เรื่องออทิสติกนี่ เมื่อประมาณสี่ห้าปีที่แล้ว** เป็นเรื่องที่มีให้อ่านให้รู้กันค่อนข้างเยอะ ในเมืองไทยมีเด็กที่เป็นออทิสติกเขียนหนังสือออกมาขายด้วย ถ้าจำไม่ผิดน้องเขาชื่อ นัฐ เราไม่ได้อ่านหนังสือที่เล่มนี้ แต่เคยได้อ่านเรื่องออทิสติกจากบทความในไทม์ เขาบอกลักษณะของคนที่เป็นออทิสติกว่า เป็นคนที่ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของคนรอบข้างที่แสดงออกทางสีหน้าหรือน้ำเสียงได้ เช่น มีคนออทิสติกคนหนึ่งอายุสามสิบกว่าเป็นโปรแกรมเมอร์ บอกว่า เขาเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า เวลาที่คนนิ่วหน้า หมายความว่าคนนั้นรู้สึกไม่พอใจ (รู้เพราะได้อ่านจากหนังสือ)
นอกจากนี้คนที่เป็นออทิสติกจะไม่ชอบการสัมผัสกอดรัด เพราะรู้สึกเหมือนโดนบุกรุกความเป็นส่วนตัว เด็กเป็นออทิสติกจะกรีดร้องโวยวายเวลามีคนมากอดรัดหรือสัมผัส น่าสงสารพ่อแม่ของเด็กออทิสติกที่ไม่สามารถกอดลูกตัวเองได้ เพราะการกอดคือการทำร้ายจิตใจลูกตัวเอง
คนเป็นออติสติกไม่สามารถจินตนาการเป็นตัวเองเป็นคนอื่นหรือมองภาพจากมุมมองของคนอื่นได้ นี่เป็นสาเหตุต่อเนื่องไปว่าคนเป็นออทิสติกจะโกหกไม่เป็น เพราะถ้าเขารู้เห็นอะไร เขาจะคิดว่าคนอื่นก็ต้องรู้เห็นเหมือนเขาด้วยเช่นกัน
และเช่นเดียวกันกับดิสเล็กสิก ออทิสติกไม่เกี่ยวกับสติปัญญา มีเรื่องซับซ้อนทางคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, หรือศิลปะมากมายที่คนเป็นออทิสติกเข้าใจได้ แต่เขาไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น มีเรื่องปลีกย่อยอื่นๆ ของคนที่เป็นออทิสติกที่เรารับรู้จากการอ่านแล้วก็เลือนๆ ไป แต่ที่มาพูดถึงออทิสติกตอนนี้ ก็เพราะเพิ่งได้อ่านเรื่องของคนเป็นออทิสติกที่ชื่อ “ฆาตกรรมหมาในยามราตรี” เป็นเรื่องแต่งที่คนเขียนทำเหมือนกับว่าเป็นเรื่องที่เขียนโดยเด็กที่เป็นออทิสติก เขาอธิบายระบบความคิดและพฤติกรรมของเด็กที่เป็นออทิสติกออกมาในรูปของนิยายสืบสวนสอบสวนของเด็ก
เราอ่านฆาตกรรมหมาฯอย่างสนุกสนานและจบในเวลาอันรวดเร็ว แต่พี่สาวเรา (ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ในการให้ยืมหนังสือเล่มนี้) กลับบอกว่าหนังสือเล่มนี้ก็ดี แต่ไม่ได้รู้สึกว่าวางไม่ลง คือว่างก็หยิบมาอ่านไปเรื่อยๆ แต่ถ้าต้องหยุดอ่านไปทำอะไร ก็ไม่ได้เดือดร้อนกระวนกระวายอยากรู้ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันวางไม่ลง แต่เราก็อ่านจบอย่างเร็ว เพราะว่ามันสนุกดี ในขณะที่เรายังอ่านหนังสือเกี่ยวกับออทิสติกค้างอยู่อีกเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือแปลชื่อ “เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้” อันนี้คนเขียนเป็นออทิสติกจริงๆ และเขียนเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง
เขาว่าหนังสือเล่มนี้ดังเพราะคนค่อนข้างแปลกใจกับการที่คนเป็นออทิสติกสามารถเขียนเล่าเรื่องตัวเองให้คนอื่นเข้าใจได้ เพราะอย่างที่บอกว่า คนเป็นออทิสติกไม่เข้าใจว่าคนอื่นต่างจากเขา เขาจึงไม่สามารถทำให้คนอื่นเข้าใจความแตกต่างของตัวเองได้ (ยิ่งเขียนก็ยิ่งงงเว้ย...)
เอาเป็นว่า คนเขียน “เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้” เป็นออทิสติกที่เข้าใจตัวเองแล้ว แล้วก็พยายามถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจด้วย แต่ความที่มันเป็นเรื่องเล่าของตัวเขาเอง มันจึงไม่ได้มีพล็อตที่ขมวดปมตรงนี้ แล้วไปคลายเอาตอนจบ เราก็เลยอ่านแบบเรื่อยๆไม่จบซะที นับเป็นหนังสือที่อ่านแล้วก็ได้ความรู้ในอีกแง่มุมหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นหนังสือที่สนุกจนวางไม่ลง เพราะไม่งั้นก็คงอ่านจนจบไปนานแล้ว
**โพสต์ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๗ (ตอนต่อ ดิสเล็กสิก)**
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเก่าเล่าใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเก่าเล่าใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551
วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ดิสเล็กสิก
วันก่อน**อ่านคอลัมน์ของไมเคิล ไรทในมติชนสุดสัปดาห์ เขียนเรื่องดิสเล็กสิก (dyslexic เป็น adjective ถ้าเป็นคำนาม คือ dyslexia) ว่าตัวเขาเองเป็นดิสเล็กสิกมาตั้งแต่เด็ก ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ เพราะไมเคิล ไรทเป็นชาวอังกฤษที่ไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูยังไงมาอยู่ในเมืองไทย แล้วมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมของไทย (และเอเชียอาคเนย์) ดีกว่าคนไทยหลายๆ ล้านคน
ตัวอย่างเช่น เขามีความรู้เรื่องหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงดีพอ ขนาดคิดเคลือบแคลงสงสัยว่า อาจจะไม่ใช่หลักศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่เป็นเพิ่งทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง (รายละเอียดเราก็ไม่ค่อยรู้ เพราะเราก็เป็นหนึ่งในคนหลายล้านคนที่มีความรู้เรื่องไทยน้อยกว่าไมเคิล ไรท)
นอกจากความรู้ศิลปวัฒนธรรม ไมเคิล ไรทเขียนภาษาไทยเป็นน้ำ (ใช้คำว่า “เป็นน้ำ” กับการเขียนได้ไหมนะ) คือไม่ได้เป็นฝรั่งที่พูดไทยได้เฉยๆ แต่เป็นฝรั่งที่เขียนภาษาไทยได้ด้วย อ้อ... ไม่ใช่แค่ “เขียนได้” สิ ต้องเรียกว่า “เขียนเป็น” ตะหาก เขียนได้ดีมากขนาดเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์และนิตยสารมากมาย เรียกได้ว่าทักษะในด้านภาษาของไมเคิล ไรทอยู่ในขั้นเยี่ยมยุทธ์ ซึ่งในความรู้สึกเรามันค่อนข้างจะขัดกับการเป็นดิสเล็กสิก
