แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขำขำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขำขำ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ดิสเล็กสิก

วันก่อน**อ่านคอลัมน์ของไมเคิล ไรทในมติชนสุดสัปดาห์ เขียนเรื่องดิสเล็กสิก (dyslexic เป็น adjective ถ้าเป็นคำนาม คือ dyslexia) ว่าตัวเขาเองเป็นดิสเล็กสิกมาตั้งแต่เด็ก ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ เพราะไมเคิล ไรทเป็นชาวอังกฤษที่ไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูยังไงมาอยู่ในเมืองไทย แล้วมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมของไทย (และเอเชียอาคเนย์) ดีกว่าคนไทยหลายๆ ล้านคน

ตัวอย่างเช่น เขามีความรู้เรื่องหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงดีพอ ขนาดคิดเคลือบแคลงสงสัยว่า อาจจะไม่ใช่หลักศิลาจารึกสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่เป็นเพิ่งทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี่เอง (รายละเอียดเราก็ไม่ค่อยรู้ เพราะเราก็เป็นหนึ่งในคนหลายล้านคนที่มีความรู้เรื่องไทยน้อยกว่าไมเคิล ไรท)

นอกจากความรู้ศิลปวัฒนธรรม ไมเคิล ไรทเขียนภาษาไทยเป็นน้ำ (ใช้คำว่า “เป็นน้ำ” กับการเขียนได้ไหมนะ) คือไม่ได้เป็นฝรั่งที่พูดไทยได้เฉยๆ แต่เป็นฝรั่งที่เขียนภาษาไทยได้ด้วย อ้อ... ไม่ใช่แค่ “เขียนได้” สิ ต้องเรียกว่า “เขียนเป็น” ตะหาก เขียนได้ดีมากขนาดเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์และนิตยสารมากมาย เรียกได้ว่าทักษะในด้านภาษาของไมเคิล ไรทอยู่ในขั้นเยี่ยมยุทธ์ ซึ่งในความรู้สึกเรามันค่อนข้างจะขัดกับการเป็นดิสเล็กสิก

อาการดิสเล็กสิก คืออาการที่สมองมีปัญหาในการแปรภาพที่มองเห็นให้เป็นความหมายที่ควรจะเป็น คนเป็นดิสเล็กสิกจะมองภาพกลับซ้ายเป็นขวาโดยไม่รู้ตัว (เช่น ดูนาฬิกาจากเก้าโมงเช้า เป็นบ่ายสามโมง มองเห็นเลข 3 เหมือนเป็นตัว E) อ่านหนังสือสลับตัว (เช่น “น้อย” นึกว่า “ย้อน”) อ่านหนังสือข้ามบรรทัด ฯลฯ

เด็กที่เป็นดิสเล็กสิก มักถูกมองว่าเป็นเด็กโง่เง่า ทั้งๆ ที่ดิสเล็กสิกไม่เกี่ยวกับสติปัญญา พ่อแม่ครูอาจารย์อาจสงสัยว่าทำไมเด็กโง่จังเลยที่สะกดคำง่ายๆ ไม่ได้ซะที บวกเลขทีไรก็บวกผิด โดยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเด็กมองผิด คำว่า arm ก็นึกว่า mar บวกลบตัวเลขเป็นแถวๆ ก็มองข้ามไปข้ามมา เด็กรู้สึกลำบากสุดท้ายก็หมดความสนใจในการเรียน นอกจากเรื่องการเรียน คนที่เป็นดิสเล็กสิกขั้นรุนแรง จะมีความลำบากในการดำรงชีวิตด้วย อย่างเรื่องการดูเวลาที่ว่าไปแล้ว หรือแม้แต่การขับรถ ก็จะมีปัญหาในการอ่านแผนที่ การมองระยะผิดพลาด หรือเห็นภาพสับสนกับความเป็นจริง

คนเป็นดิสเล็กสิก แก้ไขได้โดยใช้ความอดทนและความเข้าใจของทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ไมเคิล ไรท บ่นว่าอาการจะนี้เป็นปัญหาใหญ่ในระบบการเรียนการสอน ถ้าบรรดาครูอาจารย์และคนในระบบการศึกษาไม่รู้ว่ามีคำว่า ดิสเล็กสิก อยู่ เด็กที่เป็นดิสเล็กสิกก็คือเด็กโง่เง่า ปัญญาอ่อนในสายตาครู เขาบอกว่า ในต่างประเทศเขารู้จักคำว่า ดิสเล็กสิก มาตั้งสี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคนในวงการศึกษาไทย มีกี่คนที่รู้จักและเข้าใจความหมายของคำคำนี้

เราเอาคอลัมน์ของไมเคิล ไรทให้พี่สาวเราอ่าน พี่สาวเราก็บอกว่า จริงที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักคำว่าดิสเล็กสิก แต่เรารู้จักมันมาหลายปีแล้ว ด้วยความบังเอิญ คือบังเอิญไปเสิร์ชเจอเว็บไซต์ที่มีข้อมูลเรื่องนี้ ก็อ่านๆ จนเข้าใจ เขามีรายชื่อคนดังที่ประสบความสำเร็จหลายคนที่เป็นดิสเล็กสิก ประมาณว่าเป็นการพิสูจน์ว่า ดิสเล็กสิกไม่เกี่ยวกับสติปัญญาและความสามารถ

**โพสต์ครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๗

หมายเหตุ - จากเว็บไซต์ของราชบัณฑิตฯ คำว่า dyslexia ถูกบัญญัติเป็นภาษาไทยว่า “ภาวะเสียการอ่านเข้าใจ” หรือ “ภาวะเสียการอ่านรู้ความ”

ขำได้ก็ดี: สาวกของเวดิล
- เคยได้ยินเรื่องสาวกของเดวิลที่เป็นดิสเล็กสิกไหม?
- เขาขายวิญญาณให้ซานตา
(จากเว็บไซต์ Joke fo the Day)

วันอังคารที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2551

แก่ง่ายตายยาก

พอดีย้อนกลับไปเจอข้อมูลเก่าๆ ที่เราเสิร์ชหาตอนจะเขียนโพสต์เก่าๆ ที่เราเคยสงสัยว่าตกลงอายุเฉลี่ยคนไทยเป็นเท่าไหร่กันแน่

เอาให้ละเอียดๆ หน่อยก็คือ...

จากข้อมูลปี ๒๐๐๖ คนไทยทุกเพศ มีอายุเฉลี่ย ๗๒.๕๕ ปี (ทีแรกจะบอกว่า “คนไทยเพศชายและหญิง” แต่นึกได้ว่าเดี๋ยวนี้มี “เพศทางเลือก” ด้วย เลยใช้ทุกเพศแทนดีกว่า!) ส่วนคนไทยเพศชาย ๗๐.๒๔ ปี คนไทยเพศหญิง ๗๔.๙๘ ปี

จะเห็นว่าโดยเฉลี่ย ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย ถึง ๔ ปี

เหตุผลที่เคยได้ฟังมาก็คือ ผู้ชายมักจะใช้ชีวิตด้วยความสุ่มเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เช่น ขับรถเร็วๆ กินเหล้าเยอะๆ สูบบุหรี่ และเที่ยว (ทั้งท่องเที่ยวทั่วไป และเที่ยวสถานอโคจร??) ผู้ชายไม่ค่อยดูแลสุขภาพ ทำให้อายุไม่ยืนเท่าผู้หญิง

ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นความเห็นจากผู้หญิง... แต่ผู้ชายบางคนอาจจะแย้งว่าที่อายุเฉลี่ยของผู้หญิงสูงกว่าผู้ชาย เพราะ “ผู้หญิงแก่ง่ายและตายยาก” ตะหาก อืมม์... อันนี้ก็น่าคิด... มาลองดูตัวเลขอื่นๆ กันอีกหน่อยดีกว่า

จากข้อมูลปี ๒๐๐๖ มีสถิติจำนวนประชากรเพศชายต่อเพศหญิง ตามช่วงอายุต่างๆ ดังนี้ (ในวงเล็บเป็นคำอธิบายของเราเอง)
แรกเกิด: จำนวนเพศชาย ๑.๐๕ คน ต่อ เพศหญิง ๑ คน (เพศชาย ๑,๐๕๐ คน ต่อ เพศหญิง ๑,๐๐๐ คน)
อายุต่ำกว่า ๑๕ ปี: จำนวนเพศชาย ๑.๐๔๗ คน ต่อ เพศหญิง ๑ คน (เพศชาย ๑,๐๔๗ คน ต่อ เพศหญิง ๑,๐๐๐ คน)
อายุ ๑๕-๖๔ ปี: จำนวนเพศชาย ๐.๙๗๖ คน ต่อ เพศหญิง ๑ คน (เพศชาย ๙๗๖ คน ต่อ เพศหญิง ๑,๐๐๐ คน)
อายุเกิน ๖๕ ปี: จำนวนเพศชาย ๐.๘๓๔ คน ต่อ เพศหญิง ๑ คน (เพศชาย ๘๓๔ คน ต่อ เพศหญิง ๑,๐๐๐ คน)
จากช่วงแรกเกิดจนถึงวัยรุ่น มีจำนวนผู้ชายเยอะว่าผู้หญิง แต่หลังจากนั้นจำนวนผู้หญิงจะเริ่มเยอะกว่าผู้ชาย จากแรกเกิดถึงอายุ ๖๕ ปี ผู้ชาย ๑๐๕๐ คน ตายไปตั้ง ๒๑๖ คน แต่ผู้หญิงยังไม่ตายซักคน แสดงว่า ผู้หญิงแก่ง่ายตายยาก ซ.ต.พ.

ปล. ข้อมูลตัวเลขในโพสต์นี้ ได้จาก The world fact book แต่ข้อสรุปต่างๆ เราโม้เอาเองทั้งสิ้น แหะๆ
ปล. ๒ แถมการ์ตูนจาก http://www.shoecomics.com/ ให้อ่านเล่น

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2550

อานุภาพสาวผมบลอนด์ร้ายลึก

อานุภาพสาวผมบลอนด์ร้ายลึก สกัดสติปัญญาชายหนุ่มตกฮวบ [ไทยรัฐ ๑๒ ธ.ค. ๕๐]
นักวิทยาศาสตร์ทดลองพบว่าสาวผมบลอนด์นั้นมีอานุภาพร้ายลึก ถึงขนาดทำให้ชายหนุ่มที่ดูรูปภาพของเธอทำคะแนนทดสอบลดลงฮวบฮาบ

หนังสือพิมพ์ เดลี เทเลกราฟ ในอังกฤษรายงานผลการทดลองของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย ปารีส เอ็กซ์นองแตร์ ในฝรั่งเศสที่ได้ทดสอบความสามารถของผู้ชายในเรื่องเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป หลังจากที่ให้ชายหนุ่มเหล่านั้นดูรูปของหญิงสาวที่มีสีผมแตกต่างกัน ผลปรากฏว่าตลอดการทดลองทั้งสองครั้ง ชายหนุ่มที่ได้ดูรูปภาพสาวผมบลอนด์ทำคะแนนทดสอบได้ต่ำที่สุด

“นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าคนเราเผชิญหน้ากับภาพเหมารวมทั่วไป โดยประพฤติเลียนแบบตามนั้น” เธียร์รี เมเยอร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคม ผู้ร่วมการศึกษากล่าว สำหรับกรณีสาวผมบลอนด์นี้มีศักยภาพทำให้คนเราทำตัวไปในทางที่โง่ลง เพราะว่าเป็นการเลียนแบบภาพเหมารวมของสาวผมบลอนด์ว่าโง่ในระดับจิตไร้สำนึก.

ข้อสังเกต
๑. “ภาพเหมารวมของสาวผมบลอนด์ว่าโง่ในระดับจิตไร้สำนึก” << สาวผมบลอนด์น่าจะรวมตัวกันฟ้องผู้ทำการทดลองเรื่องนี้นะ
๒. ผลการทดลองนี้ไม่น่าจะเชื่อถือได้ ข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องทำการทดลอง คือ ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะทำตัวไปในทางที่โง่ลงอยู่แล้ว เวลาเห็นสาวสวย ไม่ว่าสาวนั้นผมสีอะไร
๓. ระดับความโง่ของผู้ชายจะแปรผันตรงกับระดับความสวยของผู้หญิงเหล่านั้น และจะแปรผกผันกับปริมาณเสื้อผ้าที่พวกเธอสวมใส่
๔. แค่การดูภาพที่มีความเชื่อมโยงกับความเชื่อยังมีอานุภาพในการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนขนาดนี้ แล้วการดูภาพที่แสดงพฤติกรรมอย่างโจ่งแจ้งทางสื่อมวลชน ข่าวหนังสือพิมพ์ ละครทีวี จะขนาดไหน เราชักจะเห็นด้วยแล้วที่ละครน้ำเน่าต่างๆ ต้องพะเรตติ้ง น.๑๘

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550

แหมม... ตอบไปด้ายยย...

เราพยายามจะอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษบ้าง เพื่อรักษาสภาพการใช้งานไม่ให้สนิมเกาะเกินไป แต่เราขี้เกียจอ่านข่าว ก็เลยอ่าน Outlook กับการ์ตูนในบางกอกโพสต์ฉบับวันอาทิตย์เป็นประจำ ที่เลือกฉบับวันอาทิตย์ก็เพราะการ์ตูนเยอะดี เป็นการ์ตูนสีด้วย ส่วนใน Outlook จะว่าไปก็อ่านอยู่แค่ ๒ คอลัมน์หลักๆ คือ Humour ของ Dave Barry กับ Postscript ของ Roger Crutchley (กับดูคอลัมน์อาหารของคุณปริสนา บุญสินสุข แบบผ่านๆ – อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นพาสต้า น่ากินมั่กๆ)

เราคิดว่า Dave Barry เป็นนักข่าวอเมริกัน เขาจะเอาเรื่องข่าวในอเมริกามาเขียนขำๆ ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวเล็กๆ รายงานประหลาดๆ แบบที่อ่านแล้วงงว่ามันเป็นข่าวได้ไง หรือมันเป็นข่าวจริงๆ หรือเปล่า ส่วน Roger Crutchley ซึ่งเป็นคนอังกฤษที่มาอยู่เมืองไทยนานมากๆ แล้ว เขาจะเขียนเรื่องโน้นเรื่องนี้ บางทีก็เป็นเรื่องเมืองไทย บางทีก็เป็นเรื่องในอังกฤษ ก็จะออกแนวๆ ขำๆ ประชดๆ (ตามสไตล์คนอังกฤษ)

เรื่องที่ Old Crutch (อันนี้คือชื่อที่ Roger ใช้เรียกตัวเอง) เอามาเขียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๐) เราอ่านแล้วฮามากๆ เขาไปเอามาจากหนังสือชื่อ “Dumb Britain” ซึ่งรวบรวมคำถามคำตอบจากรายการทีวีและวิทยุในอังกฤษ ก็เข้าใจแหละนะว่าเวลาไปตอบคำถามออกรายการ มันก็อาจจะมีตื่นเต้น จนคิดอะไรไม่ออก แต่ก็แบบว่าอ่ะนะ

ลองอ่านดูละกันว่ามัน “แหม... ตอบไปด้ายยย...” หรือเปล่า

พิธีกร: บอกชื่อหนังที่แสดงโดย Bob Hoskins ซึ่งเป็นชื่อของภาพวาดที่มีชื่อเสียงของเลโอนาร์โด ดาวินชีด้วย
ผู้เข้าแข่งขัน: Who Framed Roger Rabbit?

พิธีกร: What is a female sheep called?
ผู้เข้าแข่งขัน: Er ... a goat?

พิธีกร: วาฬอะไรที่ขึ้นต้นด้วย S และมีขนาดใหญ่ได้ถึง ๘๐ ตัน?
ผู้เข้าแข่งขัน: อืมม์ ...
พิธีกร: มันขึ้นต้นด้วยตัว S และเสียงคล้องจองกับ “perm”
ผู้เข้าแข่งขัน: Shark?

พิธีกร: Cambridge, Atkins และ Cabbage Soup เป็นประเภทของอะไร?
ผู้เข้าแข่งขัน: มหาวิทยาลัย?

พิธีกร: คุณก้าวเข้าไปในสิ่งนี้ และมันจะพาคุณขึ้นและลงไปยังชั้นต่างๆ
ผู้เข้าแข่งขัน: Dog poo?

พิธีกร: เมืองใดในทวีปยุโรปที่มี Opera house แห่งแรกในปีค.ศ. ๑๖๓๗?
ผู้เข้าแข่งขัน: ซิดนีย์?

พิธีกร: อดีตอาณานิคมของอังกฤษที่ใดที่ถูกคืนให้กับจีนในปี ๑๙๙๗?
ผู้เข้าแข่งขัน: ลอนดอน?

พิธีกร: ปากีสถานเป็นส่วนหนึ่งของรัฐใดก่อนจะเป็นเอกราช?
ผู้เข้าแข่งขัน: บัลแกเรีย?

พิธีกร: มีกษัตริย์ของอังกฤษกี่พระองค์ที่มีชื่อว่าเฮนรี่?
ผู้เข้าแข่งขัน: เอ่อ... ฉันรู้ว่ามีพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ เอ่อ... เอ่อ.. สาม?

พิธีกร: เหนือทางเข้าของสถานที่แห่งใดที่มีประโยค “Abandon all hope, ye who enter here”?
ผู้เข้าแข่งขัน: โบสถ์?
พิธีกร: เอ่อ... เสียใจด้วย ไม่ใช่ นรก

พิธีกร: บอกชื่อคนที่เป็นประธานาธิบดีของอิตาลีจนกระทั่งเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙
ผู้เข้าแข่งขัน: ดอน คอร์ลีโอเน?

