า ได้ลองใส่ชุดว่ายน้ำนี้แล้ว ก็ยังต้องว่ายเต็มที่เหมือนเดิม เพราะถ้าอยู่เฉยๆ ก็ไม่เห็นจะลอยไปไหน)
ส่วนฝ่ายต่อต้าน (ซึ่งเป็นทีมนักกีฬาที่ไม่ได้ใช้ชุดของ Speedo กับบริษัทผู้ผลิตชุดกีฬายี่ห้ออื่น) บอกว่าการใช้ชุดกีฬาแบบนี้ก็เหมือนการโกง (ทีมอิตาลีถึงกับพูดว่า การใช้ชุดแบบนี้ ก็เหมือนกับใช้เทคโนโลยีมาโด๊ปนักกีฬา)
การอนุญาตให้ใช้ชุดว่ายน้ำไฮเทคทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในหมู่นักกีฬา ทั้งด้านความสามารถในการซื้อหาชุดมาใส่ (เราเคยได้ยินมาว่าชุดว่ายน้ำแบบพอดีตัวราวกับเป็นผิวหนังชั้นที่สอง ใส่ครั้งเดียวทิ้ง ไม่แน่ใจว่าชุดรุ่น LZR Racer ราคา ๕๕๐ เหรียญนี่ใส่ได้กี่ครั้ง) และปัญหาสปอนเซอร์ (ทีมนักว่ายน้ำที่มีชุดกีฬายี่ห้ออื่นเป็นสปอนเซอร์ ต้องเลือกเอาว่าจะใส่ชุดของตัวเองแล้วเสี่ยงกับการแพ้คู่แข่งที่ใช้ชุดดีกว่า หรือเปลี่ยนไปใส่ชุดของ Speedo แล้วโดนปรับเพราะไม่ทำตามสัญญากับสปอนเซอร์)
หลายคนยังคิดว่า การใช้เทคโนโลยีขนาดนี้เป็นตัวช่วย ทำให้การทำลายสถิติไร้ความหมาย เพราะสถิติไม่ได้เกิดจากนักกีฬาที่สามารถว่ายน้ำได้เร็วที่สุด แต่เกิดจากนักกีฬาที่ใส่ชุดว่ายน้ำที่ดีที่สุด (ถ้าอยากจะวัดฝีมือของนักว่ายน้ำจริงๆ ให้ทุกคนว่ายน้ำในชุดวันเกิดดีไหม :P)
แต่ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ตาม คนที่แฮ้ปปี้ที่สุดตอนนี้ก็คือ Speedo เพราะเชื่อได้เลยว่าในโอลิมปิก ๒๐๐๘ พวกเราต้องได้เห็นชุดว่ายน้ำ Speedo เกลื่อน Water Cube ที่ปักกิ่งแน่ๆ (แต่ Speedo อาจจะแฮ้ปปี้ได้ไม่นาน เพราะผู้ผลิตอื่นๆ อย่าง TYR ก็กำลังจะออกชุดว่ายน้ำไฮเทคออกมาสู้แล้วเหมือนกัน!!)
วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ทัศนคติที่เปลี่ยนไป (๒) แอลกอฮอล์
ถ้าพูดกันตามจริง เราไม่เคยคิดว่าการกินเหล้ามันเอร็ดอร่อย กินแค่นิดเดียวก็หน้าแดง-มึนงง แต่ความที่คนทั่วๆ ไปดูจะรู้สึกว่าถ้ามีเหล้าเป็นองค์ประกอบจะทำให้บรรยากาศสนุกสนานขึ้น เราก็ไม่ได้ทักท้วงหรือตั้งคำถามว่าจะกินเหล้ากันไปทำไม(วะ) อีกด้านหนึ่งก็มองแบบเด็กๆ ว่ากินเหล้าก็เท่ดี เพราะเป็นเรื่องที่เด็กๆ ทำไม่ได้ นี่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราทำได้
แต่พอแก่ๆ แล้วเราไม่รู้สึกสนุกกับการไปกินเหล้าอีกต่อไป ไม่ถึงกับต่อต้านอย่างรุนแรง แต่ถ้าเลือกได้ก็อยากทำกิจกรรมที่ปราศจากแอลกอฮอล์มากกว่า เพื่อนชอบนัดกันตามผับหรือคาราโอเกะ สั่งเหล้ามากินไปร้องเพลงไป แต่เรารู้สึกว่ากินข้าวตามร้านอาหาร นั่งคุยกัน เมาธ์ดารา-นินทานาย สนุกกว่า
ยิ่งไปกว่านั้นเรารู้สึกว่าการกินเหล้ามันไม่มีอะไรดีเลย ทำให้คนเมา-ขาดสติ ทำอะไรที่ไม่ควรทำ ก่อความเดือดร้อนให้ตัวเองและคนอื่น แล้วไหนจะยังสิ้นเปลืองอีก อย่างพวกที่ฐานะไม่ค่อยดี-ไม่มีเงินใช้เหลือเฟือ บางคนหาเช้ากินค่ำ ทำไมเอาเงินไปซื้อเหล้า(วะ) แล้วก็มาบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่พอใช้
บางคนบอกว่าก็กินเหล้าแล้วทำให้มีความสุขหรือลืมความทุกข์ได้ แต่เราว่ามันแค่ชั่วแวบเดียว ไม่ถาวร หายเมาแล้วก็กลับไปไม่สุขหรือมีทุกข์เหมือนเดิม อาจจะทุกข์หนักกว่าเพราะจนลงหรือไปก่อเรื่องตอนเมาอีกตะหาก
ตอนนี้มีกฎหมายห้ามกินเหล้าในสถานศึกษา, ในวัด, ในสวนสาธารณะ เราเห็นด้วยเต็มที่โดยเฉพาะในสถานศึกษา แต่ก็นึกสงสัยว่าเป็นเพราะเราแก่แล้วเลยเห็นด้วยหรือเปล่า?