อาการดิสเล็กสิก คืออาการที่สมองมีปัญหาในการแปรภาพที่มองเห็นให้เป็นความหมายที่ควรจะเป็น คนเป็นดิสเล็กสิกจะมองภาพกลับซ้ายเป็นขวาโดยไม่รู้ตัว (เช่น ดูนาฬิกาจากเก้าโมงเช้า เป็นบ่ายสามโมง มองเห็นเลข 3 เหมือนเป็นตัว E) อ่านหนังสือสลับตัว (เช่น “น้อย” นึกว่า “ย้อน”) อ่านหนังสือข้ามบรรทัด ฯลฯ
เด็กที่เป็นดิสเล็กสิก มักถูกมองว่าเป็นเด็กโง่เง่า ทั้งๆ ที่ดิสเล็กสิกไม่เกี่ยวกับสติปัญญา พ่อแม่ครูอาจารย์อาจสงสัยว่าทำไมเด็กโง่จังเลยที่สะกดคำง่ายๆ ไม่ได้ซะที บวกเลขทีไรก็บวกผิด โดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเด็กมองผิด คำว่า arm ก็นึกว่า mar บวกลบตัวเลขเป็นแถวๆ ก็มองข้ามไปข้ามมา เด็กรู้สึกลำบากสุดท้ายก็หมดความสนใจในการเรียน นอกจากเรื่องการเรียน คนที่เป็นดิสเล็กสิกขั้นรุนแรง จะมีความลำบากในการดำรงชีวิตด้วย อย่างเรื่องการดูเวลาที่ว่าไปแล้ว หรือแม้แต่การขับรถ ก็จะมีปัญหาในการอ่านแผนที่ การมองระยะผิดพลาด หรือเห็นภาพสับสนกับความเป็นจริง
คนเป็นดิสเล็กสิก แก้ไขได้โดยใช้ความอดทนและความเข้าใจของทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ไมเคิล ไรท บ่นว่าอาการจะนี้เป็นปัญหาใหญ่ในระบบการเรียนการสอน ถ้าบรรดาครูอาจารย์และคนในระบบการศึกษาไม่รู้ว่ามีคำว่า ดิสเล็กสิก อยู่ เด็กที่เป็นดิสเล็กสิกก็คือเด็กโง่เง่า ปัญญาอ่อนในสายตาครู เขาบอกว่า ในต่างประเทศเขารู้จักคำว่า ดิสเล็กสิก มาตั้งสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคนในวงการศึกษาไทย มีกี่คนที่รู้จักและเข้าใจความหมายของคำคำนี้
เราเอาคอลัมน์ของไมเคิล ไรทให้พี่สาวเราอ่าน พี่สาวเราก็บอกว่า จริงที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักคำว่าดิสเล็กสิก แต่เรารู้จักมันมาหลายปีแล้ว ด้วยความบังเอิญ คือบังเอิญไปเสิร์ชเจอเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเรื่องนี้ ก็อ่านๆ จนเข้าใจ เขามีรายชื่อคนดังที่ประสบความสำเร็จหลายคนที่เป็นดิสเล็กสิก ประมาณว่าเป็นการพิสูจน์ว่า ดิสเล็กสิกไม่เกี่ยวกับสติปัญญาและความสามารถ
**โพสต์ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๗
หมายเหตุ - จากเว็บไซต์ของราชบัณฑิตฯ คำว่า dyslexia ถูกบัญญัติเป็นภาษาไทยว่า “ภาวะเสียการอ่านเข้าใจ” หรือ “ภาวะเสียการอ่านรู้ความ”
ตัวอย่างเช่น เขามีความรู้เรื่องหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงดีพอ ขนาดคิดเคลือบแคลงสงสัยว่า อาจจะไม่ใช่หลักศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่เป็นเพิ่งทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง (รายละเอียดเราก็ไม่ค่อยรู้ เพราะเราก็เป็นหนึ่งในคนหลายล้านคนที่มีความรู้เรื่องไทยน้อยกว่าไมเคิล ไรท)
นอกจากความรู้ศิลปวัฒนธรรม ไมเคิล ไรทเขียนภาษาไทยเป็นน้ำ (ใช้คำว่า “เป็นน้ำ” กับการเขียนได้ไหมนะ) คือไม่ได้เป็นฝรั่งที่พูดไทยได้เฉยๆ แต่เป็นฝรั่งที่เขียนภาษาไทยได้ด้วย อ้อ... ไม่ใช่แค่ “เขียนได้” สิ ต้องเรียกว่า “เขียนเป็น” ตะหาก เขียนได้ดีมากขนาดเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์และนิตยสารมากมาย เรียกได้ว่าทักษะในด้านภาษาของไมเคิล ไรทอยู่ในขั้นเยี่ยมยุทธ์ ซึ่งในความรู้สึกเรามันค่อนข้างจะขัดกับการเป็นดิสเล็กสิก
อาการดิสเล็กสิก คืออาการที่สมองมีปัญหาในการแปรภาพที่มองเห็นให้เป็นความหมายที่ควรจะเป็น คนเป็นดิสเล็กสิกจะมองภาพกลับซ้ายเป็นขวาโดยไม่รู้ตัว (เช่น ดูนาฬิกาจากเก้าโมงเช้า เป็นบ่ายสามโมง มองเห็นเลข 3 เหมือนเป็นตัว E) อ่านหนังสือสลับตัว (เช่น “น้อย” นึกว่า “ย้อน”) อ่านหนังสือข้ามบรรทัด ฯลฯ
เด็กที่เป็นดิสเล็กสิก มักถูกมองว่าเป็นเด็กโง่เง่า ทั้งๆ ที่ดิสเล็กสิกไม่เกี่ยวกับสติปัญญา พ่อแม่ครูอาจารย์อาจสงสัยว่าทำไมเด็กโง่จังเลยที่สะกดคำง่ายๆ ไม่ได้ซะที บวกเลขทีไรก็บวกผิด โดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเด็กมองผิด คำว่า arm ก็นึกว่า mar บวกลบตัวเลขเป็นแถวๆ ก็มองข้ามไปข้ามมา เด็กรู้สึกลำบากสุดท้ายก็หมดความสนใจในการเรียน นอกจากเรื่องการเรียน คนที่เป็นดิสเล็กสิกขั้นรุนแรง จะมีความลำบากในการดำรงชีวิตด้วย อย่างเรื่องการดูเวลาที่ว่าไปแล้ว หรือแม้แต่การขับรถ ก็จะมีปัญหาในการอ่านแผนที่ การมองระยะผิดพลาด หรือเห็นภาพสับสนกับความเป็นจริง
คนเป็นดิสเล็กสิก แก้ไขได้โดยใช้ความอดทนและความเข้าใจของทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ไมเคิล ไรท บ่นว่าอาการจะนี้เป็นปัญหาใหญ่ในระบบการเรียนการสอน ถ้าบรรดาครูอาจารย์และคนในระบบการศึกษาไม่รู้ว่ามีคำว่า ดิสเล็กสิก อยู่ เด็กที่เป็นดิสเล็กสิกก็คือเด็กโง่เง่า ปัญญาอ่อนในสายตาครู เขาบอกว่า ในต่างประเทศเขารู้จักคำว่า ดิสเล็กสิก มาตั้งสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคนในวงการศึกษาไทย มีกี่คนที่รู้จักและเข้าใจความหมายของคำคำนี้
เราเอาคอลัมน์ของไมเคิล ไรทให้พี่สาวเราอ่าน พี่สาวเราก็บอกว่า จริงที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักคำว่าดิสเล็กสิก แต่เรารู้จักมันมาหลายปีแล้ว ด้วยความบังเอิญ คือบังเอิญไปเสิร์ชเจอเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเรื่องนี้ ก็อ่านๆ จนเข้าใจ เขามีรายชื่อคนดังที่ประสบความสำเร็จหลายคนที่เป็นดิสเล็กสิก ประมาณว่าเป็นการพิสูจน์ว่า ดิสเล็กสิกไม่เกี่ยวกับสติปัญญาและความสามารถ
**โพสต์ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๗
หมายเหตุ - จากเว็บไซต์ของราชบัณฑิตฯ คำว่า dyslexia ถูกบัญญัติเป็นภาษาไทยว่า “ภาวะเสียการอ่านเข้าใจ” หรือ “ภาวะเสียการอ่านรู้ความ”
ขำได้ก็ดี: สาวกของเวดิล
- เคยได้ยินเรื่องสาวกของเดวิลที่เป็นดิสเล็กสิกไหม?
