แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือพิมพ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังสือพิมพ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไข่ปลอมจากจีน - อิทธิพลของอินเทอร์เน็ต กับ จรรยาบรรณของสื่อ

วันนี้ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเป็นข่าวเกี่ยวกับไข่ปลอมที่ระบาดในเมืองจีน เราไม่ได้อ่านข่าวนี้ แต่ฟังทางวิทยุตอนขับรถมาทำงานตอนเช้า ได้ยินปุ๊บก็ร้อง ฮ้า!! อยู่ในใจ ทำไข่ปลอมขายเนี่ยนะ... (พอดีขับรถอยู่คนเดียวอ่ะนะ จะร้องฮ้า!! ดัง ๆ ก็ไม่รู้จะร้องให้ใครฟัง แค่ร้องในใจก็พอแล้ว อิอิ)

เราเข้าใจได้ว่าเมืองจีนชอบทำของปลอมออกมาขาย ทำของแบรนด์เนม อิเล็คทรอนิกส์ต่าง ๆ ปลอมก็มีเหตุผลดี เพราะของจริงราคาแพงเพราะค่าแบรนด์หรือค่าดีไซน์ ต้นทุนที่เป็นวัตถุดิบไม่แพง คนจีนทำปลอมมาขายก็ได้กำไรดี แต่ไข่เป็นสินค้าเกษตร ราคาขายปกติก็ไม่ได้แพงอยู่แล้ว จะปลอมไปทำเบื๊อกอะไร?

ฟังแล้วเราไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าเห็นเรื่องนี้ทางอินเทอร์เน็ต เราก็ฟันธงไปเลยว่านี่มัน hoax (เรื่องโกหกชัด ๆ) แต่พอนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเอามาลงข่าวหน้าหนึ่ง เราก็ต้องหาข้อมูลซะหน่อย เครื่องมือในการตามล่าหาความจริงของเราก็คืออินเทอร์เน็ตกับพี่กูเกิ้ลนั่นแหละ

เราเจอว่าข่าวคล้าย ๆ กันนี้ เป็นข่าวที่ลงในเว็บข่าวของสนุก (Sanook!) ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. โดยอ้างข้อมูลจาก The Standard (www.thestandard.com.hk) กับ China.org.cn

เราตามลิงก์ไปที่ The Standard ก็เจอว่าเขาลงเรื่องนี้ตั้งแต่ ๑๗ ก.พ. ๒๐๐๙ ส่วน China.org.cn อ้างไปถึงข่าววันที่ ๒๔ ก.พ. ๒๐๐๙ ของ Xinhua News Agency สาวไปได้แค่นี้ก็ต้องหยุด เพราะไม่มีแหล่งอ้างอิงอะไรเพิ่มเติม เพราะเขาก็อ้างกันไปอ้างกันมาวนเวียนกันอยู่อย่างนั้น

เราไม่สามารถหาอะไรมาหักล้างได้เต็ม ๆ ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องโกหก แต่เว็บข่าวของจีน ๓-๔ แห่งนั่นก็ไม่ทำให้เรารู้สึกเชื่อได้สนิทใจว่าเป็นข่าวจริง ที่สุดท้ายเราขอฟันธงว่านี่เป็นเรื่องโกหก เพราะ

๑. ข่าวนี้เอามาจากเว็บจีนตั้งแต่เดือน ก.พ. ทำไมใช้เวลาตั้ง ๖ เดือนถึงมาดังในเมืองไทย

๒. ในข่าวจากนสพ.เขาบอกว่าต้นทุนไข่ปลอมแค่ไม่ถึง ๒๐ สตางค์ แต่ราคาขายประมาณ ๑-๑.๒ บาท โอ้ว... กำไรตั้งฟองละบาท โอเคคิดว่าเมืองจีนมีประชากรเยอะ การบริโภคไข่ก็น่าจะเยอะกว่าไทย แต่ต้องขายซักกี่ฟองดีล่ะถึงจะคุ้มค่าปลอมไข่ พันฟอง หมื่นฟอง แสนฟอง? เราดูวิธีการทำไข่ปลอม (ที่ในข่าวเขาบอกว่ามีให้ดูเกลื่อนอินเทอร์เน็ต) มันเสียเวลาและแรงงานน่าดู กว่าจะได้ไข่ไก่ปลอมซัก ๑ ฟอง

๓. เราเสิร์ชเจอว่า ฟอร์เวิร์ดเมลเรื่องการทำไข่ปลอมในเมืองจีนเป็นเรื่องโกหก!!! โดยข่าวลือเกี่ยวกับไข่ปลอมทำนองนี้เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งกะปี ๒๐๐๔ โดยอ้างจากสำนักข่าวซินหัว ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่าถ้าเอาไข่ไปปรุงก็จะรู้ทันทีว่าเป็นไข่ปลอม แต่ฟอร์เวิร์ดเมลเวอร์ชั่นหลัง ๆ ไข่ปลอมก็พัฒนาขึ้น จนใกล้เคียงกับไข่จริงมากจนกระทั่งกินเข้าไปแล้วก็ยังแยกแทบไม่ออก (ไข่ปลอมพัฒนา หรือข่าวโกหกพัฒนา??)

เราได้บทเรียนอะไรจากข่าวนี้?? ก็จากชื่อหัวข้อนั่นเลย... สมัยนี้อินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลมาก มากขนาดสามารถวิวัฒนาการวิธีปลอมไข่ให้ก้าวหน้ามากขึ้น เอ้ย... มากขนาดทำให้คนเชื่อเรื่องอะไรต่ออะไรโดยไม่ใช้การวิเคราะห์ ทั้งที่หลาย ๆ เรื่องมันไร้ความน่าเชื่อถือสิ้นดี

นอกจากนี้สื่อมวลชนก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะสามารถจะนำเสนอข้อมูลที่ได้จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องพินิจพิเคราะห์ ไม่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เป็นผู้ที่สามารถใช้ความสามารถของอินเทอร์เน็ตและคำสั่ง copy & paste ได้เต็มศักยภาพ (แต่ไร้ประสิทธิภาพ ไร้คุณภาพ และไร้ความรับผิดชอบ) ที่สุด

นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่สื่อมวลชนกระแสหลักถูกข่าวโกหกจากอินเทอร์เน็ต หลอกให้เชื่อจนเสียเครดิต (เอ... แต่ที่จริงเขามีเครดิตกันด้วยเหรอฮะ???) ที่เราจำได้แม่น ๆ ก็ตอนที่รายการทีวีตอนเช้าที่มีสาว ๆ หลาย ๆ คนมาเล่าเรื่องมีสาระบ้างไร้สาระบ้างให้คนฟัง ก็เคยพลาดท่าประกาศว่า ขวดใส่น้ำที่ทำด้วยพลาสติกเพ็ท เอามาใช้ซ้ำ ๆ แล้วจะทำให้เป็นมะเร็ง พูดกันซะจนคนกลัวขี้หดตดหาย ต้องวิ่งแจ้นไปซื้อขวดพลาสติกอย่างอื่นมาใส่น้ำแทน (เอ... แล้วพลาสติกแบบอื่น มันไม่เป็นมะเร็งหรือไง?) สุดท้ายต้องมีคุณหมอมาเตือนสติว่า เรื่องจริงมันคืออะไร

สรุปว่าอย่าคิดว่า อินเทอร์เน็ตคือพระเจ้า และอย่าคิดว่าสื่อมวลชนจะเชื่อถือได้... สุดท้ายแล้วที่พึ่งได้ที่สุด ก็คือ สติและปัญญาของตัวเราเอง

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ถึงโดนฟ้อง ก็ไม่กลัว?

ปลายอาทิตย์ก่อนมีข่าวดาราฮอลลีวู้ดมาเสียชีวิตที่โรงแรมหรูในกทม. ด้วยลักษณะที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด ข่าวในนสพ.ที่เคลมว่ามียอดขายอันดับหนึ่งเขียนบรรยายสภาพของผู้เสียชีวิตอย่างละเอียดลออ จนเรานึกสงสัยว่าน่าจะโดนฟ้อง...

นึกไว้ยังไม่ทันขาดคำ (เป็นความคิด ใช้ว่า ยังไม่ทันขาดคำ ได้ไหมเนี่ย? อิอิ) ก็มีข่าวว่าญาติของดาราจะฟ้องนสพ. ไทยที่ลงรูปหรือลงข่าวไปในทางสร้างความเสื่อมเสียให้กับผู้เสียชีวิต ซึ่งเราเห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ เพราะเราเคยเขียนด่าเรื่องการนำเสนอข่าวของนสพ. ไทยในทำนองนี้เอาไว้ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราอยากให้ญาติดาราฮอลลีวู้ดชนะคดีด้วย จะได้เป็นคดีตัวอย่างให้คนอื่น ๆ กล้าฟ้องมั่ง

แน่นอนว่าเรื่องแย่ ๆ เรื่องความเสียหาย “ของคนอื่น” มักเป็นเรื่องที่คนอยากรู้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เวลามีรถชนกัน บริเวณเกิดเหตุรถจะติดหนักสาหัส ไม่ใช่เพราะต้องหลบรถที่ชนกันอย่างเดียว แต่เป็นเพราะคนที่ขับรถผ่านไปมา ส่วนใหญ่ชลอดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งอุบัติเหตุหนัก ๆ รถพังยับเยิน ยิ่งดึงดูดความสนใจให้มองนาน ๆ (+ใช้เวลาวิเคราะห์วิจารณ์อยู่ในใจหรือออกเสียงกับเพื่อนร่วมเดินทาง)

แต่ความอยากรู้เรื่องของคนอื่นของคนทั่วไป ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่นสพ.หรือสื่อมวลชนจะเอามาใช้ ในการเผยแพร่ต่าง ๆ อย่างไร้จิตสำนึกและจรรยาบรรณ

นี่ขนาดญาติของดาราฮอลลีวู้ดบอกว่าจะฟ้องแล้ว แต่วันนี้นสพ.ที่เคลมว่าขายดีอันดับหนึ่งของประเทศก็ยังเอาข่าวนี้เป็นข่าวหลักพาดหัว (โดยที่เนื้อข่าวก็ไม่พูดถึงเรื่องที่จะโดนฟ้องด้วย) เราว่าเขาคงไม่แคร์ ตราบเท่าที่คนอ่านส่วนใหญ่ยังชอบเสพย์ข่าวแบบนี้ (และข่าวชาวบ้านแห่ขอหวยลูกหมูสองเพศ, ลูกกระบือสองหัว, ปลาไหลทอง, เห็ดยักษ์ ๑ เมตร ฯลฯ) และคนอีกส่วนหนึ่ง (ซึ่งเราอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย) ก็ทนเสพย์ต่อไป โดยที่ไม่ทำอะไรจริง ๆ จัง ๆ ซักที (นอกจากบ่น ๆๆ)

ในกรณีดาราฮอลลีวู้ดนี้ (หรืออาจจะมีกรณีอื่น ๆ ด้วย) เราว่าตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็มีส่วนผิด ที่ปล่อยให้สื่อมวลชนเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุได้ง่าย ๆ แถมสามารถถ่ายรูปและเอาข้อมูลรายละเอียดออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะชนได้อีกตะหาก

ลองนึกถึงซีรีส์ฝรั่ง CSI สถานที่เกิดเหตุโดนกันไว้หมด ให้เข้าไปได้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น ข้อมูลที่เกี่ยวกับคดีก็เอามาเปิดเผยได้แค่เท่าที่จำเป็นหรือเท่าที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี แต่นสพ.ไทยเข้าไปถึงสถานที่เกิดเหตุได้ขนาดนี้ ถ้าเป็น CSI เขาจะบอกว่าหลักฐานที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุอาจจะเอามาใช้ในทางคดีไม่ได้เพราะโดนรบกวนจากคนภายนอกไปแล้ว

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

วัตถุมงคล

ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ยังไงก็ตาม เราก็ยังเห็นว่าพระพยอมเจ๋งดี...

คราวก่อนโน้นทำคุ้กกี้ “จตุคำ” รุ่นฉุกคิด ๔ คำรวยโคตร ประชดพุทธศาสนิกชนที่แห่กันไปนับถือบูชาเหรียญจตุคามรามเทพกันยกใหญ่เมื่อปีที่แล้ว คราวนี้มาอีกแล้วครับทั่น...

พระพยอมทำโคตรเหรียญ “ตรีรัตนะธรรมมงคล” แจกในวันมาฆะบูชาพรุ่งนี้ (๒๑ ก.พ. ๒๕๕๑) ที่วัดสวนแก้ว ตั้งใจให้พุทธศานิกชนเอาไปเพ่งขบคิดให้เข้าถึงพระธรรม

... จากนั้น พระพยอมกล่าวด้วยว่า ตอนนี้ได้จัดทำโคตรเหรียญ “ตรีรัตนะธรรมมงคล” ขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลาง ๗ นิ้ว หนา ๑ นิ้ว หนักครึ่งกิโลกรัม ทำจากดิน ไม่มี มวลสารใดๆ

ด้านหน้าเป็นรูปธรรมจักรเขียนคำว่า “ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ” ส่วนด้านหลังเป็นภาพตรีรัตนะ ประกอบด้วยภาพดอกบัวบานในวงกลม มีเปลวไฟพุ่ง ๓ ยอด หมายถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้เกิดรัตนะคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อยู่บนแท่นวัชรอาสน์

สิ่งที่ทำนี้ไม่ใช่วัตถุพระเครื่องมงคล แต่เป็นพระธรรมมงคล ไม่มีมวลสารใดๆผสมอยู่ เป็นดินเผาล้วนๆ และไม่มีพิธีปลุกเสกอะไรทั้งนั้น

พระพยอมกล่าวอีกว่า เหรียญดังกล่าวนี้มีขนาดใหญ่เท่าพิซซ่าถาดเล็ก หรืออาจจะเรียกว่าโคตรเหรียญก็ได้ เป็นรุ่นแรกที่ทำขึ้นมา ไม่ต้องนำมาห้อยคอ แต่อยากให้เอาไว้ที่บ้าน ไม่ต้องกราบไหว้บูชา แต่เอาไว้เพ่งขบคิดเรื่องอริยมรรค มีองค์แปด

เหรียญรุ่นนี้ไม่ช่วยให้ขลัง แต่ ช่วยให้คิด เพื่อให้ชาวพุทธหันกลับมาเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย โดยเฉพาะเรื่องธรรมคุณ เพราะขณะนี้คนส่วนใหญ่หันไปยึดติดวัตถุต่างๆ เช่น องค์จตุคามรามเทพ ที่ทำขึ้นมาถึง ๗๐๐ รุ่น แต่ไม่มีรูปพระพุทธเจ้าสักรุ่นเดียว

นอกจากนี้ยังมีเทพเจ้าต่างๆ ที่คนกำลังเข้าไปยึดติด จึงอยากเตือนสติคนเหล่านั้นให้หันมาหาแกนของพระธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากใครอยากเป็นเจ้าของติดต่อขอรับได้ที่วัดสวนแก้ว ในวันมาฆบูชา วันที่ ๒๑ ก.พ.นี้
ตัดมาจากข่าวหน้า ๑ ไทยรัฐ: ของเก่า ให้พระพยอม พบทอง [๑๙ ก.พ. ๕๑ - ๐๓:๔๓]

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วันก่อนฟังวิทยุ เขาคุยกันเรื่องทีวีสาธารณะ มีนักข่าวคนหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้) ที่เคยทำงานกับบีบีซีในอังกฤษ เขาเล่าว่าหนังสือพิมพ์ในอังกฤษจะไม่ค่อยลงข่าวที่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม หรือไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือไม่ดัง เช่น เวลาเกิดอุบัติเหตุ ก็ไม่ไปจับภาพคนคนนั้นกำลังโดนลากออกมาจากซากรถ โดนหามเข้าโรงพยาบาล ฯลฯ

ส่วนใหญ่เขาจะทำข่าวเป็นเป็นภาพรวม หรือการแสดงให้เห็นผลกระทบต่อสังคมโดยรวม การจุดประเด็นให้เกิดการค้นหาความจริง หรือตั้งคำถามให้เกิดการแก้ไขต่อไป มากกว่าจะนำเสนอเพื่อกระตุ้นอารมณ์หรือความสะใจ

พอลองมามองที่หนังสือพิมพ์ไทยนี่ค่อนข้างจะเป็นตรงกันข้าม เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้น ส่วนใหญ่ภาพที่นำเสนอออกมา จะใส่อารมณ์ให้ดูเกินความเป็นจริง (รถชนกัน ก็ให้เห็นกันจะจะว่ายับเยินแค่ไหน คนโดดตึก ก็ให้เห็นว่าลงมากองอยู่ท่าไหน) ชี้นำความคิดหรือตัดสินเหตุการณ์ไปก่อนล่วงหน้า (แม่ทำร้ายลูก ก็พาดหัวข่าวว่า แม่ใจโหด, เกิดเหตุอาชญากรรมขึ้น ก็เรียกผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้าย แสดงความสะใจเวลาผู้ต้องสงสัยโดนรุมประชาทัณฑ์) รวมทั้งนำเสนอเรื่องราวที่เป็นส่วนตัวและไม่มีผลกระทบต่อสังคม (อันนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรักๆ เลิกๆ ของดารา)

เรานึกไม่ออกว่าไอ้การที่เราเห็นหนังสือสือพิมพ์นำเสนอข่าวแบบนี้ ว่ามันไม่เหมาะสมเนี่ย มันไม่เหมาะสมเพราะอะไร แต่คุณนักข่าวบีบีซีคนนั้น เขาบอกว่า ที่หนังสือพิมพ์อังกฤษเขาไม่นำเสนอข่าวแบบนี้ เพราะมัน “ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของคนในข่าว เราฟังแล้วก็ เออ... ใช่เลยแฮะ

หลายๆ เรื่องไม่จำเป็นต้องเป็นข่าว หรือเป็นข่าวก็ไม่ต้องโอเวอร์ เพราะมันไม่จรรโลงใจ เห็นแล้วสลดหดหู่ บางคนเขาประสบชะตากรรมต่างๆ ก็แย่พอแล้ว ยังเหมือนมาโดนประจานทางหนังสือพิมพ์อีก

ส่วนเรื่องส่วนตัวของบุคคลก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ซึ่งการพยายามไปล้วงแคะแกะเกาเพื่อนำมาเปิดเผย มักจะสร้างความอึดอัด/อับอายให้กับคนที่เป็นเจ้าของเรื่อง บางข่าวอาจจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องนำเสนอเรื่องเฉพาะเจาะจงกับคนๆ นั้น

อย่างเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา มีข่าวคดีตชด. ในแง่ของข่าว ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ควรเปิดเผยออกมา เพราะอาจจะมีคนที่โดนเหตุการณ์แบบเดียวกันอีกมาก แต่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยคนที่โดนกระทำโดยละเอียดขนาดนั้นก็ได้ เราเห็นภาพเวลาที่คุณผู้หญิง (จำชื่อไม่ได้อีกแล้ว) เขาต้องเล่าเหตุการณ์ ต้องตอบคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราก็แล้วรู้สึกแย่แทนเขาไปด้วย ทำไมเขาต้องออกมาบอกเล่าอะไรแบบนี้ให้คนทั่วประเทศรับรู้

แต่มันเป็นเรื่องน่าเศร้าในสังคมไทย ที่บางทีคนก็ต้องยอมแลกศักดิ์ศรีกับความอยู่รอด คุณผู้หญิงที่โดนตชด. ทำร้าย ก็ต้องยอมกล้ำกลืนเล่าเรื่องตัวเองให้คนทั้งประเทศฟัง เพราะในประเทศไทยถ้าเรื่องไหนไม่ดัง เรื่องนั้นก็ไม่ค่อยได้รับการแก้ไข

พวกดาราก็ต้องยอมจัดงานแถลงข่าวงานหมั้นงานแต่งงาน ทนตอบคำถามสอดรู้สอดเห็นของนักข่าว เพื่อแลกกับการไม่โดนรุมด่า เพราะหนังสือพิมพ์สมัยนี้ทำให้กลายเป็นมาตรฐานว่า พวกคุณไม่ควรมีชีวิตส่วนตัว จะแต่งจะเลิกต้องบอกให้คนอื่นเขารู้ ใครไม่จัดงานแถลงข่าว จะโดนมองว่าน่าจะทำอะไรผิด ถึงไม่กล้าออกมาสู้หน้าสื่อ

ในขณะที่หลายๆ คนก็โดนปล้นศักดิ์ศรีไปโดยไม่รู้ตัว (เช่น พวกเหยื่อหรือผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุต่างๆ ที่นักข่าวชอบไปถ่ายภาพเขาในสภาพรุ่งริ่งไม่น่าดูออกมา)

เราว่าถ้าลองนึกถึงใจเขาใจเรา ลองคิดว่าถ้าเราเป็นคนในข่าวเหล่านั้น เราอยากจะให้เรื่องราวเหล่านั้นถูกเปิดเผยไหม และเปิดเผยมากแค่ไหน หรือลองนึกดูว่าถ้าคนในข่าวเป็นสามี, เป็นภรรยา, เป็นลูก, เป็นญาติพี่น้องของเรา เรารู้สึกยังไงถ้าภาพของพวกเข้าปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ในรูปแบบนั้นๆ เราคิดว่าถ้าคิดไว้แบบนี้ตลอด หนังสือพิมพ์ไทยอาจจะน่าอ่านมากกว่านี้

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551

แตกแยก

เห็นปกมติชนสุดสัปดาห์เล่มนี้แล้วอึ้ง... รู้สึกว่าแรงและกระทบกระเทือนความรู้สึก

ถึงเราจะไม่ทันเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ กับ ๖ ตุลา ๑๙ แต่เราก็ยังทันที่จะรับรู้ถึงความรุนแรงและความสูญเสียซึ่งเกิดจากรัฐบาลเผด็จการ สาเหตุที่จุดประกายให้เหตุการณ์ในวันที่ ๖ ตุลา ๑๙ ก็คือการที่จอมพลถนอมเดินทางกลับมาประเทศไทย โดยบวชเป็นเณรกลับมาเพราะหวังลดกระแสการต่อต้าน

แต่นักศึกษาและประชาชนก็ยังไม่ยอมรับ ชุมนุมประท้วงขับไล่เณรถนอม จนเจ้าหน้าที่รัฐออกมาจับกุมและสังหารกลุ่มผู้ประท้วง กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์วิปโยคที่ไม่น่าจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย

มติชนเอารูปของอดีตนายกทักษิณมาขึ้นปกแบบนี้ในยามที่มีข่าวว่าอดีตนายกจะเดินทางกลับมาประเทศไทยช่วงหลังสงกรานต์ เป็นการแฝงนัยยะว่าการที่อดีตนายกต้องระเห็จออกไปอยู่ต่างประเทศเพราะเป็นรัฐบาลเผด็จการ และกำลังจะกลับมาเพื่อสร้างความวุ่นวายระลอกใหม่

เป็นการล้อเลียนเทียบเคียงจากเหตุการณ์ในอดีตที่เราไม่เห็นว่าเฉียบคมเลยแม้แต่น้อย... ออกจะเป็นการบ่อนทำลายมากกว่าสร้างสรรค์

มีหลายๆ ปกของมติชนสุดสัปดาห์ที่เราเห็นว่าสุดยอดทั้งในการจับประเด็นและสื่อความหมาย แต่เราว่าฉบับนี้ข้ามเส้น และน่าผิดหวังมากในภาวะที่ประเทศเรากำลังอยากเห็นทุกฝ่ายช่วยกันสร้างความสงบและสามัคคีมากกว่าสร้างความแตกแยก

หรือว่าเราจะคิดมากเกินไป??

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์