สมมติว่าในมุมมองของเด็กๆ ถ้าเขาเพิ่งเข้ามหา’ลัยปีแรก แล้วปีก่อนหน้ายังกินเหล้ากันในมหา’ลัยได้ พอปีนี้เขาออกกฎหมายห้ามซะแล้ว เด็กๆ จะโอเคไหม? หรือจะรู้สึกว่าโดนจำกัดสิทธิ์? หรือจะคิดว่าเขาโตพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะกินเหล้าหรือไม่กิน ถ้าจะกินก็มีความรับผิดชอบพอที่จะไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ไม่ต้องออกกฎหมายมาบังคับ?
ความคิดเรื่องการกินเหล้าในมหา’ลัยเราเปลี่ยนไปขนาดคิดว่า พวกเด็กนักศึกษารุ่นพี่ “ไม่ควร” เอาเหล้าให้น้องกิน ไม่ว่าจะเป็นการให้ลองเพื่อให้รู้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ละลายพฤติกรรม สร้างบรรยากาศ หรือเพื่ออะไรก็ตาม เราคิดกังวลไปถึงขนาดว่า รุ่นพี่ให้รุ่นน้องกินเหล้าแล้วจะดูแลกันยังไง จะมั่นใจได้ไงว่าน้องจะกลับถึงบ้านโดนสวัสดิภาพ
ที่เรามากังวลเรื่องพวกนี้ สถานการณ์มันเปลี่ยนไปมาก สมัยก่อนมหา’ลัย(บ้านนอกอย่าง)เราไม่ค่อยมีคนขับรถไปเรียน ยิ่งเด็กปีหนึ่งที่ขับรถไปนี่นับหัวได้เลย ส่วนใหญ่นั่งรถไฟนั่งนรถเมล์กัน ถ้าเลิกเชียร์แล้วเมากลับบ้าน อย่างมากก็ลากขึ้นรถไฟกันไป ไม่ต้องกลัวจะไปขับรถชนกับคนอื่นหรือขับตกทางด่วน แต่สมัยนี้ถ้าเป็นไปได้ ใครๆ ก็จะหารถให้ลูกขับไปเรียน ถ้าพ่อแม่รู้ว่าลูกมีโอกาสกินเหล้าหลังเลิกเรียน เวลารอลูกกลับบ้านใจจะระทึกแค่ไหน
ความคิดแบบนี้เมื่อก่อนไม่เคยมีอยู่ในหัวสมอง ต้องแก่ก่อนใช่ไหมถึงได้คิดแบบนี้?