- เขาขายวิญญาณให้ซานตา
(จากเว็บไซต์ Joke fo the Day)
วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2551
ทุ่งทานตะวัน
เมื่อเช้าฟังวิทยุได้ยินเขาบอกว่า ตรงถนนเกษตรนวมินทร์ ช่วงแถวๆ หลังโรงเรียนสตรีวิทยา ๒ มีทุ่งทานตะวันใหญ่เบิ้ม ทางกทม. (หรือเขตฯ?) เขาไปขอความร่วมมือจากหมู่บ้านเสนานิเวศน์ใช้ที่ ๔๕ ไร่ ปลูกต้นทานตะวัน ตอนนี้กำลังออกดอกสีเหลืองทองอร่ามเต็มไปหมดฟังแล้วเลยได้คำตอบที่เราเก็บความสงสัย (อยู่เงียบๆ) มาปีกว่าๆ
เพราะช่วงวันหยุดสงกรานต์ปีที่แล้ว เราขับรถผ่านไปตรงที่เขาพูดถึงนี่แหละ แล้วก็เห็นทุ่งทานตะวันที่ว่านี้ ก็เลยจอดรถถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วก็สงสัยว่าใครหนอ ที่มาปลูกต้นทานตะวันพวกนี้ไว้ และปลูกไปทำไม และฯลฯ
แต่ไม่ว่าใครจะปลูก เราก็ชื่นชม เพราะได้เห็นดอกทานตะวันบานเป็นทุ่ง แล้วชื่นใจ ยิ้มได้ (เพิ่มขึ้นจากการได้ขับรถเต็มสปีดในถนนว่างๆ ของกรุงเทพฯ ซึ่งมีแค่ปีละครั้งตอนสงกรานต์)
ตอนนี้พ้นช่วงสงกรานต์มาแล้ว รถก็กลับมาติดเหมือนเดิม อากาศก็ร้อนยังกะนรก ตามถนนมีอะไรสวยๆ งามๆ ให้ดู ก็ได้คลายร้อน ได้เย็นใจกันบ้างก็ดีเนอะ ใครที่ไม่เคยเห็นทุ่งทานตะวัน อยากจะไปแอ็คท่าถ่ายรูป ก็ไปได้ อยู่ใกล้ๆ แค่นี้ ไม่ต้องขับไปต่างจังหวัดไกลๆ ให้เปลืองน้ำมันแล้ว :)
วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
บัตรเครดิต ๑๐๑
เคยเขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อ ๕ ปีก่อน ตั้งแต่สมัยยังเป็นไดอะรี่ไม่ใช่บล็อก ลองย้อนกลับไปอ่านดู เนื้อหาก็ยังไม่ล้าสมัยซะทีเดียว (เก่งเหมือนกันนะคนเขียนเนี่ย ฮ่าๆๆ) เลยเอามาแปะให้อ่านซ้ำ เป็นความรู้พื้นๆ เกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของบัตรเครดิต :)
Credit Card 101 Thursday, Jun. 13, 2002
ช่วงที่ผ่านมาในออฟฟิศคุยกันเรื่องบัตรเครดิตค่อนข้างบ่อย เพราะมีธนาคารต่างๆ มาตั้งโต๊ะรับสมัครที่ใต้ตึกบ่อยๆ บางทีก็มีคนมารายงาน “ข้อเสนอดีๆ” ให้ฟัง พวกเราส่วนใหญ่มีบัตรเครดิตกันคนละใบสองใบกันแล้ว ก็จะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่พอดีมีน้อง ๒-๓ คนที่เพิ่งจบจากมหาลัยเข้ามาทำงานใหม่ เขาก็ทำท่าสนใจแต่ก็ลังเลว่าจะสมัครดีไหม สมัครกับของธนาคารอะไรดี
เขาซักโน่นถามนี่เยอะแยะ เราก็เลยรู้ว่าคนบางคนก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับบัตรเครดิต โดยเฉพาะคนที่ยังไม่เคยมีบัตร เราก็เลยจัดการเล็คเชอร์ Credit Card ๑๐๑ ให้น้องเขาฟัง
บ้านเราเป็นคนทำการค้า คำว่า “เครดิต” ในความหมายของเตี่ยกับแม่ คือ “ดอกบี้ย” เรา “มีเครดิต” คือ เราสามารถเอาเงินของคนอื่นมาใช้ได้ก่อน แต่ถ้าเรา “ใช้เครดิต” คือ เราจะต้องจ่ายคืนเขาไปภายหลังพร้อมดอกเบี้ย เพราะฉะนั้น “การมีเครดิต” เยอะๆ เป็นเรื่องดี แต่ “การใช้เครดิต”เยอะๆ เป็นเรื่องไม่ดี
เตี่ยกับแม่เป็นคนยุคเงินสดอย่างแท้จริง ไม่ยอมใช้บัตรเครดิตใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะตอนที่เตี่ยกับแม่รู้จักบัตรเครดิตครั้งแรก เราต้องไป “ขอ” ธนาคารทำบัตร ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า ต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปี มีร้านค้าอยู่แค่ไม่กี่ร้านที่รับบัตรเครดิต และเวลาจ่ายบัตรเครดิตร้านค้าจะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากราคาสินค้า (ประมาณ ๒-๕%) สรุปว่าการใช้บัตรเครดิตสมัยก่อนไม่มีข้อดีอะไรเลย โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ต้องการ “ใช้เครดิต” ของคนอื่น
แต่สมัยนี้เป็นยุคทองของคนใช้บัตรเครดิตอย่างแท้จริง ธนาคารต้องหันมา “อ้อนวอน” ให้คนทำบัตรเครดิต มีข้อเสนอจูงใจต่างๆ นานา ถ้าใครมีบัตรเครดิตที่ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีให้กับธนาคาร ควรรีบโทรไปยกเลิกบัตรโดยด่วน เพราะตอนนี้มีธนาคารหลายที่ ที่พร้อมจะให้เราใช้บัตรเครดิตได้ฟรีตลอดชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไข บางธนาคารแจกของแถมทันทีที่ใบสมัครได้รับการอนุมัติ บางธนาคารแจกของแถมทันทีที่เรายื่นใบสมัครด้วยซ้ำ การใช้บัตรก็แสนจะสะดวกสบาย เพราะใช้ได้แทบทุกที่ เวลาจ่ายเงินก็ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม แถมตอนเวลาที่มีโปรโมชั่นยังอาจจะได้ของแถมอีกต่างหาก
แต่บัตรเครดิตก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย บัตรเครดิตจะทำให้คนใช้เงินฟุ่มเฟือย เพราะมันสะดวกและไม่เป็นรูปธรรม ลองนึกดูว่าถ้าเราจะซื้อของราคา ๕,๐๐๐ บาท ถ้าจ่ายด้วยเงินสด เราก็อาจจะต้องไปเบิกเงินจากเอทีเอ็ม (มีเวลาคิดไตร่ตรองว่ามันสมควรซื้อจริงหรือเปล่า) ต้องนับแบ็งค์พันห้าใบและเห็นมันปลิวจากมือเราไปเข้ามือคนขาย (เกิดอาการตกใจหรือเสียดายว่าเงินเยอะจัง) แต่ถ้าจ่ายบัตรเครดิต เราดูราคาปุ๊บตัดสินใจซื้อปั๊บ คนขายพิมพ์สลิปบัตรมาปุ๊บเราก็รับมาเซ็นปั๊บ แค่กระดาษใบเดียว มันไม่ทำให้รู้สึกว่าได้จ่ายเงินออกไปจริงๆ กว่าจะมารู้อีกทีว่าใช้เงินไปก็ตอนที่เขาส่งบิลมาเก็บตังค์
เหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ ถ้าเราเผลอไปใช้เงินเกินกว่าที่เรามีอยู่ เพราะปกติบัตรเครดิตจะให้วงเงินมากกว่าเงินเดือนของเราประมาณ ๒ เท่า คนที่ไม่รู้จักควบคุมการใช้เงินอาจจะซื้อของจนเต็มวงเงิน พอเขาส่งบิลมาเรียกเก็บก็อ้วกแตกเพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย
ถ้าเอาเงินไปจ่ายไม่ทัน หรือจ่ายไม่เต็มจำนวนที่เราใช้ไป ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยแพงมากขนาดที่แขกอาบังที่ออกเงินกู้ยังอาย นอกจากนี้แล้วธนาคารก็ยังพยายามจะโปรโมทให้คนถอนเงินสดจากบัตรเครดิตออกมาใช้ ถอนได้ครั้งละหลายหมื่นบาท ถอนได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ฯลฯ แต่เขามีตัวหนังสือเขียนไว้เล็กนิดเดียวว่าเขาคิดค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่ถอนเงิน และคิดดอกเบี้ย (ขนาดที่แขกอาบังที่ออกเงินกู้ยังอายอีกเหมือนกัน)