พิธีกร: ใครเป็นคนแรกที่เดินทางไปเหยียบดวงจันทร์?
ผู้เข้าแข่งขัน: หลุยส์ อาร์มสตรอง?

พิธีกร: เขาได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งคาวบอย เขาชื่อว่า “รอย” อะไร?
ผู้เข้าแข่งขัน: คีน?

ปล. สำหรับคนที่ต้องการตัวช่วย
- หนังของ Bob Hoskins เรื่อง Mona Lisa
- แกะตัวเมีย คือ ewe
- วาฬที่ขึ้นต้นด้วยตัว S หนัก ๘๐ ตัน คือ Sperm whale
- Cambridge, Atkins และ Cabbage Soup คือชื่อของวิธีการไดเอ็ท (ลดน้ำหนัก) แต่ถึงเราจะไม่รู้ว่าคำตอบคืออะไร แต่มหาวิทยาลัย Cabbage Soup นี่ไม่ใช่แน่ๆ
- ใครๆ ก็รู้ว่า ลิฟท์ คือ สิ่งที่คุณก้าวเข้าไป และพาคุณขึ้นลงไปชั้นต่างๆ แต่ “อึหมา” เป็นประดิษฐกรรมใหม่?
- เวนิซ คือ เมืองในทวีปยุโรปที่มี Opera house แห่งแรกในปีค.ศ. ๑๖๓๗
- อังกฤษคืน ฮ่องกง ให้จีนในปี ๑๙๙๗
- ปากีสถานเป็นอาณานิคมของ อังกฤษ ก่อนจะเป็นเอกราช
- อังกฤษมีพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๘ และมีกษัตริย์ชื่อเฮนรี่ ๘ พระองค์
- ใครเป็นประธานาธิบดีของอิตาลีไม่รู้ แต่เรารู้ว่า ดอน คอร์ลีโอเน คือ ก็อดฟาเธอร์!
- เรารู้ว่าหลุยส์ อาร์มสตรอง คือนักร้องที่ร้องเพลง What a wonderful world แต่นึกอยู่ตั้งนานว่า งั้นอะไรอาร์มสตรองที่ขึ้นไปบนดวงจันทร์ ติดอยู่ที่ริมฝีปาก รำคาญทนไม่ได้ต้องอาศัยพี่กูเกิ้ล... นีล อาร์มสตรอง คือคำตอบสุดท้าย!
- ราชาแห่งคาวบอย คือ Roy Rogers

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550

คลายเครียด

โพสต์เรื่องหนักๆ มาหลายตอน มาคลายเครียดด้วยการ์ตูนกันดีกว่า :)

ช่วงที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษเราชักจะฝืดๆ เต็มที ก็เลยตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทุกวัน ก็เลยหยิบนสพ.ที่บริษัทกลับบ้านไปทุกเย็น (ฝึกภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องลงทุน) ผ่านไป ๑ สัปดาห์อ่านยังอ่านฉบับแรกที่หยิบกลับไปไม่จบ ก็เลยเปลี่ยนเป็นหยิบเฉพาะฉบับวันอาทิตย์ (เพราะมีสกูปพิเศษเยอะดี)

แต่ฉบับวันอาทิตย์ฉบับเดียวอ่านไป ๑ สัปดาห์ก็ยังไม่จบ สุดท้ายเราก็เลยหยิบแค่ Section Outlook กลับบ้านไป อ่านได้สัปดาห์ละ ๒-๓ คอลัมน์ (กับ Section การ์ตูน) เล่น Sudoku กับ Crossword (กลัวเป็นอัลไซเมอร์ เลยต้องพยายามเล่นเกมกระตุ้นสมอง)

การ์ตูนในหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์จะมีหลายช่องกว่าวันธรรมดา บางทีเราอ่านแล้วก็ไม่เก็ทว่ามันขำยังไง อย่างอันที่เอามาโพสต์นี่ ผ่านไป ๒ อาทิตย์ถึงนึกได้ว่าต้องการจะสื่ออะไร (เวรกรรม!) เพราะเพิ่งสังเกตเห็นว่าอีตาหนุ่มเสื้อฟ้าขยับปาก... :P


(Comic strip จาก Monty วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ - คลิกที่รูป เพื่อดูรูปขนาดใหญ่กว่านี้)

ปล. ถ้าใครไม่เก็ท จะให้ช่วยเฉลยมุขก็บอกได้นะ :)

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์