ก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินไอเดียเรื่องการทำความดีระดับโครงสร้าง (คิดว่าเรียกประมาณนี้นะ) ปกติถ้าเราลงมือทำความดีอะไรซักอย่าง (เช่น เลิกเหล้าช่วงเข้าพรรษา ช่วยคนตาบอดข้ามถนน ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด ทำความดีถวายในหลวง ฯลฯ) เป็นความดีเฉพาะตัวเรา แต่การทำความดีระดับโครงสร้างคือการทำความดีที่ทำให้คนอื่นๆ ได้ทำความดีด้วย
เขายกตัวอย่างว่า ช่วงปีใหม่ผู้ว่าราชการจังหวัดบางจังหวัดออกนโยบายว่า งานเลี้ยงจะต้องไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่ยอมให้ของขวัญหรือรับของขวัญที่เป็นแอลกอฮอล์ อันนี้แหละเป็นความดีระดับโครงสร้าง เพราะทุกคนต้องร่วมกันทำความดี เรียกว่าเป็นนโยบายความดีก็ว่าได้ แต่เราลองนึกเล่นๆ ว่าถ้าเราเป็นผู้บริหารของบริษัท ออกมาประกาศว่างานเลี้ยงปีใหม่ของบริษัทจะไม่มีการเลี้ยงแอลกอฮอล์ พนักงานคงไม่ได้คิดว่าเป็นนโยบายความดี แต่คงมีคนด่าเสียงขรมว่างานเลี้ยงไม่มีแอลกอฮอล์ได้ไง(วะ)
วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ทัศนคติที่เปลี่ยนไป (๑) เรื่องดูดวง
อีกครั้งหนึ่งเป็นตอนที่เรียนจบกลับมาทำงานแล้ว เราถ่อไปดูถึงเพชรบุรี เพราะคนที่ทำงานชวนไป เหมารถตู้ไปกันหลายคน เขาบอกว่าแม่นมากๆ หมอดูว่าดวงเดินทางเราเด่นมากๆ น่าจะได้เดินทางไปต่างประเทศ (อีกแล้ว!) หลังจากนั้นไม่นานเศรษฐกิจฟองสบู่แตก บริษัทอื่นๆ เลย์ออฟพนักงานกันกันเป็นเบือ แต่บริษัทเราไม่อยากเลย์ออฟ เพราะคิดว่าถ้าเศรษฐกิจฟื้นก็ต้องมาจ้างคนใหม่ เขาเลยก็เลยส่งพนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศที่อเมริกาฆ่าเวลา เราก็เลยไปเป็นกะเหรี่ยงทำงานที่อเมริกาปีครึ่ง
จากประสบการณ์ดู ๒ หมอนี้ จะว่าหมอดูแม่นก็แม่น เพราะใครจะไปคิดว่าเราจะได้ไปเรียนต่างประเทศ บ้านเรามีพี่น้อง ๕ คน เราเป็นเดียวที่ได้ไป (ขนาดพี่สาวเราเตรียมตัวจะไปแล้ว แต่กะว่าจะไปพร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ตอนหลังเพื่อนยกเลิกไม่ไป พี่เราเลยยกเลิกไม่ไปตามไปด้วย) หรืออย่างไปทำงานที่อเมริกาก็เหมือนกัน คงมีไม่กี่บริษัทที่ พอไม่มีงานให้พนักงานทำ แล้วจะส่งพนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศต่างประเทศ ถ้าเป็นสมัยนี้เราว่าเขาคงเลือกจะเลย์ออฟคนมากกว่า
แต่ก็มีเรื่องที่หมอดูไม่แม่นเหมือนกัน แต่เราจำไม่ค่อยได้แล้วว่าเขาดูอะไรไว้มั่ง ก็คงเหมือนกับคนส่วนใหญ่คนที่ไปดูหมอดูละมั้ง ที่มักจะจำได้แต่สิ่งที่หมอดูทายถูก ที่ทายไม่ถูกก็ลืมๆ ซะหมด (เราจำได้ได้เลาๆ ว่าเขาทายว่าเราจะได้แต่งงานตอนอายุเท่านั้น-เท่านี้ ซึ่งถ้าหมอดูพนันกับเราเรื่องนี้ หมอดูก็เสียชื่อเสียอนาคต!)
เราไม่รู้ตัวว่าหมดความเชื่อกับเรื่องหมอดูไปตอนไหน คิดว่ามันค่อยๆ น้อยลงไปเรื่อย จนในช่วงปี (หรืออาจจะสองปี) ที่ผ่านมาเราก็หมดความเชื่อโดยสิ้นเชิง (เรายังอ่านคำทำนาย พวกดวงดาว-ราศี ตามหนังสือพิมพ์ นิตยสารอยู่บ้างนะ แต่ออกแนวอ่านขำๆ อ่านฆ่าเวลา ไม่ได้อ่านเอาสาระ)
อาจเป็นเพราะช่วงปีสองปีนี้มีเหตุการณ์หลายๆ อย่างเกิดขึ้นในชีวิตเราที่ทำให้เรารู้สึก “ตาสว่าง” ขึ้น เริ่มเข้าใจว่าอะไรสำคัญกับชีวิตมากน้อยแค่ไหน (อะไรที่ไม่ถึงตาย ไม่ได้สำคัญสักเท่าไหร่) อะไรที่ทำให้เรามีความสุข-ความทุกข์ (สุข-ทุกข์ เกิดจากใจเราเป็นหลัก การมองเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ รอบตัวเราทำให้เรามีความสุขได้ง่ายขึ้น การรู้จักปล่อยวางหรือ มีสติมีสมาธิกับปัจจุบัน ทำให้เรามีความทุกข์น้อยลง) พอมองเห็นสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น เราก็หมดความรู้สึกอยากจะรู้ว่าอนาคตเป็นยังไง
อืมม์ จะว่าไม่อยากรู้ว่าอนาคตเป็นยังไง ก็ไม่ถูกซะทีเดียว เรายังอยากรู้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าหมอดูจะบอกเราได้ว่าอนาคตเราเป็นอย่างไร เพราะอนาคตของเราขึ้นอยู่กับการกระทำของเราทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างหาก แต่ถ้ามีหมอดูที่แม่นจริงๆ เขาอาจจะมีวิชาดี มีพลังสมาธิแก่กล้า สามารถ “มองเห็น” อนาคตได้จริงๆ เราก็กลับไม่อยากรู้อีกนั่นแหละ เพราะมันจะสนุกอะไรถ้าเรารู้ว่าพรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้าเราจะเป็นอะไร
เราว่าการไม่รู้ก็ทำให้เรามีจุดประสงค์ในการมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกัน มันทำให้แต่ละนาที แต่ละวันมันมีค่าในตัวของมันเอง อันนี้เป็นความคิดที่เราได้จากตอนดูหนังเรื่องหนึ่ง (จำชื่อเรื่องไม่ได้แล้ว) เขามีเครื่องที่สามารถทำนายอนาคตได้ แต่ตอนหลังพระเอกก็ตัดสินใจทำลายเครื่องนี้ไป เพราะเขาบอกว่าถ้าเรารู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง เราจะอยู่ไปทำไม (เรานึกว่า ถ้าเรารู้ว่าเราจะอยู่ไปอีกกี่วัน จะตายวันไหน เพราะอะไร ชีวิตคงหมดความตื่นเต้นไปเลย)
วันก่อนเราบังเอิญได้ยินเพื่อนร่วมงานห้องข้างๆ โทรศัพท์คุยกับเพื่อน (คาดว่าเป็นเพื่อนร่วมเรียนด้วยกันในระดับใดระดับหนึ่ง) ได้ความว่าเขาแนะนำหมอดูให้เพื่อนคนนั้น ฟังน้ำเสียงแล้วเหมือนเป็นหมอดูที่ตัวเขาเองไปดูมาแล้ว เรารู้สึกประหลาดใจหน่อยๆ เพราะเพื่อนร่วมงานเราเป็นผู้ชาย อายุเยอะกว่าเรา เราไม่ได้รู้สึกว่าเขาจะเป็นที่เชื่อเรื่องหมอดู
เรารู้สึกว่าคนที่จะไปดูหมอดู จริงๆ แล้วเป็นคนที่กำลังต้องการที่พึ่งทางใจ หรือที่ปรึกษามากกว่า พอได้ยินว่าคนข้างห้องไปดูหมอดู ก็ทำให้สงสัยว่า เขาอาจจะกำลังรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขเท่าที่ควร หรือรู้สึกไม่ค่อยมั่นคงกับชีวิตหรือหน้าที่การงานอยู่หรือเปล่า ที่น่าสงสัยมากไปกว่านั้นคือ ไม่รู้เราเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ให้เขารู้สึกไม่ค่อยสุขเท่าที่ควรหรือเปล่า
แต่เราคงจะไม่ไปค้นหาคำตอบหรอก เรื่องนี้ก็คล้ายๆ กับอนาคตอ่ะนะ ไม่รู้ น่าจะดีกว่า!!
วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
โจรกรรมทางวรรณกรรม
“Plagirism คือ การอวดอ้างหรือทำให้คิดว่าว่าตัวเองเป็นเจ้าของผลงานสร้างสรรค์ตัวจริง โดยการเอางานเขียนหรือผลงานสร้างสรรค์ของคนอื่น (ไม่ว่าจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด) มาใช้ในงานของตัวเองโดยไม่มีการให้เครดิตอย่างเหมาะสม...” **
“ในวงการวิชาการ Plagiarism (ไม่ว่าจะกระทำโดยนักศึกษา อาจารย์ หรือนักวิจัย) ถือเป็นความไม่ซื่อสัตย์หรือการทุจริตทางการศึกษา ผู้กระทำผิดจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือหมดความน่าเชื่อถือในวงการศึกษาได้ ในวงการสื่อสารมวลชน Plagiarism คือการขาดจริยธรรมของสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าวที่ถูกจับได้ว่า plagiarise มักจะโดนโทษทางวินัยตั้งแต่ถูกพักงานถึงโดนไล่ออก ทั้งในวงการวิชาการหรือสื่อสารมวลชน คนที่โดนจับได้ว่า plagiarise ผลงานคนอื่นมักจะอ้างว่า “บกพร่องโดยสุจริต” คือ “ลืม” ใส่เครื่องหมายคำพูด หรือ “ลืม” ให้เครดิตเจ้าของตัวจริง ถึงแม้ Plagiarism ในวงการศึกษาและสื่อสารมวลชนจะมีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นร้อยปี แต่การมีอินเทอร์เน็ททำให้การลอกเลียนผลงานของคนอื่นทำได้ง่ายมากขึ้น เพียงแค่การก็อปปี้และเพสต์ (copy and paste) ข้อความจากเว็บหนึ่งไปอีกเว็บหนึ่ง” **
ราชบัณทิตยสถาน บัญญัติคำว่า Plagiarism ไว้ ๒ คำ คือ “โจรกรรมทางวรรณกรรม” (สาขาวิชาวรรณกรรม) กับ “การลอกเลียนวรรณกรรม” (สาขาวิชานิติศาสตร์)
เมื่อเร็วๆ นี้คุณ Golb (เจ้าของบล็อกบ้านสวนที่เวิร์ดเพรส) ก็เพิ่งประสบเหตุการณ์ Plagiarism คือไปเจอะบทความของตัวเองในบล็อกคนอื่นที่ gotoknow.org คุณ Glob ไม่ได้ไปทักท้วงอะไร แต่เอามาเล่าแบบขำๆ (ที่จริงน่าจะเป็นแบบปลงๆ มากกว่า?)
พอมีคนไปทักท้วง แทนที่จะยอมรับก็กลับแก้ตัวแบบที่เราฟังยังไงก็ไม่เข้าใจว่า เป็นบทความที่เพื่อนส่งมาให้ทางเมล บอกว่าเขียนแล้วไม่มีเวลาโพสต์ เลยวานเจ้าของบล็อกช่วยโพสต์ให้ด้วย เธอก็เลยเอามาโพสต์โดยไม่รู้ว่าเป็นบทความของคุณ Golb
ถึงจะพยายามทำความเข้าใจคำแก้ตัวของเจ้าของบล็อกสุดๆ แต่การที่ที่เจ้าของบล็อก “ลืม” ใส่เครื่องหมายคำพูด “ลืม” ให้เครดิตคุณ Golb (อ้อ... ที่จริงต้องเป็น เพื่อนคนที่ส่งเมลมาให้สิเนอะ!) แต่ไม่ลืมเปลี่ยนสรรพนามในบทความจาก “ผม” เป็นชื่อตัวเอง และคำลงท้ายจาก “ครับ” เป็น “ค่ะ” ก็ผิดข้อหา Plagiarism เต็มประตู
สุดท้ายเรื่องนี้จบลงโดยบล็อกเจ้าปัญหาโดนปิด เพราะทาง gotoknow ตรวจเจอว่ามีการก็อปปี้ข้อความจากที่อื่นๆ อีกมากมาย หลังจากตักเตือนแล้วก็ยังมีการก็อปปี้ข้อความจากที่อื่นมาโพสต์อยู่อีก
กรณีของคุณ Golb หรือหลายๆ คนที่โดนก็อปปี้บทความไปโพสต์นี่ชัดเจนว่าเป็น Plagiarism แต่ยังมีเว็บอีกเยอะที่ก่อปัญหา Plagiarism อีกแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้โจรกรรมหรือลอกเลียนกันโต้งๆ แต่ก็ไม่ให้เครดิตอย่างเหมาะสม คือ Online Plagiarism โดยการก็อปปี้ข้อความจากเว็บคนอื่นไปใส่เว็บตัวเองโดยไม่ได้ให้เครดิตกับเว็บต้นฉบับ
Reference.com เขาบอกว่า “สมัยนี้มี Online Plagiarism เพิ่มขึ้นเยอะมาก แรงจูงใจอาจจะเป็นการพยายามดึงให้คนเข้าไปเยี่ยมชมเว็บตัวเอง โดยขโมยผู้เข้าชมเว็บไซท์ไปจากเว็บต้นฉบับ ทำให้เว็บมีรายได้จากโฆษณาออนไลน์เพิ่มขึ้น” **
เราเจอเองกับตัวว่า มีคนก็อปปี้เรื่องที่เราแปลให้กับเว็บหนึ่งไปโพสต์ในเว็บของเขา ชื่อของเรายังอยู่ครบถ้วนในฐานะคนแปล แต่คนโพสต์ “ลืม” บอกว่าไปก็อปปี้ข้อความนี้มาจากเว็บไหน จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่เขา ๑. ไม่ให้เครดิตกับเว็บที่เราแปลบทความให้ ๒. อาจทำให้คนอ่านเข้าใจผิดว่าเราแปลเรื่องนั้นให้เว็บของเขา
เราคิดว่าการให้เครดิตเว็บต้นฉบับก็สำคัญ เพราะถ้าบทความที่เราแปลมีคุณภาพถูกใจคนอ่าน คนอ่านก็ควรจะได้รู้ว่าจะไปอ่านบทความทำนองนี้ได้อีกที่เว็บไหน (หรือถ้าบทความไม่ดี คนอ่านก็ควรจะได้รู้ว่าควรจะหลีกเลี่ยงเว็บไซท์ไหน :P)
ที่เขียนมายืดยาวนี่ไม่ใช่อะไรหรอก แค่ต้องการจะบอกว่าถ้าใครจะเอาบทความที่เราเขียนหรือแปลไป “ช่วยเผยแพร่” อย่าก็อปปี้เอาไปแต่บทความกับชื่อ ช่วยบอกด้วยว่าเอาไปจากเว็บไหน เราไม่ได้หวังผลเรื่องรายได้ เพราะนี่ไม่ใช่เว็บการค้า แต่ยังไงก็ช่วยเพิ่มเรทติ้งให้บล็อกของเรามั่งเถอะ คนอ่านยิ่งน้อยๆ อยู่ (ไม่ฮา!) :P
** อ้างอิงข้อมูลจาก
American Psychological Association (APA):
Plagiarism. (n.d.). Wikipedia, the free encyclopedia. Retrieved July 19, 2008, from Reference.com website: http://www.reference.com/browse/wiki/Plagiarism.
Chicago Manual Style (CMS):
Plagiarism. Reference.com. Wikipedia, the free encyclopedia. http://www.reference.com/browse/wiki/Plagiarism (accessed: July 19, 2008).
Modern Language Association (MLA):
"Plagiarism." Wikipedia, the free encyclopedia. 19 Jul. 2008. Reference.com http://www.reference.com/browse/wiki/Plagiarism.
วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2551
ช่วยๆ กันสอนดีไหม
เราก็เลยต้องหยิบกระเป๋าพลาสติกมาเปิดออก หยิบหนังสือออกมาวาง เขาถึงเข้าใจว่า อ้อ... ต้องเอาหนังสือออกมาจากกระเป๋าพลาสติกก่อน ถึงจะห่อปกได้ เฮ้อออ (รอบที่ ๑)
เราสังเกตว่าคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของร้านจะเลือกปกพลาสติกที่ใหญ่กว่าหนังสือ แล้วก็ใช้คัทเตอร์ตัดมุมส่วนที่เกินออก แล้วพับทบด้านบน-ล่าง และด้านหลัง แล้วติดสก็อตเทป ในขณะที่เด็กนักศึกษาคนที่หนึ่งจะใช้วิธีหาปกที่พอดีกับขนาดหนังสือ แล้วก็ทบปลายด้านหลังเข้าไปเฉยๆ (แบบแรกต้องใช้ฝีมือและความประณีตมากกว่า เพราะต้องตัดส่วนเกินออก, พับ, และติดสก็อตเทป) ส่วนเด็กนักศึกษาคนที่สอง หยิบหนังสือไป แล้วก็ถามว่า เล่มนี้มีปกขนาดพอดีไหม นี่แค่วัดขนาด ยังไม่คิดจะทำเลยเหรอเนี่ย เฮ้ออ... (รอบที่ ๒)
มีหนังสือเราเล่มหนึ่งขนาดมันกว้างกว่าพ็อคเก็ตบุคปกติ เราก็คอยดูว่าเด็กนักศึกษาจะห่อยังไง เพราะปกที่ขนาดพอดีกับความสูง ความยาวก็จะสั้นเกินกว่าที่จะพับทบตรงปกหลังได้ เรามองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่พอแน่ๆ แต่เขาก็ยังเอาไปห่อ และพยายามทบปลายอยู่หลายรอบ แต่ก็ไม่ได้ สุดท้ายเขาใช้คัทเตอร์ตัดลิ้นด้านในออก ค่อยพับปลายทบเข้ามา จะเอาสก็อตเทปติด ถึงตอนนี้เราทนไม่ไหวก็เลยบอกให้เขาเอาปกขนาดใหญ่กว่าไปห่อ
ในระหว่างนี้เด็กคนที่สองห่อปกหนังสือของคนอื่นเสร็จแล้ว ก็เลยมาเอาหนังสือของเราไปห่อ ปรากกฏว่านอกจากจะใช้เวลานานมากๆ แล้ว คุณน้องยังห่อได้ชุ่ยมากๆๆ ดึงพลาสติกไม่ตึง พับไม่เรียบร้อย ปกก็เลยหลวมๆ จะหลุด แถมตัดมุมไม่เรียบร้อย จนเราต้องบอกให้เจ้าหน้าที่ของร้านช่วยตัดขอบออกให้มันเรียบๆ ในใจคิดว่ารู้งี้ขอปกพลาสติกกลับมาห่อเองคงจะดีกว่า
ระหว่างนี้ก็มีคนอื่นเอาหนังสือมาให้ห่ออีก มีบางเล่มเป็นปกแข็ง เด็กนักศึกษาก็บอกว่าห่อไม่ได้ เจ้าหน้าที่ร้านก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า ไม่เห็นมีใครห่อได้ซักคน เราฟังแล้วก็รู้สึกเห็นใจ เพราะแค่เท่าที่สังเกตอยู่ไม่กี่นาที เราก็รู้ว่าเด็กพวกนี้ไม่ได้เรื่องจริงๆ ก็แค่ห่อปกหนังสือให้เรียบร้อยก็ยังทำไม่ได้ เฮ้อออ (รอบที่ ๓)
เรากลับมาเล่าให้พี่สาวฟังว่า เนี่ย.. เด็กสมัยนี้ ไปเป็นเด็กฝึกงาน หางานพาร์ทไทม์ทำ เหมือนจะดี ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ได้เรียนรู้การทำงาน แต่เท่าที่เห็น กลับสักแต่ว่าไปทำ แต่ไม่ตั้งใจทำงานให้ดี ขนาดงานที่เหมือนจะง่ายๆ ก็ยังไม่ตั้งใจ แล้วใครจะกล้าวางใจให้ไปทำงานยากๆ
พนักงานประจำเจอเด็กฝึกงานหรือเด็กพาร์ทไทม์แบบนี้ก็คงเซ็ง แทนที่จะได้เด็กมาช่วยแบ่งเบาภาระ ก็เหมือนจะมีภาระเพิ่ม เพราะน้องทำอะไรไม่เป็น และไม่คิดจะขวนขวายทำให้ดีๆ ขึ้นเลย
พี่สาวเราฟังแล้วแทนที่จะหงุดหงิดหรือปลงสังเวชกับเรา กลับบอกว่าแล้วทำไมแกไม่สอนเขาไปล่ะ บอกไปเลยว่า เนี่ย... น้องทำแบบนี้ไม่เรียบร้อยเลย มาพี่(เอ.. หรือต้องเป็นป้า?)จะทำให้ดู สอนเขาว่าทำให้ดีๆ ต้องทำยังไง เราก็เลยนึกได้ว่า การที่เราเอาแต่บ่น หรือหงุดหงิดมันไม่ช่วยอะไร เพราะเด็กพวกนั้นก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตัวเองบกพร่องอย่างไร และจะแก้ไขได้อย่างไร ถ้าเราช่วยๆ กันสอน ช่วยๆ กันบอก เด็กพวกนี้ก็น่าจะพัฒนาขึ้นได้ เพราะคุณน้องๆ คงไม่ได้เป็นบัวใต้น้ำกันซะทุกคนไปหรอกเนอะ!
วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551
ซ้ายหรือขวา?
(หมายเหตุ: รูปข้างล่างนี้เป็น animated gif แต่เราอัพโหลดรูปในบล็อกเกอร์นี่ แล้วดูเหมือนว่ามันจะไม่ animated เอาเป็นว่าใครไม่เห็นว่ารูปสาวน้อยข้างล่างนี้หมุนตัว... ให้กดไปดูรูป >>ที่นี่)

ถ้าเห็นสาวน้อยหมุนตัวตามเข็มนาฬิกา หมายความว่า ใช้สมองซีกขวาเป็นหลัก ถ้าเห็นสาวน้อยหมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา หมายความว่า ใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก
แล้วก็มี “คำทำนาย” บอกลักษณะนิสัยของคนสองแบบ – พวกสมองซีกซ้าย กับพวกสมองซีกขวา (เราอ่านลักษณะนิสัย ๒ ด้านแล้ว เราว่าไม่น่าจะเรียกว่า ว่า พวกสมองซีกซ้าย หรือ พวกสมองซีกขวา แต่น่าจะเรียกว่า เป็นพวก “ใช้สมอง” กับพวก “ใช้หัวใจ” มากกว่า)
| สมองซีกซ้าย (LEFT BRAIN FUNCTIONS) | สมองซีกขวา (RIGHT BRAIN FUNCTIONS) |
| - ใช้เหตุผล (uses logic) | - ใช้ความรู้สึก (uses feeling) |
| - เน้นรายละเอียด (detail oriented) | - เน้นภาพรวม (“big picture” oriented) |
| - เชื่อข้อเท็จจริง (facts rule) | - เชื่อจินตนาการ (imagination rules) |
| - คำพูดและภาษา (words and language) | - สัญลักษณ์และรูปภาพ (symbols and images) |
| - ปัจจุบันกับอดีต (present and past) | - ปัจจุบันกับอนาคต (present and future) |
| - คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (math and science) | - ปรัชญาและศาสนา (philosophy & religion) |
| - เข้าใจความสำคัญหรือธรรมชาติของสิ่งต่างๆ (can comprehend) | - เข้าใจความหมายของสิ่งต่างๆ (can “get it” (i.e. meaning)) |
| - มีความรู้ (knowing) | - มีความเชื่อ (believes) |
| - ยอมรับเพราะความรู้ รับรู้ถึงความมีอยู่และความเป็นจริง (acknowledges) | - ยอมรับเพราะความซาบซึ้ง รับรู้ถึงคุณภาพและความสำคัญ (appreciates) |
| - สนใจลำดับ/รูปแบบ (order/pattern perception) | - สนใจมิติและระยะ (spatial perception) |
| - รู้จักชื่อของสิ่งของ (knows object name) | - รู้การทำงานของสิ่งของ (knows object function) |
| - อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง (reality based) | - อยู่บนโลกของความเพ้อฝัน (fantasy based) |
| - วางกลยุทธ์ (forms strategies) | - นำเสนอโอกาสและความน่าจะเป็น (presents possibilities) |
| - ทำตามหลักการ/ความเหมาะสม/วิถีปฏิบัติ (practical) | - ทำตามสิ่งกระตุ้น/แรงจูงใจ/อารมณ์ (impetuous) |
| - ปลอดภัยไว้ก่อน (safe) | - กล้าได้กล้าเสีย (risk taking) |
เราดูภาพแล้วก็รู้สึกว่าสนุกดี เพราะครั้งแรกเรามองเห็นสาวน้อยหมุนทวนเข็มนาฬิกา (พวกสมองซีกซ้าย – สำหรับวิศวกรก็เหมาะสมดี!) แต่พอเราหันไปมองทางอื่น แล้วกลับมามองใหม่ สาวน้อยหมุนตามเข็มนาฬิกาไปซะแล้ว และพอมองๆ ไปซักพัก เราก็สามารถจะเปลี่ยนทิศทางการหมุนได้ โดยโฟกัสสายตาไปตรงอื่นแล้ว คิดว่าจะให้สาวน้อยหมุนไปทางไหน แล้วกลับมาโฟกัสที่สาวน้อยอีกทีหนึ่ง
ตอนแรกเราก็เชื่อว่ามันเกี่ยวกับการทำงานของสมองซีกซ้ายซีกขวาจริงๆ เลยคิดซื่อๆ เอาเองว่า ถ้างั้นเราก็น่าจะ “ฝึก” ใช้สมองซีกใดซีกหนึ่งได้ โดยการพยายามเลือกทิศทางการหมุนของสาวน้อย
ว่าแต่เรื่องของการทำงานของสมองนี่มันจริงหรือเปล่า เราชักสงสัย ก็เลยไปลองเสิร์ชดูว่ามีคนเขียนอะไรเกี่ยวกับสมองซีกซ้าย-สมองซีกขวาเอาไว้มั่ง ก็ไปเจอเรื่องสาวน้อยหมุนตัวนี้ในบล็อกเกี่ยวกับสมองที่เขียนโดยดร.สตีเวน โนเวลลา ดร. โนเวลลาเป็นอาจารย์แพทย์ด้านสมองสอนอยู่ที่ Yale University School of Medicine
เขาบอกว่า เรื่องสมองซีกซ้ายสมองซีกขวานี้ เป็นความเชื่อฝังใจของคนทั่วไปมานาน และน่าจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน แน่นอนว่าเรามีสมองสองซีก แต่ละซีกมีหน้าที่ความสามารถในการทำงานด้านต่างๆ แตกต่างกัน แต่มันเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น และทำงานเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ
มันเป็นความจริงว่าคนแต่ละคนจะใช้สมองซีกใดซีกหนึ่งเป็นหลัก แต่เรื่องนี้มีผลกับความถนัด (ซ้ายหรือขวา) และการประมวลผลด้านภาษามากกว่า นอกจากนี้ยังมีความไม่สมมาตรกันของสมองในด้านความทรงจำ คือบางคนอาจจะใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลักในการเก็บความทรงจำ ในขณะที่บางคนอาจจะใช้ซีกขวา
แต่การบอกว่าคนเรามีความสามารถหรือบุคลิกภาพแบบนั้นแบบนี้ เป็นเพราะเราใช้สมองซีกซ้ายหรือสมองซีกขวามากกว่า เป็นเรื่องไร้สาระ
คุณหมอยังบอกต่อไปอีกว่า การมองภาพสาวน้อยคนนี้ (หรือภาพลวงตาอื่นๆ) เป็นแค่การบอกว่าสมองของเราแปรข้อมูลที่ตามองเห็นไปเป็นภาพในสมองอย่างไรเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นทดสอบว่าเราใช้สมองซีกไหนเป็นหลัก หรือ หรือใช้เป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพ ได้แต่อย่างใด
สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์
บทความต่าง ๆ ในบล็อก If we don't care, who will? โดย nitbert อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