พวกค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยพวกนี้แหละคือสิ่งที่ธนาคารต้องการ เพราะเขาจะได้กำไรจากการใช้บัตรเครดิตของเราก็จากค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยเป็นหลัก
ถ้าถามเราว่าใช้บัตรเครดิตดีไหม เราก็ว่าดีนะเพราะสะดวก ไม่ต้องพกเงินเยอะๆ แต่เราต้องใช้ให้ฉลาด จะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เราใช้วิธีคิดว่าบัตรเครดิตเป็นเหมือนกับบัตรเดบิตหรือบัตรเอทีเอ็ม คือ ไม่สนใจวงเงินที่ธนาคารกำหนดให้มา แต่คิดว่าเรามีเงินอยู่เท่าไหร่ ทุกครั้งที่ใช้บัตรเครดิต จ่ายค่าอะไรไปเท่าไหร่ก็ลดจำนวนเงินที่เรามีอยู่ลงไปเท่านั้น เมื่อไหร่ที่เงินหมด ก็ต้องหยุดใช้บัตรแล้ว (เพราะเรากำลังจะเริ่มใช้เงินที่ไม่ใช่ของเรา ซึ่งเป็นเงินที่เราจะต้องคืนเขาไปพร้อมกับดอกเบี้ย)
นอกจากนี้แล้วเราก็จะไม่ถอนเงินสดจากบัตรเครดิตออกมาใช้ เวลามีบิลมาเรียกเก็บก็จะจ่ายเงินเต็มจำนวนทุกครั้ง และจ่ายให้ตรงเวลา (มีเทคนิคอีกอันหนึ่งจะแนะนำ คือถ้าเราลืมจริงๆ เอาเงินไปจ่ายไม่ทัน ปกติธนาคาจะคิดค่าธรรมเนียมการจ่ายเงินช้า (ไม่แน่ใจว่า ๒๐๐ หรือ ๔๐๐ บาท) โดยไม่สนใจว่าจะช้าไปกี่วัน ถ้าบิลของเราครบกำหนดเมื่อวาน แต่เพิ่งนึกได้วันนี้ ให้ลองโทรไปที่ธนาคารแล้วคุยกับเขาดู บอกเขาว่าเราลืม และจะเอาเงินไปจ่ายภายในวันนั้น บางที “อาจจะ” ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม ๒๐๐ บาทนั้น แต่เราต้องรีบๆ โทรนะ ไม่ใช่รอไป ๗ วันแล้วค่อยโทร. แต่ทางที่ดีที่สุดคือจ่ายให้ตรงเวลา)
ส่วนจะทำบัตรของธนาคารอะไรดี ก็ต้องดูข้อเสนอที่ได้ ตอนนี้ธนาคารส่วนใหญ่จะให้ทำบัตรฟรีโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมปีแรกเหมือนกันหมด (ปีต่อๆ ไปอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่เท่าที่ผ่านมาเรายังไม่เคยต้องเสีย แต่จะใช้เทคนิค (ที่ค่อนข้างจะเป็นที่รู้กัน) โทรไปบอกว่าจะยกเลิกบัตรเพราะไม่อยากจ่ายค่าธรรมเนียม ถ้าเราใช้บัตรนั้นเป็นประจำและจ่ายเงินค่อนข้างตรงเวลา ส่วนใหญ่เขาจะยอมให้เราใช้ต่อโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม)
หลายๆ บัตรมีโปรแกรมสะสมแต้ม บางคนบอกว่าโปรแกรมของธนาคารโน้นดีกว่าธนาคารนี้ ธนาคารนี้ดีกว่าธนาคารนั้น แต่เราว่าไม่ค่อยแตกต่างกันมาก บางธนาคารมีบัตรโคแบรนด์ (Co-Brand) คือ ธนาคารไปร่วมกับห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าทำบัตรเครดิตขึ้นมา ก็อาจจะได้ส่วนลดเวลาซื้อของที่ห้างที่ธนาคารไปร่วม แบบนี้ก็เลือกเอาตามใจชอบ เราก็ว่าไม่ค่อยแตกต่างอีกเหมือนกัน ที่เราสนใจมากกว่า คือ วิธีการจ่ายเงิน เรามักจะเลือกธนาคารที่เราสามารถไปจ่ายเงินได้สะดวกเป็นหลัก เพราะถ้าจ่ายเงินไม่สะดวก เรามีโอกาสจะพลาดจ่ายเงินไม่ทันได้
ที่เขียนวันนี้อาจจะน่าเบื่อ แต่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มี “เด็กๆ” ผ่านเข้ามาอ่านไดอะรี่เราบ้างเหมือนกัน เลยคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง เพราะเรื่องพวกนี้ไม่มีสอนที่ไหน (เพราะมันไร้สาระเกินไป ฮ่าๆๆๆ)
Credit Card 101 Thursday, Jun. 13, 2002
ช่วงที่ผ่านมาในออฟฟิศคุยกันเรื่องบัตรเครดิตค่อนข้างบ่อย เพราะมีธนาคารต่างๆ มาตั้งโต๊ะรับสมัครที่ใต้ตึกบ่อยๆ บางทีก็มีคนมารายงาน “ข้อเสนอดีๆ” ให้ฟัง พวกเราส่วนใหญ่มีบัตรเครดิตกันคนละใบสองใบกันแล้ว ก็จะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่พอดีมีน้อง ๒-๓ คนที่เพิ่งจบจากมหาลัยเข้ามาทำงานใหม่ เขาก็ทำท่าสนใจแต่ก็ลังเลว่าจะสมัครดีไหม สมัครกับของธนาคารอะไรดี
เขาซักโน่นถามนี่เยอะแยะ เราก็เลยรู้ว่าคนบางคนก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับบัตรเครดิต โดยเฉพาะคนที่ยังไม่เคยมีบัตร เราก็เลยจัดการเล็คเชอร์ Credit Card ๑๐๑ ให้น้องเขาฟัง
บ้านเราเป็นคนทำการค้า คำว่า “เครดิต” ในความหมายของเตี่ยกับแม่ คือ “ดอกบี้ย” เรา “มีเครดิต” คือ เราสามารถเอาเงินของคนอื่นมาใช้ได้ก่อน แต่ถ้าเรา “ใช้เครดิต” คือ เราจะต้องจ่ายคืนเขาไปภายหลังพร้อมดอกเบี้ย เพราะฉะนั้น “การมีเครดิต” เยอะๆ เป็นเรื่องดี แต่ “การใช้เครดิต”เยอะๆ เป็นเรื่องไม่ดี
เตี่ยกับแม่เป็นคนยุคเงินสดอย่างแท้จริง ไม่ยอมใช้บัตรเครดิตใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะตอนที่เตี่ยกับแม่รู้จักบัตรเครดิตครั้งแรก เราต้องไป “ขอ” ธนาคารทำบัตร ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า ต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปี มีร้านค้าอยู่แค่ไม่กี่ร้านที่รับบัตรเครดิต และเวลาจ่ายบัตรเครดิตร้านค้าจะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากราคาสินค้า (ประมาณ ๒-๕%) สรุปว่าการใช้บัตรเครดิตสมัยก่อนไม่มีข้อดีอะไรเลย โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ต้องการ “ใช้เครดิต” ของคนอื่น
แต่สมัยนี้เป็นยุคทองของคนใช้บัตรเครดิตอย่างแท้จริง ธนาคารต้องหันมา “อ้อนวอน” ให้คนทำบัตรเครดิต มีข้อเสนอจูงใจต่างๆ นานา ถ้าใครมีบัตรเครดิตที่ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีให้กับธนาคาร ควรรีบโทรไปยกเลิกบัตรโดยด่วน เพราะตอนนี้มีธนาคารหลายที่ ที่พร้อมจะให้เราใช้บัตรเครดิตได้ฟรีตลอดชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไข บางธนาคารแจกของแถมทันทีที่ใบสมัครได้รับการอนุมัติ บางธนาคารแจกของแถมทันทีที่เรายื่นใบสมัครด้วยซ้ำ การใช้บัตรก็แสนจะสะดวกสบาย เพราะใช้ได้แทบทุกที่ เวลาจ่ายเงินก็ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม แถมตอนเวลาที่มีโปรโมชั่นยังอาจจะได้ของแถมอีกต่างหาก
แต่บัตรเครดิตก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย บัตรเครดิตจะทำให้คนใช้เงินฟุ่มเฟือย เพราะมันสะดวกและไม่เป็นรูปธรรม ลองนึกดูว่าถ้าเราจะซื้อของราคา ๕,๐๐๐ บาท ถ้าจ่ายด้วยเงินสด เราก็อาจจะต้องไปเบิกเงินจากเอทีเอ็ม (มีเวลาคิดไตร่ตรองว่ามันสมควรซื้อจริงหรือเปล่า) ต้องนับแบ็งค์พันห้าใบและเห็นมันปลิวจากมือเราไปเข้ามือคนขาย (เกิดอาการตกใจหรือเสียดายว่าเงินเยอะจัง) แต่ถ้าจ่ายบัตรเครดิต เราดูราคาปุ๊บตัดสินใจซื้อปั๊บ คนขายพิมพ์สลิปบัตรมาปุ๊บเราก็รับมาเซ็นปั๊บ แค่กระดาษใบเดียว มันไม่ทำให้รู้สึกว่าได้จ่ายเงินออกไปจริงๆ กว่าจะมารู้อีกทีว่าใช้เงินไปก็ตอนที่เขาส่งบิลมาเก็บตังค์
เหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ ถ้าเราเผลอไปใช้เงินเกินกว่าที่เรามีอยู่ เพราะปกติบัตรเครดิตจะให้วงเงินมากกว่าเงินเดือนของเราประมาณ ๒ เท่า คนที่ไม่รู้จักควบคุมการใช้เงินอาจจะซื้อของจนเต็มวงเงิน พอเขาส่งบิลมาเรียกเก็บก็อ้วกแตกเพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย
ถ้าเอาเงินไปจ่ายไม่ทัน หรือจ่ายไม่เต็มจำนวนที่เราใช้ไป ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยแพงมากขนาดที่แขกอาบังที่ออกเงินกู้ยังอาย นอกจากนี้แล้วธนาคารก็ยังพยายามจะโปรโมทให้คนถอนเงินสดจากบัตรเครดิตออกมาใช้ ถอนได้ครั้งละหลายหมื่นบาท ถอนได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ฯลฯ แต่เขามีตัวหนังสือเขียนไว้เล็กนิดเดียวว่าเขาคิดค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่ถอนเงิน และคิดดอกเบี้ย (ขนาดที่แขกอาบังที่ออกเงินกู้ยังอายอีกเหมือนกัน)
พวกค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยพวกนี้แหละคือสิ่งที่ธนาคารต้องการ เพราะเขาจะได้กำไรจากการใช้บัตรเครดิตของเราก็จากค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยเป็นหลัก
ถ้าถามเราว่าใช้บัตรเครดิตดีไหม เราก็ว่าดีนะเพราะสะดวก ไม่ต้องพกเงินเยอะๆ แต่เราต้องใช้ให้ฉลาด จะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เราใช้วิธีคิดว่าบัตรเครดิตเป็นเหมือนกับบัตรเดบิตหรือบัตรเอทีเอ็ม คือ ไม่สนใจวงเงินที่ธนาคารกำหนดให้มา แต่คิดว่าเรามีเงินอยู่เท่าไหร่ ทุกครั้งที่ใช้บัตรเครดิต จ่ายค่าอะไรไปเท่าไหร่ก็ลดจำนวนเงินที่เรามีอยู่ลงไปเท่านั้น เมื่อไหร่ที่เงินหมด ก็ต้องหยุดใช้บัตรแล้ว (เพราะเรากำลังจะเริ่มใช้เงินที่ไม่ใช่ของเรา ซึ่งเป็นเงินที่เราจะต้องคืนเขาไปพร้อมกับดอกเบี้ย)
นอกจากนี้แล้วเราก็จะไม่ถอนเงินสดจากบัตรเครดิตออกมาใช้ เวลามีบิลมาเรียกเก็บก็จะจ่ายเงินเต็มจำนวนทุกครั้ง และจ่ายให้ตรงเวลา (มีเทคนิคอีกอันหนึ่งจะแนะนำ คือถ้าเราลืมจริงๆ เอาเงินไปจ่ายไม่ทัน ปกติธนาคาจะคิดค่าธรรมเนียมการจ่ายเงินช้า (ไม่แน่ใจว่า ๒๐๐ หรือ ๔๐๐ บาท) โดยไม่สนใจว่าจะช้าไปกี่วัน ถ้าบิลของเราครบกำหนดเมื่อวาน แต่เพิ่งนึกได้วันนี้ ให้ลองโทรไปที่ธนาคารแล้วคุยกับเขาดู บอกเขาว่าเราลืม และจะเอาเงินไปจ่ายภายในวันนั้น บางที “อาจจะ” ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม ๒๐๐ บาทนั้น แต่เราต้องรีบๆ โทรนะ ไม่ใช่รอไป ๗ วันแล้วค่อยโทร. แต่ทางที่ดีที่สุดคือจ่ายให้ตรงเวลา)
ส่วนจะทำบัตรของธนาคารอะไรดี ก็ต้องดูข้อเสนอที่ได้ ตอนนี้ธนาคารส่วนใหญ่จะให้ทำบัตรฟรีโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมปีแรกเหมือนกันหมด (ปีต่อๆ ไปอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่เท่าที่ผ่านมาเรายังไม่เคยต้องเสีย แต่จะใช้เทคนิค (ที่ค่อนข้างจะเป็นที่รู้กัน) โทรไปบอกว่าจะยกเลิกบัตรเพราะไม่อยากจ่ายค่าธรรมเนียม ถ้าเราใช้บัตรนั้นเป็นประจำและจ่ายเงินค่อนข้างตรงเวลา ส่วนใหญ่เขาจะยอมให้เราใช้ต่อโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม)
หลายๆ บัตรมีโปรแกรมสะสมแต้ม บางคนบอกว่าโปรแกรมของธนาคารโน้นดีกว่าธนาคารนี้ ธนาคารนี้ดีกว่าธนาคารนั้น แต่เราว่าไม่ค่อยแตกต่างกันมาก บางธนาคารมีบัตรโคแบรนด์ (Co-Brand) คือ ธนาคารไปร่วมกับห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าทำบัตรเครดิตขึ้นมา ก็อาจจะได้ส่วนลดเวลาซื้อของที่ห้างที่ธนาคารไปร่วม แบบนี้ก็เลือกเอาตามใจชอบ เราก็ว่าไม่ค่อยแตกต่างอีกเหมือนกัน ที่เราสนใจมากกว่า คือ วิธีการจ่ายเงิน เรามักจะเลือกธนาคารที่เราสามารถไปจ่ายเงินได้สะดวกเป็นหลัก เพราะถ้าจ่ายเงินไม่สะดวก เรามีโอกาสจะพลาดจ่ายเงินไม่ทันได้
ที่เขียนวันนี้อาจจะน่าเบื่อ แต่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มี “เด็กๆ” ผ่านเข้ามาอ่านไดอะรี่เราบ้างเหมือนกัน เลยคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง เพราะเรื่องพวกนี้ไม่มีสอนที่ไหน (เพราะมันไร้สาระเกินไป ฮ่าๆๆๆ)
วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2550
ฮีโร่กับสารบัญชีวิต
วันก่อนได้อ่านบทสัมภาษณ์ที่ดีมากๆ ในมติชนสุดสัปดาห์ ที่ว่าดีมากๆ เพราะเป็นคนที่เราชื่นชมมากๆ คนหนึ่ง คือพี่เก้ง จิระ มะลิกุล เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับหนังเรื่องใหม่ที่พี่เก้งจะทำ คือเรื่อง “เหมืองแร่” บทประพันธ์ของ “อาจินต์ ปัญจพรรค์” ศิลปินแห่งชาติ
พี่เก้งบอกว่า อ่านเรื่องชุดเหมืองแร่ตั้งแต่ยังเด็กๆ เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่จำได้และประทับใจ และต่อมาตอนโตได้มาอ่านอีก ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่อยากจะเอามาทำเป็นหนังมากๆ แต่ในหนังสือคุณอาจินต์เคยเขียนไว้ประมาณว่า เขามองเห็นภาพของ “เหมืองแร่” เป็นแอ็คชั่นที่ผ่านการอ่านผ่านตัวหนังสือไม่ใช่ผ่านภาพยนตร์ ซึ่งแบบนี้ก็เป็นการบอกกลายๆ ว่า ไม่ขาย
ตอนหลังพี่เก้งก็ไปรอคุณอาจินต์ในงานเปิดตัวหนังสือของ “เชิด ทรงศรี” เรื่อง “นั่งคุยกับความตาย” (เขียนเป็นตอนๆ ลงในมติชนสุดสัปดาห์ก่อนจะเอามารวมเล่มขาย) พอเข้าไปก็คุยกับคุณอาจินต์ว่าประทับใจหนังสืออย่างไร มองว่าเรื่องราวในหนังสือมีความเป็นแอ็คชั่นที่จะนำมาถ่ายทอดเป็นหนังได้อย่างไร (ซึ่งเรื่องราวที่เขายกขึ้นมา เป็นประมาณว่าแสดงความเป็น “แฟนนานุแฟน” และ “อิน” กับเรื่องเหมืองแร่เอามากๆ)
คุณอาจินต์ฟังจบแล้วพูดมาสั้นๆ ๕ คำว่า “ผมขายให้คุณ” (อ้าว... นี่มันแค่ ๔ คำเองอ่ะ คำพูดจริงๆ ว่าอะไรจำไม่ได้อ่ะ จำได้แต่ว่า ๕ คำ และตกลงว่าคุณอาจินต์ขายเรื่องเหมืองแร่ให้พี่เก้ง :P) หลังจากได้เรื่องเหมืองแร่มา พี่เก้งก็ทำบทขึ้นมาแล้วก็ไปคุยกับคุณอาจินต์ คุณอาจินต์บอกว่า ผมขายเรื่องให้คุณแล้วคุณจะไปทำอย่างไรเป็นสิทธิ์ของคุณ ผมขอดูบทแรกอย่างเดียว อยากรู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง
พี่เก้งมีความประทับใจกับเรื่องราวการเรียนรู้ของตัวละคร (คุณอาจินต์) มาก ในการที่ต้องไปใช้ชีวิต ๔ ปีที่เหมืองแร่ในจังหวัดพังงา หลังจากโดนรีไทร์จากคณะวิศวะ เป็นเหมือนกับการถูกส่งไปดัดสันดาน เป็นยุคสมัยที่จังหวัดพังงามีความกันดารพอๆกับเมืองจีน (ผู้ชายที่ถูกส่งไปพังงา เกิน ๓ ปี เมียมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะมีสามีใหม่ กันดารประมาณนั้น) เป็นยุคสมัยที่ลูกผู้ชายพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ และ เกียรติยศ เป็นเรื่องที่คุณต้อง “ขุด” ขึ้นมาเอง
เรื่องเหมืองแร่ก็มีแค่นี้ แต่ที่อยากจะเล่าคือมีคำถามอื่นๆ ที่คนสัมภาษณ์ถามพี่เก้ง แล้วพี่เก้งตอบถูกใจเรา อย่างคำถามเรื่องประมาณว่า มีใครเป็นฮีโร่ที่คิดว่าจะเอาเป็นแบบอย่างหรือสร้างแรงบันดาลใจให้ในการทำงาน พี่เก้งเล่าว่า เขาเคยมีคนที่เป็นฮีโร่ในใจเขา แล้วไปเจอคนนี้ตัวเป็นๆ ก็แอบไปด้อมๆ มองๆ ส่องเข้าไปในรถเขา ดูว่าฮีโร่ของตัวเองฟังเพลงอะไร อ่านหนังสืออะไร แต่ปรากฏว่า พี่ฮีโร่ไม่ได้ฟังเพลงแบบที่เขาชอบ ไม่ได้อ่านหนังสือประเภทที่เขาอ่าน ก็บอกว่า ฮีโร่ ไม่ได้มีไว้ให้เขาปฏิบัติตัวตาม แต่มีไว้เป็นคำเรียกคนที่รู้สึกชื่นชอบชื่นชมในผลงาน อันนี้เรารู้สึกว่าเป็นการชื่นชมฮีโร่อย่างมีสติโดยแท้จริง
เขาพูดเรื่องผลงานหรือความสำเร็จว่า เป็นเหมือนกับสารบัญของชีวิต ถ้าสิ่งไหนอันไหนที่เขาตั้งใจทำแล้ว ประสบความสำเร็จก็น่าภูมิใจ แต่ถ้าอันไหนที่ทำได้ไม่ดี หรือไม่ได้ตั้งใจทำให้ดี เราก็ไม่ค่อยอยากจะเอ่ยถึง อยากจะเปิดข้ามบทนั้น–ตอนนั้นไป ดังนั้นในการ ทำงานก็ตั้งใจว่า จะให้มีแต่บทที่อยากจะเปิดไปอ่าน อยากจะบันทึกไว้ในสารบัญ มากกว่าที่จะให้มีบทที่เราอยากเปิดข้ามมันไป มานึกถึงชีวิตเราเอง ก็มีบางช่วงบางตอนที่เรารู้สึกไม่ภูมิใจ รู้สึกพ่ายแพ้ล้มเหลว และไม่อยากจะเอ่ยไม่อยากจะจำเหมือนกัน แถมไอ้ส่วนที่ประสบความสำเร็จภูมิใจเสนอก็ไม่ค่อยมี สารบัญชีวิตเราสั้นน่าดูเลย
สูตรสำเร็จของความสำเร็จ
วันนี้ขับรถกลับบ้าน ฟังรายการไอทีทางช่อง ๑๐๐.๕ อย่างเคย ทันได้ฟังสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัทซีทีเอเชีย เป็นบริษัทที่ขายซอฟท์แวร์ (ไม่แน่ใจว่าขายฮาร์ดแวร์ด้วยหรือเปล่า) ที่จัดการเกี่ยวกับ Multimedia Messaging Control (อะไรประมาณนั้น) เท่าที่ฟังทัน เขาบอกว่า จะเป็นการจัดการทั้งข้อความที่เป็นเสียง (คนโทรศัพท์เข้ามาหาเรา ฝากข้อความได้) ที่เป็นอีเมล และที่เป็นภาพ ที่ต่างจากระบบฝากข้อความทั่วไปคือ ข้อความเสียงจะมาปรากฏบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าเราต้องการฟอร์เวิร์ดข้อความให้คนอื่น ก็ส่งเป็นไฟล์เสียงผ่านอีเมลไปหาคนอื่นได้ (อะไรประมาณเนี้ย)
คอนเซ็ปต์นี้ เราเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้วตอนที่ยังทำหน้าที่ไอทีโคฯ มีบริษัทที่เราใช้ตู้ PBX (สลับสายโทรศัพท์+จัดการ Voice Mail) มาพรีเซนต์ให้ฟังเหมือนกัน (ก่อนหน้านี้รู้สึกจะเป็นของ AT&T แล้วตอนหลังโดน Lucent ซื้อไป ตอนนี้ตู้ก็เลยติดโลโก้ของ Lucent) แต่บริษัทเราไม่ได้ใช้เพราะต้องอัพเกรดทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์อีกหลายแสน ก็เลยใช้แค่ระบบเดิมที่ใช้อยู่ ที่เราฟังคุณเฉลิมพล (ผู้บริหารซีทีเอเชีย) เล่าให้ฟังว่าทำอะไร เราว่าเขามีแนวความคิดที่น่าสนใจมาก
เขาบอกว่า บริษัทของเขาเป็นคนไทยล้วน แต่ต้องพรีเซนต์ตัวเองให้เหมือนไม่ใช่คนไทย เพราะลูกค้าคนไทยเห็นแล้วไม่ค่อยเชื่อถือคนไทยด้วยกัน พวกโบรชัวร์ต่างๆ ต้องทำให้ดูเหมือนกับเป็นบริษัทฝรั่ง เขาบอกว่าเขาเคยไปทำโร้ดโชว์ตั้งบูธตามงานคอมพิวเตอร์ต่างๆ ในต่างประเทศ ก็ล้มเหลวไม่ได้เรื่อง เพราะภาพพจน์ประเทศไทยเป็นครัวของโลก ส่งออกข้าว ส่งออกผลไม้อาหารการกิน ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ขายซอฟท์แวร์ ตอนหลังเขาต้องเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการเปิดตลาดจากบริษัทในไทยที่เป็นสาขาจากต่างประเทศ พิสูจน์ให้บริษัทในไทยเห็นว่าซอฟท์แวร์ใช้งานได้ดี ระบบใช้งานได้ดี ราคาถูก แล้วขยายไปขายต่อให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ
คนจัดรายการให้แนะนำว่าทำยังไงถึงสร้างชื่อได้ ทำยังไงถึงประสบความสำเร็จ คำตอบของเขาคือ “ต้องอดทน มุ่งมั่น และพึ่งตัวเอง” คำตอบนี้เก่าจริงๆ ได้ยินจนเบื่อแล้วอ่ะ ไปถามคำถามนี้กับเจ้าสัวใหญ่ที่ในอดีตมีแค่เสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน ก็ได้คำตอบแบบนี้เหมือนกัน เหมือนไม่ใช่ของใหม่ ก็น่าจะรู้ๆ กันหมด แต่ทำไมทำไม่ได้อย่างเขา ก็คงเป็นประมาณว่า ที่ว่า “อดทน” ต้องอดทนแค่ไหน ขีดจำกัดของคนมันก็ไม่เท่ากัน ที่ว่า “มุ่งมั่น” ต้องมุ่งมั่นแค่ไหน (คุณเฉลิมพล บอกว่า คนไทยฉลาดมีไอคิวสูง แต่ไม่มุ่งมั่นพอ ทำให้เวลาเจออุปสรรคเจอปัญหา ก็เลือกไปทางง่าย ไปทางสบาย)
คนจัดรายการถามว่า เท่าที่เจอปัญหาที่ต้องต่อสู้ ต้องแก้ไขมากมาย คิดว่าต้องการให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลืออย่างไร คุณเฉลิมพลบอกว่า ในการจะประสบความสำเร็จในธุรกิจซอฟท์แวร์นี้ มันต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก จะให้รัฐบาลช่วยโน่นช่วยนี่ไม่ได้ ที่รัฐบาลช่วยก็เป็นเรื่องดี (อย่างบริษัทเขาได้บีโอไอก็ได้ส่วนลดทางภาษี) แต่ยังไงก็ต้องพึ่งตัวเอง (เราว่าถ้าทุกคนคิดแบบคุณคนนี้ ประเทศไทยไม่มีคนจน)
เขายังบอกอีกว่า การทำธุรกิจต้องทำเป็นทีม มีพาร์ทเนอร์ที่มีความเป็นมืออาชีพในทุกทาง บริษัทของเขาก่อตั้งกันมากับเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน และไปเรียนต่อที่ USC ด้วยกัน เพื่อนเขาเป็นคนดูแลด้านเทคนิค ส่วนเขาดูด้านกลยุทธ์การตลาด ด้านเทคนิคต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ดี แล้วก็ต้องมีด้านการตลาดเพื่อที่จะรู้จักขายรู้จักหาช่องทางนำเสนอไปหาลูกค้า ได้ยินว่าบริษัทเขากำลังไปได้ดี ฟังการพูดการจาของเขา แล้วรู้สึกชื่นชมความมีวิสัยทัศน์ และไม่แปลกใจที่เขาประสบความสำเร็จ
