แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเทอร์เน็ต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อินเทอร์เน็ต แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เราเล่นเกมส์ หรือ บริษัทเกมส์เล่นเรา

ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เราเข้าไปติดกับเกมส์ออนไลน์ใน facebook อย่างหนึบหนับ ก่อนหน้านี้เคยสมัครสมาชิก facebook ไว้ตั้งนาน แต่ไม่ได้ทำอะไรกับมัน เพราะไม่เข้าใจว่าต้องจะเข้าไปทำอะไร

ในช่วงที่เราติดเกมส์หนึบหนับ ได้เข้าเว็บ facebook บ่อย ๆ ก็เลยสังเกตว่าคนส่วนใหญ่ใช้ facebook ไว้อัพเดทสถานะของตัวเองว่ากำลังทำอะไร อัพโหลดรูปต่าง ๆ ไว้ให้เพื่อน ๆ ดู แล้วก็จะมีเพื่อน ๆ มาคอมเมนต์ ก็ประมาณว่าเอาไว้ใช้สังสรรค์ออนไลน์นั่นเอง

เราแทบไม่ได้อัพเดทสถานะเลย เพราะไม่รู้ว่าจะประกาศไปทำไม รูปก็ไม่เคยอัพเดท เพราะไม่รู้ว่าจะโชว์ไปทำไม เพื่อนก็มีไม่เยอะอีกตะหาก (เคยสมัคร Hi5 แล้วมีเพื่อนไม่ถึงห้าคนอ่ะ ทำเว็บเขาเสียชื่อมาก ๆ)

แต่ที่เราหลวมตัวไปเล่นเกมส์ นี่แหละที่ทำให้เป็นเรื่อง ทำเอาเสียงานเสียการ สองสามวีคเอ็นด์ที่ผ่านมา เราเอาแต่นั่งคลิก ๆ เป็นบ้าเป็นหลัง ยังดีที่ออฟฟิศบล็อคเว็บเกมส์ ไม่งั้นเราก็ยังไม่แน่ใจว่าจะห้ามใจไม่เล่นเกมส์เวลางานได้หรือเปล่า

เรากำลังคิดว่าจะเลิกเล่นเกมส์ใน facebook ก่อนที่จะนรกไปมากกว่านี้ กำลังทำใจอยู่ว่าจะค่อย ๆ เลิกหรือหักดิบดี ก็พอดีไทม์ฉบับล่าสุดเขียนเรื่องเกม Mafia Wars (หนึ่งในเกมส์สุดฮิตใน facebook ซึ่งเราก็เล่นกับเขาด้วย - เป็นเกมที่เราเป็นมาเฟีย และหาเงินจากจ็อบผิดกฏหมายต่าง ๆ) เขาบอกว่าแต่ละเดือนมีคนเข้าไปเล่น Mafia Wars ประมาณ ๒๕ ล้านคน

โอ้แม่เจ้า... มากกว่าประชากรของประเทศออสเตรเลียซะอีก!!! (และจากข้อมูลจาก wolframalpha มากกว่าจำนวนประชากรของ 193 ประเทศในโลกนี้ด้วย)

เกมส์ออนไลน์พวกนี้ทำให้คนติดได้ เพราะเล่นฟรี (ถ้าไม่คิดมูลค่าของเวลาเป็นชั่วโมง ๆ ที่หายไปโดยไม่รู้ตัว) เล่นง่ายไม่ต้องใช้สมองอะไรมาก เล่นยังไงไม่มีทางแพ้ เพราะได้แต้ม ได้ของรางวัลฟรีอยู่เรื่อย แถมได้รางวัลจากเล่นเกมกับเพื่อน มีการส่งของขวัญให้เพื่อน และให้เพื่อนส่งของขวัญกลับมาให้เรา เป็นเกมที่เล่นได้ไม่มีวันจบ เพราะบริษัทเกมจะเพิ่ม level ขึ้นไปเรื่อย ๆ

ในแต่ละเกมจะมีแต้มหรือเงินเสมือนที่ใช้ซื้อของต่าง ๆ ในเกมได้ ทำให้ผู้เล่นเลื่อนระดับขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ถ้าใครต้องการเงินเสมือนมากกว่าที่มีอยู่ก็สามารถจ่ายเงินจริง (ผ่านบัตรเครดิต หรือ Paypal) เพื่อซื้อแต้มหรือเงินเสมือนเพิ่มได้ เราไม่เคยคิดจะจ่ายเงินจริงเพื่อเล่นเกม และคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะเล่นฟรีเหมือนกัน ก็เลยสงสัยว่าแล้วบริษัทเกมส์จะได้อะไร