ในรายการเดียวกัน หลังจากเล่าเรื่องบริษัทซีทีเอเชียไปแล้ว เขาเล่าเรื่องดร.หนุ่มๆ จากจุฬา (ที่จริงได้ดร.จากต่างประเทศนะ) รวมตัวกันเปิดโรงเรียนกวดวิชาไอฟาสต์ (คิดว่าประมาณนี้นะ เขาไม่ได้สะกดให้ฟัง เลยไม่รู้ว่าจริงๆ จะสะกดยังไง) โดยเริ่มเปิดตัวจากการสอนฟิสิกส์ในโรงหนัง (อีจีวีลาดพร้าว) ไอเดียก็คือเป็นการสอนแบบกึ่งบันเทิง เอาไอทีเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน
พวกดร.ที่ตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมา เขาบอกว่าที่อยากทำก็เพราะในปัจจุบันคะแนนสอบของเด็กนักเรียนคือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นข้อสอบปรนัย ๔ คำตอบ กาคำตอบแบบเดาสุ่มไม่ใช้สมองเลย ก็มีโอกาสถูก ๑ ใน ๔ คือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน แสดงว่าระบบการเรียนของเรามีปัญหา เรียนหรือไม่เรียนก็ได้คะแนนพอๆ กัน เขาเลยอยากจะนำเสนอแนวทางการเรียนการสอนแบบใหม่ ที่คิดว่า (หรือหวังว่า) จะทำให้การเรียนรู้ได้ผลมากขึ้น
เราเห็นด้วยว่า “มีปัญหา” แต่เราสงสัยว่า มันเกิดจากระบบการเรียนการสอนที่น่าเบื่อ เน้นการท่องจำจริงๆ หรือ เราสงสัยว่า ระบบการเรียนการสอนแบบโบราณมันไม่ได้ผลจริงๆ หรือ ถ้ามันจริง ผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยโบราณมันเกิดจากอะไร
เรามองแบบคนหัวโบราณ ก็ต้องบอกว่า ปัญหามันอยู่ที่ค่านิยมของคนสมัยนี้ พ่อแม่สมัยนี้บอกว่า ไม่บังคับลูก ให้ลูกได้เรียนอย่างที่ชอบ ให้เป็นคนดีก็พอแล้ว ชีวิตไม่มีแรงกดดัน ไม่ต้องพยายามอะไรเลย จนกลายเป็นความเฉื่อย รักสบาย ไม่อดทน (อ๋อ เรื่องเรียนมันน่าเบื่อ ยากลำบาก เดี๋ยวมีคนคิดวิธีการเรียนแบบบันเทิงขึ้นมาให้ ชีวิตมันมีจะแต่บันเทิงหรือไง ลำบากกันไม่เป็นแล้ว) แล้วก็เลี้ยงลูกมาแบบพ่อแม่อยู่ค้ำฟ้า จะทำให้ลูกหมดทุกอย่าง อาหารป้อนให้ถึงปาก เงินทองข้าวของเครื่องใช้หยิบให้ถึงมือ นี่ถ้าความรู้มันฟีดตรงใส่สมองเข้าไปได้ก็คงทำกันไปแล้ว นี่แหละความเจริญและการพัฒนายุคนี้
ปล. เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าที่เคยเขียนไว้ และโพสต์ครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๗ คงจะหายแปลกใจว่าทำไมหนังเหมืองแร่ฉายตั้งหลายปีแล้ว ทำไมพี่เก้งเพิ่งมาให้สัมภาษณ์ไป “เมื่อวันก่อน” :)
พี่เก้งบอกว่า อ่านเรื่องชุดเหมืองแร่ตั้งแต่ยังเด็กๆ เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่จำได้และประทับใจ และต่อมาตอนโตได้มาอ่านอีก ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่อยากจะเอามาทำเป็นหนังมากๆ แต่ในหนังสือคุณอาจินต์เคยเขียนไว้ประมาณว่า เขามองเห็นภาพของ “เหมืองแร่” เป็นแอ็คชั่นที่ผ่านการอ่านผ่านตัวหนังสือไม่ใช่ผ่านภาพยนตร์ ซึ่งแบบนี้ก็เป็นการบอกกลายๆ ว่า ไม่ขาย
ตอนหลังพี่เก้งก็ไปรอคุณอาจินต์ในงานเปิดตัวหนังสือของ “เชิด ทรงศรี” เรื่อง “นั่งคุยกับความตาย” (เขียนเป็นตอนๆ ลงในมติชนสุดสัปดาห์ก่อนจะเอามารวมเล่มขาย) พอเข้าไปก็คุยกับคุณอาจินต์ว่าประทับใจหนังสืออย่างไร มองว่าเรื่องราวในหนังสือมีความเป็นแอ็คชั่นที่จะนำมาถ่ายทอดเป็นหนังได้อย่างไร (ซึ่งเรื่องราวที่เขายกขึ้นมา เป็นประมาณว่าแสดงความเป็น “แฟนนานุแฟน” และ “อิน” กับเรื่องเหมืองแร่เอามากๆ)
คุณอาจินต์ฟังจบแล้วพูดมาสั้นๆ ๕ คำว่า “ผมขายให้คุณ” (อ้าว... นี่มันแค่ ๔ คำเองอ่ะ คำพูดจริงๆ ว่าอะไรจำไม่ได้อ่ะ จำได้แต่ว่า ๕ คำ และตกลงว่าคุณอาจินต์ขายเรื่องเหมืองแร่ให้พี่เก้ง :P) หลังจากได้เรื่องเหมืองแร่มา พี่เก้งก็ทำบทขึ้นมาแล้วก็ไปคุยกับคุณอาจินต์ คุณอาจินต์บอกว่า ผมขายเรื่องให้คุณแล้วคุณจะไปทำอย่างไรเป็นสิทธิ์ของคุณ ผมขอดูบทแรกอย่างเดียว อยากรู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง
พี่เก้งมีความประทับใจกับเรื่องราวการเรียนรู้ของตัวละคร (คุณอาจินต์) มาก ในการที่ต้องไปใช้ชีวิต ๔ ปีที่เหมืองแร่ในจังหวัดพังงา หลังจากโดนรีไทร์จากคณะวิศวะ เป็นเหมือนกับการถูกส่งไปดัดสันดาน เป็นยุคสมัยที่จังหวัดพังงามีความกันดารพอๆกับเมืองจีน (ผู้ชายที่ถูกส่งไปพังงา เกิน ๓ ปี เมียมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะมีสามีใหม่ กันดารประมาณนั้น) เป็นยุคสมัยที่ลูกผู้ชายพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ และ เกียรติยศ เป็นเรื่องที่คุณต้อง “ขุด” ขึ้นมาเอง
เรื่องเหมืองแร่ก็มีแค่นี้ แต่ที่อยากจะเล่าคือมีคำถามอื่นๆ ที่คนสัมภาษณ์ถามพี่เก้ง แล้วพี่เก้งตอบถูกใจเรา อย่างคำถามเรื่องประมาณว่า มีใครเป็นฮีโร่ที่คิดว่าจะเอาเป็นแบบอย่างหรือสร้างแรงบันดาลใจให้ในการทำงาน พี่เก้งเล่าว่า เขาเคยมีคนที่เป็นฮีโร่ในใจเขา แล้วไปเจอคนนี้ตัวเป็นๆ ก็แอบไปด้อมๆ มองๆ ส่องเข้าไปในรถเขา ดูว่าฮีโร่ของตัวเองฟังเพลงอะไร อ่านหนังสืออะไร แต่ปรากฏว่า พี่ฮีโร่ไม่ได้ฟังเพลงแบบที่เขาชอบ ไม่ได้อ่านหนังสือประเภทที่เขาอ่าน ก็บอกว่า ฮีโร่ ไม่ได้มีไว้ให้เขาปฏิบัติตัวตาม แต่มีไว้เป็นคำเรียกคนที่รู้สึกชื่นชอบชื่นชมในผลงาน อันนี้เรารู้สึกว่าเป็นการชื่นชมฮีโร่อย่างมีสติโดยแท้จริง
เขาพูดเรื่องผลงานหรือความสำเร็จว่า เป็นเหมือนกับสารบัญของชีวิต ถ้าสิ่งไหนอันไหนที่เขาตั้งใจทำแล้ว ประสบความสำเร็จก็น่าภูมิใจ แต่ถ้าอันไหนที่ทำได้ไม่ดี หรือไม่ได้ตั้งใจทำให้ดี เราก็ไม่ค่อยอยากจะเอ่ยถึง อยากจะเปิดข้ามบทนั้น–ตอนนั้นไป ดังนั้นในการ ทำงานก็ตั้งใจว่า จะให้มีแต่บทที่อยากจะเปิดไปอ่าน อยากจะบันทึกไว้ในสารบัญ มากกว่าที่จะให้มีบทที่เราอยากเปิดข้ามมันไป มานึกถึงชีวิตเราเอง ก็มีบางช่วงบางตอนที่เรารู้สึกไม่ภูมิใจ รู้สึกพ่ายแพ้ล้มเหลว และไม่อยากจะเอ่ยไม่อยากจะจำเหมือนกัน แถมไอ้ส่วนที่ประสบความสำเร็จภูมิใจเสนอก็ไม่ค่อยมี สารบัญชีวิตเราสั้นน่าดูเลย
สูตรสำเร็จของความสำเร็จ
วันนี้ขับรถกลับบ้าน ฟังรายการไอทีทางช่อง ๑๐๐.๕ อย่างเคย ทันได้ฟังสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัทซีทีเอเชีย เป็นบริษัทที่ขายซอฟท์แวร์ (ไม่แน่ใจว่าขายฮาร์ดแวร์ด้วยหรือเปล่า) ที่จัดการเกี่ยวกับ Multimedia Messaging Control (อะไรประมาณนั้น) เท่าที่ฟังทัน เขาบอกว่า จะเป็นการจัดการทั้งข้อความที่เป็นเสียง (คนโทรศัพท์เข้ามาหาเรา ฝากข้อความได้) ที่เป็นอีเมล และที่เป็นภาพ ที่ต่างจากระบบฝากข้อความทั่วไปคือ ข้อความเสียงจะมาปรากฏบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ถ้าเราต้องการฟอร์เวิร์ดข้อความให้คนอื่น ก็ส่งเป็นไฟล์เสียงผ่านอีเมลไปหาคนอื่นได้ (อะไรประมาณเนี้ย)