เราลองเสิร์ชพี่กูเกิ้ลเล่น ๆ ปรากฏว่าเราคิดผิดถนัด เพราะไปเจอว่าบริษัท Zynga (ผู้ผลิตเกมส์ Mafia Wars,  FarmVille เกมที่ให้คนเข้าไปปลูกผัก เลี้ยงสัตว์, CafeWorld ที่ให้คนเป็นเจ้าของร้านอาหาร ทำอาหารขาย ฯลฯ  ซึ่งเป็นเกมที่ให้เล่นฟรีได้ในเว็บ Social Networking อย่าง facebook, MySpace) คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เกิน ๑๐๐ ล้านเหรียญ

แสดงว่ามีคนที่ยอมจ่ายเงินจริง ๆ เพื่อซื้อของปลอม ๆ ในเกม และมีจำนวนมากเสียด้วย...

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือบริษัท Zynga ตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนปี ๒๐๐๗ สามารถทำกำไรได้ภายใน ๓ เดือนหลังจากก่อตั้ง (กันยายน ๒๐๐๗) ในขณะที่เว็บไซท์อย่าง facebook หรือ twitter ปัจจุบันก็ยังหารายได้เป็นกอบเป็นกำไม่ได้

ยอดล่าสุดที่มีรายงานออกมา มีคนเข้าไปเล่นเกมของ Zynga ตามเว็บ Social Networking ทั้งหลายประมาณ ๕.๕ ล้านคนต่อวัน ๓๐-๗๐ ล้านคนต่อเดือน (แต่ละเว็บรายงานตัวเลขไม่เท่ากัน คาดว่าอาจจะเป็นที่ช่วงเวลาที่รายงานด้วย ตัวเลขที่รายงานล่า ๆ สุดน่าจะสูงกว่าตัวเลขเมื่อต้นปี)

Zynga พยายามจะบอกว่าไม่ได้มีรายได้เยอะขนาดนั้น (ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกลัวว่าจะมีคนเข้าไปแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาด) แต่ยังไงรายได้ก็ไม่น่าจะต่ำว่า ๓๐-๕๐ ล้านเหรียญต่อปี กลายเป็นว่าที่พวกเราคิดว่าได้เข้าไปเล่นเกมส์กันฟรี ๆ ที่จริงแล้วกำลังโดนบริษัทเกมส์เล่นพวกเราเข้าให้เต็มเปาซะแล้ว...

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไข่ปลอมจากจีน - อิทธิพลของอินเทอร์เน็ต กับ จรรยาบรรณของสื่อ

วันนี้ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเป็นข่าวเกี่ยวกับไข่ปลอมที่ระบาดในเมืองจีน เราไม่ได้อ่านข่าวนี้ แต่ฟังทางวิทยุตอนขับรถมาทำงานตอนเช้า ได้ยินปุ๊บก็ร้อง ฮ้า!! อยู่ในใจ ทำไข่ปลอมขายเนี่ยนะ... (พอดีขับรถอยู่คนเดียวอ่ะนะ จะร้องฮ้า!! ดัง ๆ ก็ไม่รู้จะร้องให้ใครฟัง แค่ร้องในใจก็พอแล้ว อิอิ)

เราเข้าใจได้ว่าเมืองจีนชอบทำของปลอมออกมาขาย ทำของแบรนด์เนม อิเล็คทรอนิกส์ต่าง ๆ ปลอมก็มีเหตุผลดี เพราะของจริงราคาแพงเพราะค่าแบรนด์หรือค่าดีไซน์ ต้นทุนที่เป็นวัตถุดิบไม่แพง คนจีนทำปลอมมาขายก็ได้กำไรดี แต่ไข่เป็นสินค้าเกษตร ราคาขายปกติก็ไม่ได้แพงอยู่แล้ว จะปลอมไปทำเบื๊อกอะไร?

ฟังแล้วเราไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าเห็นเรื่องนี้ทางอินเทอร์เน็ต เราก็ฟันธงไปเลยว่านี่มัน hoax (เรื่องโกหกชัด ๆ) แต่พอนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเอามาลงข่าวหน้าหนึ่ง เราก็ต้องหาข้อมูลซะหน่อย เครื่องมือในการตามล่าหาความจริงของเราก็คืออินเทอร์เน็ตกับพี่กูเกิ้ลนั่นแหละ

เราเจอว่าข่าวคล้าย ๆ กันนี้ เป็นข่าวที่ลงในเว็บข่าวของสนุก (Sanook!) ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. โดยอ้างข้อมูลจาก The Standard (www.thestandard.com.hk) กับ China.org.cn

เราตามลิงก์ไปที่ The Standard ก็เจอว่าเขาลงเรื่องนี้ตั้งแต่ ๑๗ ก.พ. ๒๐๐๙ ส่วน China.org.cn อ้างไปถึงข่าววันที่ ๒๔ ก.พ. ๒๐๐๙ ของ Xinhua News Agency สาวไปได้แค่นี้ก็ต้องหยุด เพราะไม่มีแหล่งอ้างอิงอะไรเพิ่มเติม เพราะเขาก็อ้างกันไปอ้างกันมาวนเวียนกันอยู่อย่างนั้น

เราไม่สามารถหาอะไรมาหักล้างได้เต็ม ๆ ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องโกหก แต่เว็บข่าวของจีน ๓-๔ แห่งนั่นก็ไม่ทำให้เรารู้สึกเชื่อได้สนิทใจว่าเป็นข่าวจริง ที่สุดท้ายเราขอฟันธงว่านี่เป็นเรื่องโกหก เพราะ

๑. ข่าวนี้เอามาจากเว็บจีนตั้งแต่เดือน ก.พ. ทำไมใช้เวลาตั้ง ๖ เดือนถึงมาดังในเมืองไทย

๒. ในข่าวจากนสพ.เขาบอกว่าต้นทุนไข่ปลอมแค่ไม่ถึง ๒๐ สตางค์ แต่ราคาขายประมาณ ๑-๑.๒ บาท โอ้ว... กำไรตั้งฟองละบาท โอเคคิดว่าเมืองจีนมีประชากรเยอะ การบริโภคไข่ก็น่าจะเยอะกว่าไทย แต่ต้องขายซักกี่ฟองดีล่ะถึงจะคุ้มค่าปลอมไข่ พันฟอง หมื่นฟอง แสนฟอง? เราดูวิธีการทำไข่ปลอม (ที่ในข่าวเขาบอกว่ามีให้ดูเกลื่อนอินเทอร์เน็ต) มันเสียเวลาและแรงงานน่าดู กว่าจะได้ไข่ไก่ปลอมซัก ๑ ฟอง

๓. เราเสิร์ชเจอว่า ฟอร์เวิร์ดเมลเรื่องการทำไข่ปลอมในเมืองจีนเป็นเรื่องโกหก!!! โดยข่าวลือเกี่ยวกับไข่ปลอมทำนองนี้เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งกะปี ๒๐๐๔ โดยอ้างจากสำนักข่าวซินหัว ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่าถ้าเอาไข่ไปปรุงก็จะรู้ทันทีว่าเป็นไข่ปลอม แต่ฟอร์เวิร์ดเมลเวอร์ชั่นหลัง ๆ ไข่ปลอมก็พัฒนาขึ้น จนใกล้เคียงกับไข่จริงมากจนกระทั่งกินเข้าไปแล้วก็ยังแยกแทบไม่ออก (ไข่ปลอมพัฒนา หรือข่าวโกหกพัฒนา??)

เราได้บทเรียนอะไรจากข่าวนี้?? ก็จากชื่อหัวข้อนั่นเลย... สมัยนี้อินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลมาก มากขนาดสามารถวิวัฒนาการวิธีปลอมไข่ให้ก้าวหน้ามากขึ้น เอ้ย... มากขนาดทำให้คนเชื่อเรื่องอะไรต่ออะไรโดยไม่ใช้การวิเคราะห์ ทั้งที่หลาย ๆ เรื่องมันไร้ความน่าเชื่อถือสิ้นดี

นอกจากนี้สื่อมวลชนก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะสามารถจะนำเสนอข้อมูลที่ได้จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องพินิจพิเคราะห์ ไม่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เป็นผู้ที่สามารถใช้ความสามารถของอินเทอร์เน็ตและคำสั่ง copy & paste ได้เต็มศักยภาพ (แต่ไร้ประสิทธิภาพ ไร้คุณภาพ และไร้ความรับผิดชอบ) ที่สุด

นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่สื่อมวลชนกระแสหลักถูกข่าวโกหกจากอินเทอร์เน็ต หลอกให้เชื่อจนเสียเครดิต (เอ... แต่ที่จริงเขามีเครดิตกันด้วยเหรอฮะ???) ที่เราจำได้แม่น ๆ ก็ตอนที่รายการทีวีตอนเช้าที่มีสาว ๆ หลาย ๆ คนมาเล่าเรื่องมีสาระบ้างไร้สาระบ้างให้คนฟัง ก็เคยพลาดท่าประกาศว่า ขวดใส่น้ำที่ทำด้วยพลาสติกเพ็ท เอามาใช้ซ้ำ ๆ แล้วจะทำให้เป็นมะเร็ง พูดกันซะจนคนกลัวขี้หดตดหาย ต้องวิ่งแจ้นไปซื้อขวดพลาสติกอย่างอื่นมาใส่น้ำแทน (เอ... แล้วพลาสติกแบบอื่น มันไม่เป็นมะเร็งหรือไง?) สุดท้ายต้องมีคุณหมอมาเตือนสติว่า เรื่องจริงมันคืออะไร

สรุปว่าอย่าคิดว่า อินเทอร์เน็ตคือพระเจ้า และอย่าคิดว่าสื่อมวลชนจะเชื่อถือได้... สุดท้ายแล้วที่พึ่งได้ที่สุด ก็คือ สติและปัญญาของตัวเราเอง

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

โจรกรรมทางวรรณกรรม

เว็บ Reference.com เขียนเรื่อง Plagiarism (เพล้-เจอะ-ริ-ซึ่ม) ว่า
“Plagirism คือ การอวดอ้างหรือทำให้คิดว่าว่าตัวเองเป็นเจ้าของผลงานสร้างสรรค์ตัวจริง โดยการเอางานเขียนหรือผลงานสร้างสรรค์ของคนอื่น (ไม่ว่าจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด) มาใช้ในงานของตัวเองโดยไม่มีการให้เครดิตอย่างเหมาะสม...” **

“ในวงการวิชาการ Plagiarism (ไม่ว่าจะกระทำโดยนักศึกษา อาจารย์ หรือนักวิจัย) ถือเป็นความไม่ซื่อสัตย์หรือการทุจริตทางการศึกษา ผู้กระทำผิดจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือหมดความน่าเชื่อถือในวงการศึกษาได้ ในวงการสื่อสารมวลชน Plagiarism คือการขาดจริยธรรมของสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าวที่ถูกจับได้ว่า plagiarise มักจะโดนโทษทางวินัยตั้งแต่ถูกพักงานถึงโดนไล่ออก ทั้งในวงการวิชาการหรือสื่อสารมวลชน คนที่โดนจับได้ว่า plagiarise ผลงานคนอื่นมักจะอ้างว่า “บกพร่องโดยสุจริต” คือ “ลืม” ใส่เครื่องหมายคำพูด หรือ “ลืม” ให้เครดิตเจ้าของตัวจริง ถึงแม้ Plagiarism ในวงการศึกษาและสื่อสารมวลชนจะมีประวัติศาสตร์ยาวนานเป็นร้อยปี แต่การมีอินเทอร์เน็ททำให้การลอกเลียนผลงานของคนอื่นทำได้ง่ายมากขึ้น เพียงแค่การก็อปปี้และเพสต์ (copy and paste) ข้อความจากเว็บหนึ่งไปอีกเว็บหนึ่ง” **

ราชบัณทิตยสถาน บัญญัติคำว่า Plagiarism ไว้ ๒ คำ คือ “โจรกรรมทางวรรณกรรม” (สาขาวิชาวรรณกรรม) กับ “การลอกเลียนวรรณกรรม” (สาขาวิชานิติศาสตร์)

เมื่อเร็วๆ นี้คุณ Golb (เจ้าของบล็อกบ้านสวนที่เวิร์ดเพรส) ก็เพิ่งประสบเหตุการณ์ Plagiarism คือไปเจอะบทความของตัวเองในบล็อกคนอื่นที่ gotoknow.org คุณ Glob ไม่ได้ไปทักท้วงอะไร แต่เอามาเล่าแบบขำๆ (ที่จริงน่าจะเป็นแบบปลงๆ มากกว่า?)

พอมีคนไปทักท้วง แทนที่จะยอมรับก็กลับแก้ตัวแบบที่เราฟังยังไงก็ไม่เข้าใจว่า เป็นบทความที่เพื่อนส่งมาให้ทางเมล บอกว่าเขียนแล้วไม่มีเวลาโพสต์ เลยวานเจ้าของบล็อกช่วยโพสต์ให้ด้วย เธอก็เลยเอามาโพสต์โดยไม่รู้ว่าเป็นบทความของคุณ Golb

ถึงจะพยายามทำความเข้าใจคำแก้ตัวของเจ้าของบล็อกสุดๆ แต่การที่ที่เจ้าของบล็อก “ลืม” ใส่เครื่องหมายคำพูด “ลืม” ให้เครดิตคุณ Golb (อ้อ... ที่จริงต้องเป็น เพื่อนคนที่ส่งเมลมาให้สิเนอะ!) แต่ไม่ลืมเปลี่ยนสรรพนามในบทความจาก “ผม” เป็นชื่อตัวเอง และคำลงท้ายจาก “ครับ” เป็น “ค่ะ” ก็ผิดข้อหา Plagiarism เต็มประตู

สุดท้ายเรื่องนี้จบลงโดยบล็อกเจ้าปัญหาโดนปิด เพราะทาง gotoknow ตรวจเจอว่ามีการก็อปปี้ข้อความจากที่อื่นๆ อีกมากมาย หลังจากตักเตือนแล้วก็ยังมีการก็อปปี้ข้อความจากที่อื่นมาโพสต์อยู่อีก

กรณีของคุณ Golb หรือหลายๆ คนที่โดนก็อปปี้บทความไปโพสต์นี่ชัดเจนว่าเป็น Plagiarism แต่ยังมีเว็บอีกเยอะที่ก่อปัญหา Plagiarism อีกแบบหนึ่ง แม้จะไม่ได้โจรกรรมหรือลอกเลียนกันโต้งๆ แต่ก็ไม่ให้เครดิตอย่างเหมาะสม คือ Online Plagiarism โดยการก็อปปี้ข้อความจากเว็บคนอื่นไปใส่เว็บตัวเองโดยไม่ได้ให้เครดิตกับเว็บต้นฉบับ

Reference.com เขาบอกว่า “สมัยนี้มี Online Plagiarism เพิ่มขึ้นเยอะมาก แรงจูงใจอาจจะเป็นการพยายามดึงให้คนเข้าไปเยี่ยมชมเว็บตัวเอง โดยขโมยผู้เข้าชมเว็บไซท์ไปจากเว็บต้นฉบับ ทำให้เว็บมีรายได้จากโฆษณาออนไลน์เพิ่มขึ้น” **

เราเจอเองกับตัวว่า มีคนก็อปปี้เรื่องที่เราแปลให้กับเว็บหนึ่งไปโพสต์ในเว็บของเขา ชื่อของเรายังอยู่ครบถ้วนในฐานะคนแปล แต่คนโพสต์ “ลืม” บอกว่าไปก็อปปี้ข้อความนี้มาจากเว็บไหน จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่เขา ๑. ไม่ให้เครดิตกับเว็บที่เราแปลบทความให้ ๒. อาจทำให้คนอ่านเข้าใจผิดว่าเราแปลเรื่องนั้นให้เว็บของเขา

เราคิดว่าการให้เครดิตเว็บต้นฉบับก็สำคัญ เพราะถ้าบทความที่เราแปลมีคุณภาพถูกใจคนอ่าน คนอ่านก็ควรจะได้รู้ว่าจะไปอ่านบทความทำนองนี้ได้อีกที่เว็บไหน (หรือถ้าบทความไม่ดี คนอ่านก็ควรจะได้รู้ว่าควรจะหลีกเลี่ยงเว็บไซท์ไหน :P)

ที่เขียนมายืดยาวนี่ไม่ใช่อะไรหรอก แค่ต้องการจะบอกว่าถ้าใครจะเอาบทความที่เราเขียนหรือแปลไป “ช่วยเผยแพร่” อย่าก็อปปี้เอาไปแต่บทความกับชื่อ ช่วยบอกด้วยว่าเอาไปจากเว็บไหน เราไม่ได้หวังผลเรื่องรายได้ เพราะนี่ไม่ใช่เว็บการค้า แต่ยังไงก็ช่วยเพิ่มเรทติ้งให้บล็อกของเรามั่งเถอะ คนอ่านยิ่งน้อยๆ อยู่ (ไม่ฮา!) :P

** อ้างอิงข้อมูลจาก
American Psychological Association (APA):
Plagiarism. (n.d.). Wikipedia, the free encyclopedia. Retrieved July 19, 2008, from Reference.com website: http://www.reference.com/browse/wiki/Plagiarism.

Chicago Manual Style (CMS):
Plagiarism. Reference.com. Wikipedia, the free encyclopedia. http://www.reference.com/browse/wiki/Plagiarism (accessed: July 19, 2008).

Modern Language Association (MLA):
"Plagiarism." Wikipedia, the free encyclopedia. 19 Jul. 2008. Reference.com http://www.reference.com/browse/wiki/Plagiarism.

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์