คอนเซ็ปต์นี้ เราเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้วตอนที่ยังทำหน้าที่ไอทีโคฯ มีบริษัทที่เราใช้ตู้ PBX (สลับสายโทรศัพท์+จัดการ Voice Mail) มาพรีเซนต์ให้ฟังเหมือนกัน (ก่อนหน้านี้รู้สึกจะเป็นของ AT&T แล้วตอนหลังโดน Lucent ซื้อไป ตอนนี้ตู้ก็เลยติดโลโก้ของ Lucent) แต่บริษัทเราไม่ได้ใช้เพราะต้องอัพเกรดทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์อีกหลายแสน ก็เลยใช้แค่ระบบเดิมที่ใช้อยู่ ที่เราฟังคุณเฉลิมพล (ผู้บริหารซีทีเอเชีย) เล่าให้ฟังว่าทำอะไร เราว่าเขามีแนวความคิดที่น่าสนใจมาก
เขาบอกว่า บริษัทของเขาเป็นคนไทยล้วน แต่ต้องพรีเซนต์ตัวเองให้เหมือนไม่ใช่คนไทย เพราะลูกค้าคนไทยเห็นแล้วไม่ค่อยเชื่อถือคนไทยด้วยกัน พวกโบรชัวร์ต่างๆ ต้องทำให้ดูเหมือนกับเป็นบริษัทฝรั่ง เขาบอกว่าเขาเคยไปทำโร้ดโชว์ตั้งบูธตามงานคอมพิวเตอร์ต่างๆ ในต่างประเทศ ก็ล้มเหลวไม่ได้เรื่อง เพราะภาพพจน์ประเทศไทยเป็นครัวของโลก ส่งออกข้าว ส่งออกผลไม้อาหารการกิน ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ขายซอฟท์แวร์ ตอนหลังเขาต้องเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการเปิดตลาดจากบริษัทในไทยที่เป็นสาขาจากต่างประเทศ พิสูจน์ให้บริษัทในไทยเห็นว่าซอฟท์แวร์ใช้งานได้ดี ระบบใช้งานได้ดี ราคาถูก แล้วขยายไปขายต่อให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ
คนจัดรายการให้แนะนำว่าทำยังไงถึงสร้างชื่อได้ ทำยังไงถึงประสบความสำเร็จ คำตอบของเขาคือ “ต้องอดทน มุ่งมั่น และพึ่งตัวเอง” คำตอบนี้เก่าจริงๆ ได้ยินจนเบื่อแล้วอ่ะ ไปถามคำถามนี้กับเจ้าสัวใหญ่ที่ในอดีตมีแค่เสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน ก็ได้คำตอบแบบนี้เหมือนกัน เหมือนไม่ใช่ของใหม่ ก็น่าจะรู้ๆ กันหมด แต่ทำไมทำไม่ได้อย่างเขา ก็คงเป็นประมาณว่า ที่ว่า “อดทน” ต้องอดทนแค่ไหน ขีดจำกัดของคนมันก็ไม่เท่ากัน ที่ว่า “มุ่งมั่น” ต้องมุ่งมั่นแค่ไหน (คุณเฉลิมพล บอกว่า คนไทยฉลาดมีไอคิวสูง แต่ไม่มุ่งมั่นพอ ทำให้เวลาเจออุปสรรคเจอปัญหา ก็เลือกไปทางง่าย ไปทางสบาย)
คนจัดรายการถามว่า เท่าที่เจอปัญหาที่ต้องต่อสู้ ต้องแก้ไขมากมาย คิดว่าต้องการให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลืออย่างไร คุณเฉลิมพลบอกว่า ในการจะประสบความสำเร็จในธุรกิจซอฟท์แวร์นี้ มันต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก จะให้รัฐบาลช่วยโน่นช่วยนี่ไม่ได้ ที่รัฐบาลช่วยก็เป็นเรื่องดี (อย่างบริษัทเขาได้บีโอไอก็ได้ส่วนลดทางภาษี) แต่ยังไงก็ต้องพึ่งตัวเอง (เราว่าถ้าทุกคนคิดแบบคุณคนนี้ ประเทศไทยไม่มีคนจน)
เขายังบอกอีกว่า การทำธุรกิจต้องทำเป็นทีม มีพาร์ทเนอร์ที่มีความเป็นมืออาชีพในทุกทาง บริษัทของเขาก่อตั้งกันมากับเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาด้วยกัน และไปเรียนต่อที่ USC ด้วยกัน เพื่อนเขาเป็นคนดูแลด้านเทคนิค ส่วนเขาดูด้านกลยุทธ์การตลาด ด้านเทคนิคต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ดี แล้วก็ต้องมีด้านการตลาดเพื่อที่จะรู้จักขายรู้จักหาช่องทางนำเสนอไปหาลูกค้า ได้ยินว่าบริษัทเขากำลังไปได้ดี ฟังการพูดการจาของเขา แล้วรู้สึกชื่นชมความมีวิสัยทัศน์ และไม่แปลกใจที่เขาประสบความสำเร็จ
ในรายการเดียวกัน หลังจากเล่าเรื่องบริษัทซีทีเอเชียไปแล้ว เขาเล่าเรื่องดร.หนุ่มๆ จากจุฬา (ที่จริงได้ดร.จากต่างประเทศนะ) รวมตัวกันเปิดโรงเรียนกวดวิชาไอฟาสต์ (คิดว่าประมาณนี้นะ เขาไม่ได้สะกดให้ฟัง เลยไม่รู้ว่าจริงๆ จะสะกดยังไง) โดยเริ่มเปิดตัวจากการสอนฟิสิกส์ในโรงหนัง (อีจีวีลาดพร้าว) ไอเดียก็คือเป็นการสอนแบบกึ่งบันเทิง เอาไอทีเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน
พวกดร.ที่ตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมา เขาบอกว่าที่อยากทำก็เพราะในปัจจุบันคะแนนสอบของเด็กนักเรียนคือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นข้อสอบปรนัย ๔ คำตอบ กาคำตอบแบบเดาสุ่มไม่ใช้สมองเลย ก็มีโอกาสถูก ๑ ใน ๔ คือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน แสดงว่าระบบการเรียนของเรามีปัญหา เรียนหรือไม่เรียนก็ได้คะแนนพอๆ กัน เขาเลยอยากจะนำเสนอแนวทางการเรียนการสอนแบบใหม่ ที่คิดว่า (หรือหวังว่า) จะทำให้การเรียนรู้ได้ผลมากขึ้น
เราเห็นด้วยว่า “มีปัญหา” แต่เราสงสัยว่า มันเกิดจากระบบการเรียนการสอนที่น่าเบื่อ เน้นการท่องจำจริงๆ หรือ เราสงสัยว่า ระบบการเรียนการสอนแบบโบราณมันไม่ได้ผลจริงๆ หรือ ถ้ามันจริง ผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยโบราณมันเกิดจากอะไร
เรามองแบบคนหัวโบราณ ก็ต้องบอกว่า ปัญหามันอยู่ที่ค่านิยมของคนสมัยนี้ พ่อแม่สมัยนี้บอกว่า ไม่บังคับลูก ให้ลูกได้เรียนอย่างที่ชอบ ให้เป็นคนดีก็พอแล้ว ชีวิตไม่มีแรงกดดัน ไม่ต้องพยายามอะไรเลย จนกลายเป็นความเฉื่อย รักสบาย ไม่อดทน (อ๋อ เรื่องเรียนมันน่าเบื่อ ยากลำบาก เดี๋ยวมีคนคิดวิธีการเรียนแบบบันเทิงขึ้นมาให้ ชีวิตมันมีจะแต่บันเทิงหรือไง ลำบากกันไม่เป็นแล้ว) แล้วก็เลี้ยงลูกมาแบบพ่อแม่อยู่ค้ำฟ้า จะทำให้ลูกหมดทุกอย่าง อาหารป้อนให้ถึงปาก เงินทองข้าวของเครื่องใช้หยิบให้ถึงมือ นี่ถ้าความรู้มันฟีดตรงใส่สมองเข้าไปได้ก็คงทำกันไปแล้ว นี่แหละความเจริญและการพัฒนายุคนี้
ปล. เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าที่เคยเขียนไว้ และโพสต์ครั้งแรกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๗ คงจะหายแปลกใจว่าทำไมหนังเหมืองแร่ฉายตั้งหลายปีแล้ว ทำไมพี่เก้งเพิ่งมาให้สัมภาษณ์ไป “เมื่อวันก่อน” :)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์
บทความต่าง ๆ ในบล็อก If we don't care, who will? โดย nitbert อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย