แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ก๊อปปี้มาโพสต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ก๊อปปี้มาโพสต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

พลังที่เหนือกว่าคำว่า “รัก”

จากคอลันม์ “เมนูข้อมูล” โดย นายดาต้า มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 28 ส.ค. - 3 ก.ย. 2552 ปีที่ 29 ฉบับ 1515

คล้ายว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ปัญหาครอบครัวจะเกิดจากลูก โดยเฉพาะที่เป็นวัยรุ่นคิดว่า พ่อแม่ไม่เข้าใจลูก อยากให้ลูกเป็นเหมือนกับที่พ่อแม่คิด ในขณะที่ลูกต้องการเติบโตไปอีกทาง

ความไม่เข้าใจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิเสธซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความโกรธ ความน้อยใจ อันจะนำมาซึ่งความเหินห่าง และแยกตัวออกจากกันมากขึ้น

พ่อแม่ยังติดในสังคมเก่า ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลง

ขณะที่น้ำเสียงของสังคมเรียกร้องให้ช่วยกันสร้างความอบอุ่นให้ครอบครัว

แต่เสียงเรียกร้องนั้นดูเหมือนว่าจะมุ่งไปที่การโทษฝ่ายเดียว คือ พ่อ แม่

พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ไม่ทำความเข้าใจลูก ปล่อยให้ลูกขาดความอบอุ่น ขาดความรัก หรือรักลูกไม่ถูกทาง ตามใจไปเสียทุกอย่าง ทำตัวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน

เพราะลูกเป็นเด็กจึงได้รับประโยชน์จากการไม่ต้องถูกสังคมเรียกร้อง

ที่ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากสังคมยุคใหม่มีลูกน้อยคน ค่าของลูกจึงท่วมท้น เกินกว่าที่พ่อแม่จะปล่อยให้ลิ้นไรลอบย้ำ ทุกส่ิงทุกอย่างยอมได้เพื่อลูก

นี่เป็นช่องทางให้นักการตลาดแห่งยุคบริโภคนิยมใช้วิธีกระตุ้นความอยากให้เด็ก เพื่อให้เด็กเรียกร้องให้พ่อแม่ซื้อ

สร้างวัตถุนิยมให้เป็นลัทธิครอบงำความคิดเด็ก

ให้อยากได้ไม่รู้จบสิ้น ไม่รู้พื้นฐานของตัวเอง อยากได้เกินฐานะ

ความยากลำบากของพ่อแม่ยุคนี้คือ หาไม่พอให้ลูกใช้

ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับลูก ไม่ใช่ว่าไม่เห็นว่าปล่อยอย่างนี้แล้วลูกเสียหาย

แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ เสียงดังไม่เท่ากับการรุกของนักการตลาดแห่งยุคบริโภคนิยมที่ผ่านมาทางสื่อมวลชนสารพัด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “สวนดุสิตโพล” สำรวจความคิดของแม่ที่มีต่อลูก

ร้อยละ 31.27 บอกว่าเด็กถูกครอบงำด้วยสื่อและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ร้อยละ 25.64 บอกว่าเด็กยุคนี้กล้าแสดงออกมากเกินไป ไม่มีสัมมาคารวะ ก้าวร้าว ใช้คำพูดคำจาไม่เหมาะสม ร้อยละ 19.51 เห็นว่าขาดผู้ใหญ่ชี้แนะ หรือให้ความรักความอบอุ่นอย่างเต็มที่ ร้อยละ 12.32 เห็นว่าเป็นพวกวัตถุนิยม ฟุ้งเฟ้อ ตามเพื่อน ทำตัวตามกระแส ร้อยละ 11.26 เห็นว่าเด็กห่างเหินศีลธรรม ไม่ได้รับการขัดเกลาทางด้านจิต

คนเป็นแม่เข้าใจหมดว่าเกิดอะไรกับลูก

แต่ทั้งที่เข้าใจแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เสียงของพ่อแม่ดังไม่เท่าเสียงของกระแส

อยากจะบอกลูก แต่ไม่มีวิธีบอกที่ชี้นำความคิดได้เท่ากับนักการตลาดมืออาชีพ

เพราะรักมาก ไม่อยากทำให้ลูกต้องกระทบกระเทือนใจ จึงทำให้ลูกไม่เกรง ไม่กลัว อยากจะได้อะไรก็เรียกร้องเอาโดยไม่ฟัง เหตุที่ขาดสัมมาคารวะก็เพราะรักมาก ไม่กล้าทำโทษเมื่อทำผิด

ที่สุดผลผลิตของยุคนี้ จึงได้เด็กที่ใช้จ่ายตามกระแส เพราะการปลุกเร้าของนักการตลาดมืออาชีพ ที่มีจิตวิทยามวลชนมากกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่จะสู้ได้

ครอบครัวส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่ายตามกระแสของลูก

ที่ตามมาคือลูกขาดความนับถือพ่อแม่ เพราะเห็นพ่อแม่ไม่มีปัญญาสนองให้ตัวเท่ากับที่พ่อแม่เพื่อนสนองให้

เด็กที่ไม่มีศีลธรรม และคำสั่งสอนที่ดีเป็นเกราะคุ้มกัน

ทั้งที่เป็นลูกยุคที่พ่อแม่รักดังไข่ในหิน อยากให้เติบโตไปในวิถีที่ดีงาม

กลับเป็นยุคที่ฟอนเฟะที่สุด ลูก ๆ ทำตัวเหลวแหลกให้พ่อแม่ช้ำใจ

ขณะที่สังคมก็ยังก่นประณามพ่อแม่ว่าไม่ให้ความรัก ไม่ให้ความอบอุ่นกับลูก

นักการตลาดเห็นแก่ได้ ที่กระตุ้นให้เด็กอยากได้ไม่รู้จักหยุด กลายเป็นนักการตลาดมือทองที่สังคมปรบมือให้ด้วยความยอมรับนับถือ

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

เด็กพิเศษ กับ หนังสือคลาสสิก 5 เล่ม

วันก่อนดูรายการ “หนึ่งในพระราชดำริ” ทางโมเดิร์นไนน์ ตอน “เด็กพิเศษ” ซึ่งหมายถึงเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่เด็กอัจฉริยะ เด็กสมาธิสั้น เด็กออทิสติก เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ (LD - Learning Disability) เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม ฯลฯ

พ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ลูกสามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป ซึ่งคุณหมอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กพิเศษบอกว่า ถ้าพ่อแม่ยอมรับว่าลูกมีปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ หมอก็จะสามารถแนะนำวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยเด็กได้

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความรักและความเอาใจใส่ของพ่อแม่ เพราะต่อให้หมอที่เก่งแค่ไหน นักกิจกรรมที่มีความสามารถแค่ไหน แต่คนที่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดก็คือพ่อแม่ นอกจากนี้พ่อแม่ยังต้องให้เวลา อย่าคิดว่าการเลี้ยงลูกที่เป็นเด็กพิเศษคือการวิ่งร้อยเมตร จะสปีดให้ถึงเส้นชัย มันเป็นไปไม่ได้ ให้นึกว่าเป็นการวิ่งมาราธอน ไม่ต้องสปีด แต่ก็ต้องไม่หยุดวิ่ง...

ในรายการบอกว่าปัจจุบันเด็กที่อยู่ในวัยเรียนมีประมาณ 10 ล้านคน มีเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษอยู่ไม่น้อย โดยมีเด็ก LD ประมาณ 6 แสน - 1 ล้านคน เด็กสมาธิสั้นประมาณ 5 แสน และเด็กออทิสติกอย่างน้อย 5 หมื่นคน หมายความว่าอย่างต่ำ ๆ มีเด็กพิเศษประมาณ 1 ล้านกว่าคน หรือในเด็กทุก ๆ 10 คน จะมีเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ 1 คน

จำนวนตัวเลข 1 ใน 10 อาจจะทำให้พ่อแม่วิตกกังวลว่าลูกตัวเองจะมีปัญหา แต่สิ่งที่พ่อแม่น่าจะวิตกกังวลมากกว่าก็คือ เด็กธรรมดาที่พ่อแม่ปล่อยให้ดูทีวี-เล่นเกมจนติด จะแสดงลักษณะและอาการคล้ายกับเด็กพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการมีพัฒนาการด้านการพูดและการสื่อสารที่ช้ากว่าปกติ การไม่ชอบสังคม การจัดการกับอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ นี่ก็ตรงกับที่เราเคยเล่าเรื่องเด็กติดทีวีที่ได้ดูในรายการจุดเปลี่ยน

สรุปว่าพ่อแม่คงต้องตระหนักด้วยว่าควรจะเลี้ยงลูกกันอย่างไรถึงจะป้องกันไม่ให้ลูกที่เป็นเด็กปกติ กลายเป็นเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ “การสร้างวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกด้วยหนังสือ” อย่างในบทความ พัฒนาเด็กด้วยหนังสือ การลงทุนเพื่ออนาคต ของมูลนิธิซิเมนต์ไทย ที่ก็อปปี้มาโพสต์ไปเมื่อวันก่อนน่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เห็นผลแล้วเป็นรูปธรรม



หนังสือภาพ 5 เรื่องเอกของโลก

หลังจากที่เราโพสต์เรื่องพัฒนาเด็กด้วยหนังสือไป ก็มีคนบอกว่าเคยได้ยินว่ามูลนิธิซิเมนต์ไทยแนะนำหนังสือภาพคลาสสิกสำหรับเด็ก 5 เล่ม แต่ไม่รู้ว่าคืออะไรบ้าง เราเสิร์ชเจอแล้วก็ส่งลิงก์ไปให้ แต่พอดีเพื่อนเราที่มาโพสต์คอมเมนต์ไว้ก็พูดถึงเหมือนกัน เราคิดว่าคงมีประโยชน์กับหลายคน เลยก็อปปี้มาโพสต์ไว้ตรงนี้ด้วย

1. แมวล้านตัว (Million of cats)
เรื่องและภาพโดย แวนดา ก๊อก
แปลโดย ชีวัน วิสาสะ
ราคา 40 บาท
“แมวล้านตัว” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2498 และยังคงได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องถึงทุกวันนี้ นับว่าเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กที่มีอายุยืนที่สุดของอเมริกาที่ยังมีการตีพิมพ์อยู่ในปัจจุบัน ภาพต้นฉบับใช้หมึกดำสีเดียว ลายเส้นประณีตและงดงามมาก แมวล้านตัวได้รับการตีความมากมาย ทั้งทางปรัชญา ศาสนา การใช้ชีวิต ความโลภ เสียดสี เหน็บแนม ความเห็นแก่ตัว และความไร้เดียงสาของมนุษย์ รวมถึงนิยามความเป็นมนุษย์และความงามอันหลากหลาย

2. เดินเล่นในป่า (In the forest)
เรื่องและภาพโดย มารี ฮอลล์ เอ็ตส์
แปลโดย อริยา ไพฑูรย์
ราคา 40 บาท
“เดินเล่นในป่า” มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นตามสไตล์ของ มารี ฮอลล์ เอ็ตส์ คือการใช้ดินสอเพื่อให้ได้ภาพที่ดูอบอุ่นและอ่อนโยน หนังสือของเธอทำให้ผู้ใหญ่จำนวนมากที่เคยเชื่อว่าหนังสือเด็กจะต้องมีสีสันมากมายนั้นต้องเปลี่ยนความคิดไป เพราะหลายเล่มได้รับการพิสูจน์แล้วว่าหนังสือสำหรับเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องมีสีสันสดเจิดจ้าเสมอไป ถ้าหนังสือเล่มนั้นสามารถสื่อสารกับเด็ก ๆ ได้ด้วยเรื่องและภาพที่ดี

3. คอร์ดูรอย (Corduroy)
เรื่องและภาพโดย ดอน ฟรีแมน
แปลโดย อัจฉรา ประดิษฐ์
ราคา 50 บาท
“คอร์ดูรอย” พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. 2511 ด้วยเทคนิคภาพพิมพ์แกะไม้ (wood cut) และลงสีน้ำ ทำให้ภาพดูเคลื่อนไหว มีอารมณ์ และน่าตื่นเต้น กระทั่งได้รับการกล่าวอย่างชื่นชมว่า ไม่มีใครแกะไม้ให้ตัวละครมีหน้าตาเกลี้ยงเกลาและแสดงอารมณ์ได้มากเท่าภาพตัวละครในหนังสือเล่มนี้

4. มีหมวกมาขายจ้า (Caps for sale)
เรื่องและภาพโดย แอสไฟร์ สโลบ็อดกินา
แปลโดย ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์
ราคา 70 บาท
“มีหมวกมาขายจ้า” เป็นนิทานเก่าแก่ของอินเดีย ถูกนำมาทำเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กครั้งแรกเมื่อเกือบ 70 ปีมาแล้ว และยังคงติดอันดับขายดีจนถึงปัจจุบัน แอสไฟร์ สโลบ็อดกินา เป็นศิลปินนักออกแบบสามารถทำภาพประกอบได้อย่างมีชีวิตชีวาและมีอารมณ์ขัน การออกแบบฉากและตัวละครให้ดูใกล้ชิดกับเด็ก ๆ

5. เมล็ดแคร็อท (The Carrot Seed)
เรื่องและภาพโดย รัธ เคิร์ส และ คร็อคเก็ท จอห์นสัน
แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ
กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการจัดพิมพ์ (8 ก.ค. 51)
“เมล็ดแคร็อท” เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่าเรื่องง่าย ๆ ใช้คำเพียง 101 คำ แต่มีความลึกซึ้ง เนื้อหาของเรื่องทำให้เด็ก ๆ สามารถเข้าใจคำว่า “อดทน รอได้” เป็นอย่างดี Maurice Sandak เจ้าของเรื่อง ดินแดนแห่งเจ้าตัวร้าย ยกย่องหนังสือเล่มนี้เอาไว้ว่า “หนังสือภาพเล่มนี้สมบูรณ์แบบจนเรียกว่า เป็นบรรพบุรุษของหนังสือภาพทุกเล่มในสหรัฐอเมริกาก็ว่าได้ มันคือการปฏิวัติเล็ก ๆ ของหนังสือเล่มหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของการพิมพ์หนังสือภาพสำหรับเด็กไปตลอดกาล”

รูปและข้อมูลมาจากมูลนิธิซิเมนต์ไทย http://www.scgfoundation.org/update/2008-07-17/

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551

พัฒนาเด็กด้วยหนังสือ การลงทุนเพื่ออนาคต

โดย มูลนิธิซิเมนต์ไทย - จาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๖๑ วันที่ ๑๕-๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ หน้า ๔๓

การเล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ไม่ควรต้องนำมาเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมไทย แต่เหตุใดหลายหน่วยงานจึงมุ่งเน้นในสิ่งเดียวกัน และอีกหลายหน่วยงานที่พยายามเชิญชวนเรียกร้องให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟัง

การเล่านิทาน อ่านหนังสือมีความจำเป็นอย่างไร

บทความต่อจากนี้ไป เป็นข้อมูลที่ได้จากการทำงานจริงในมิติที่ลึกซึ้ง จากโครงการ “เล่านิทาน อ่านหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย (๐-๓ ขวบ)”

ในแวดวงการศึกษาเด็กปฐมวัยและการศึกษาด้านการแพทย์ พบว่าเด็กที่มีอายุอยู่ในช่วงแรกเกิดถึงหกขวบ เป็นวัยที่มีการพัฒนาการสูงที่สุดในชีวิต โดยเฉพาะสมองของเด็กแรกเกิดจนกระทั่งถึงสามขวบ เด็ก ๆ วัยนี้มีความสามารถในการซึมซับ รับรู้และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ดังคำนำของผู้เขียนหนังสือ “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” ซึ่งเปรียบเหมือนคัมภีร์เล่มหนึ่งในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ชาวไทยยุคนี้เลยก็ว่าได้

ยิ่งเราศึกษามากขึ้นเท่าไร เรายิ่งรู้ว่าความคิดของเราเกี่ยวกับเรื่องของเด็กเล็กนั้นผิดพลาดมากแค่ไหน เราเคยคิดว่าเรารู้เรื่องเด็กเล็กดีทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าที่จริงเราเกือบไม่รู้อะไรเลย ดังนั้นเราจึงให้การศึกษาของเด็กเล็กเริ่มหลังจากอายุ ๓ ขวบ ตอนที่เซลล์สมองก่อร่างสร้างตัวเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่รายงานการศึกษาทางชีววิทยาเกี่ยวกับสมองบอกว่า “๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเซลล์สมองของมนุษย์จะเติบโตเต็มที่ภายในอายุ ๓ ขวบ”

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมจึงกล่าวว่าเด็กวัยแรกเกิดถึงหกขวบเป็นวัยที่สำคัญที่สุด เหมาะที่สุดที่จะส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ

การเล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟัง โดยเฉพาะหนังสือดี ๆ นั้นเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการพัฒนาสมองเด็ก

ทำไมต้องเล่านิทาน อ่านหนังสือ

หนังสือภาพเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับอ่านหรือเล่าให้เด็กเล็ก ๆ ฟัง และให้ดูภาพไปพร้อม ๆ กัน สำหรับเด็กโตหนังสือภาพเป็นสื่อที่ตอบสนองความต้องการของเด็กได้เป็นอย่างดี อีกทั้งหนังสือภาพเป็นสื่อที่หาง่าย ใช้ง่าย แต่ปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองยังมองเห็นว่า หนังสือภาพสำหรับเด็กมีราคาแพง หากเมื่อมองให้ลึกถึงคุณค่าแล้ว หนังสือภาพสำหรับเด็กไม่ได้มีราคาแพงเกินกว่าคุณประโยชน์มหาศาลที่เด็กจะได้รับ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับของใช้ฟุ่มเฟือยอื่น ๆ สำหรับเด็ก

โครงการเล่านิทาน อ่าหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย (๐-๓ ขวบ) เป็นหนึ่งในโครงการ “พัฒนาเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือ” ที่มูลนิธิซิเมนต์ไทยร่วมกับสมาคมไทสร้างสรรค์ทำงานเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในพื้นที่อำเภอภูเวียงและอำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โดยใช้หนังสือที่ดีเป็นเครื่องมือในการทำงาน

จากการ “นำหนังสือดีสู่เด็ก” ในพื้นที่ดำเนินโครงการ มีเจ้าหน้าที่ติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิดในระยะเก้าเดือน พบว่า เด็ก ๆ จากจำนวน ๑๕๐ คน (ครอบครัว) ซึ่งครอบครัวเหล่านี้มีลักษณะเหมือนครอบครัวในชนบททั่ว ๆ ไป ที่เป็นเกษตรกรซึ่งมีรายได้และการศึกษาไม่มากนัก หรือไม่มีเลย ผู้ใหญ่ในครอบครัวจะเล่านิทานและอ่านหนังสือให้ฟังอย่างสม่ำเสมอ

เด็กกลุ่มนี้มีพัฒนาการทางด้านภาษาและสื่อสารได้ดี อีกทั้งเด็ก ๆ กลุ่มนี้มีความโดดเด่นจากกลุ่มที่ไม่มีผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟังอย่างชัดเจน จากการสังเกตเด็กเมื่อเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นครั้งแรกในช่วงเปิดเทอม เด็ก ๆ กลุ่มนี้มีความสามารถในการปรับตัวได้ดี มีความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นได้ดี และที่สำคัญกว่านั้นคือ เด็กกลุ่มที่ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟังอย่างเข้มข้นจะไม่ติดโทรทัศน์ ถ้าให้เลือกระหว่างหนังสือภาพกับโทรทัศน์ เด็กกลุ่มนี้จะเลือกหนังสือภาพมากกว่า

คุณครูพรทิพย์ ชินวิทย์ ครูพี่เลี้ยงประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหัวนา ตำบลจระเข้ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เล่าถึง “น้องหม่อน” ซึ่งเริ่มเข้าร่วมโครงการฯ เมื่อวัย ๒ ขวบครึ่ง (ปัจจุบัน ๓ ขวบกว่า) เป็นหนึ่งในเด็กจากจำนวน ๑๕๐ คนว่า

“น้องหม่อนโชคดีมาก มีคุณยายให้ความสนใจ อ่านหนังสือให้ฟังทุก ๆ วัน แถมยังเผื่อแผ่แก่เด็กคนอื่น ๆ ด้วย น้องหม่อนมีพัฒนาการรวดเร็วในทุกด้าน พูดรู้เรื่อง ไม่เคยงอแง และไม่น่าเชื่อเลยว่าอายุขนาดนี้จะเลือกให้ยายซื้อหนังสือ แทนที่จะซื้อของเล่นตามตลาดนัด ครูคิดว่าที่เป็นแบบนี้ก็เพราะมีคุณยายคอยอ่านหนังสือให้ฟัง มีการพูดคุยสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ ยายคงจะสอดแทรกเรื่องที่อยากจะให้น้องหม่อนได้รู้ลงไปในขณะที่เล่านิทาน อ่านหนังสือให้ฟังไปด้วย”

คุณสุรนุช ธงศิลา ผู้จัดการมูลนิธิซิเมนต์ไทย กล่าวถึงการที่มูลนิธิซิเมนต์ไทยให้ความสำคัญต่อการเล่านิทาน อ่านหนังสือให้ลูกฟัง จึงได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้ว่า

“เราเชื่อว่าการเล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟังตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างรวดเร็ว และกิจกรรมเล่านิทาน อ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวสามารถทำได้ ถึงแม้ผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือไม่ออก ก็จะสามารถดูรูปแล้วเล่าเรื่องให้เด็กฟังได้ เด็กปฐมวัยชอบหนังสือภาพ ชอบฟังนิทาน เพราะในหนังสือมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ถูกใจเด็ก โดยเฉพาะหนังสือภาพดี ๆ ที่เขียนโดยนักเขียนที่มีความเข้าใจธรรมชาติของเด็กก็จะสามารถทำหนังสือออกมาได้ถูกใจเด็กมากที่สุด ทำให้เด็ก ๆ เข้าถึงหนังสือได้ง่าย หนังสือภาพมีทั้งภาพ มีทั้งภาษาและเนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก หนังสือภาพช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์แก่เด็กเล็ก ๆ มูลนิธิซิเมนต์ไทยอยากมีส่วนร่วมในการกระตุ้นให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กปฐมวัยและอยากให้พฤติกรรมนี้แพร่หลายในสังคมไทย

โครงการเล่านิทานอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย (๐-๓ ขวบ) นี้ มูลนิธิซิเมนต์ไทยมีความตั้งใจให้เป็นโครงการนำร่อง ทำการศึกษาและค้นหากระบวนการในการนำหนังสือสู่เด็กอย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือองค์กรที่สนใจในพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้วยหนังสือได้นำไปใช้ เราร่วมกับสมาคมไทสร้างสรรค์ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความชำนาญในด้านนี้ และเป็นองค์กรที่ทำงานอย่างเกาะติดทุกกระบวน ด้วยความหวังว่าเราจะได้เนื้อหาที่สามารถเป็นทางเลือกทางหนึ่งสำหรับผู้สนใจร่วมกัน “สร้างวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกด้วยหนังสือ” ต่อไป

โครงการ “เล่านิทาน อ่านหนังสือเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย (๐-๓ ขวบ)” ทำงานอย่างไร

หัวใจสำคัญของโครงการฯ อยู่ที่ หนังสือดี และกระบวนการสร้างความเข้าใจในการอ่านหนังสือให้ลูกฟังในครอบครัว ในการนำร่องนี้ โครงการได้คัดสรรพื้นที่ต่อยอดจากโครงการดั้งเดิมของสมาคมไทสร้างสรรค์ในพื้นที่ตั้งของห้องสมุดเด็กในชนบท ๓ แห่ง ได้แก่ หมู่บ้านที่อยู่รอบ ๆ ห้องสมุดเด็กเวียงเก่า (ภูเวียงเดิม) ห้องสมุดเด็กบ้านหัวนา ตำบลจระเข้ อำเภอหนองเรือ และห้องสมุดเด็กบ้านบะยาว ตำบลกุดกว้าง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น โดยตั้งกลุ่มเป้าหมายครอบครัวที่มีเด็กอายุระหว่าง ๖ เดือน - ๓ ขวบ จำนวน ๑๕๐ ครอบครัว

เมื่อได้ครอบครัวเป้าหมาย จึงเริ่มกระบวนการสร้างความเข้าใจว่า หนังสือสำหรับเด็กมีลักษณะอย่างไร หนังสือภาพมีความสำคัญอย่างไร และการอ่านหนังสือภาพให้ลูกฟังต้องเริ่มอย่างไร นับเป็นช่วงเวลาที่ต้องทำงานอย่างถึงลูกถึงคนอย่างแท้จริง กล่าวคือ เข้าหาทุกครัวเรือน อธิบายกันตัวต่อตัว สาธิตการอ่านหนังสือ ชี้แนะจุดสำคัญกันเล่มต่อเล่มเลยทีเดียว

ในการทำงานขั้นแรกเริ่มนี้ จำเป็นต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างยิ่งเพื่อให้เข้าถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อส่งต่อความตั้งใจของมูลนิธิซิเมนต์ไทยในการร่วมกันสร้าง “วัฒนธรรมการเลี้ยงลูกด้วยหนังสือ” ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2551

ความรู้กับความบันเทิง

เราเคยสงสัยว่า ทำไมเวลาเราไปต่างประเทศ เราถึงรู้สึกอยากจะไปเที่ยวตามพิพิธภัณฑ์ อยากไปดูงานศิลปะ แต่เมืองไทยก็มีพิพิธภัณฑ์ตั้งเยอะแยะ ผลงานศิลปะของเราไม่ได้ไม่ได้น้อยหน้าใครๆ เลย ทำไมเราไม่รู้สึกว่าอยากไปดูอยากไปชมสักเท่าไหร่ หรือว่าเราจะเป็นพวกไม่รักของไทย ไม่ชาตินิยม

พอได้มาอ่านที่อาจารย์นิธิเขียนในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก็เพิ่งเข้าใจสาเหตุ ว่าเรายังไม่สามารถให้ความรู้ได้มากพอที่จะสร้างสำนึก สร้างความรู้สึกซาบซึ้งกับคุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่เราได้เห็น ได้ดูในพิพิธภัณฑ์หรืองานแสดงต่างๆ พอไปเข้าดูพิพิธภัณฑ์ไทย มันเลยไม่รู้สึกสนุก ไม่เห็นคุณค่า ไม่เข้าใจความหมาย

ในสังคมไทยดูเหมือนว่าความรู้กับความบันเทิงเป็นสิ่งที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ ความบันเทิงของไทยจึงมีแต่ความไร้สาระ ไม่สมจริงสมจัง ในขณะที่ความรู้ก็เป็นเรื่องน่าเบื่อ หนักหัวสมอง เคร่งเครียด ไปซะงั้น

...ศิลปะและรสนิยมทางศิลปะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพมากกว่าทักษะและทัศนคติบางด้าน สังคมใดไปฝากศิลปะไว้กับการศึกษามวลชนจึงมักไม่สามารถปลูกฝังรสนิยมอันดีทางศิลปะแก่มวลชนได้

อย่าเพิ่งคิดเอาไปฝากไวก้บครอบครัวนะครับ เพราะฝากกับครอบครัวนั้นถูกแน่ แต่ถูกแบบกำปั้นทุบดิน เนื่องจากครอบครัวของมวลชนเองก็อ่อนแอในเรื่องนี้ จำเป็นต้องมีเครื่องไม้เครื่องมืออื่นในสังคม เพื่อช่วยครอบครัวด้วย เครื่องมือสำคัญก็คือ สื่อ และกระบวนการเรียนรู้ที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของคนในตลาด

สื่อในเมืองไทยเอื้อต่อการเรียนรู้และเสพย์ศิลปะมากน้อยแค่ไหน ก็เห็นๆ กันอยู่แล้วนะครับ ผมจะไม่พูดถึง

แต่ผมอยากจะพูดถึงสถาบันที่ผู้คนในสมัยปัจจุบันไปเที่ยวเตร่เยี่ยมเยือน เช่น พิพิธภัณฑ์, สวนสนุก, สถาบันดนตรี, หอศิลป์, มหกรรม, งานนิทรรศการ, งานแสดงสินค้า ฯลฯ อะไรทำนองนี้มากกว่า

สิ่งเหล่านี้มีเป้าหมายที่ซ้อนกันอยู่หลายมิติ หากำไรก็ใช่, ให้ความบันเทิงก็ใช่, และที่ไม่ควรขาดอย่างยิ่งก็คือ ให้การเรียนรู้ด้วย เป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเองนะครับ ถ้าไม่หน้ามืดกับการหากำไรจนเกินไป ก็จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้ทำให้เกิดลูกค้าใหม่ในอนาคต ไม่ใช่การลงทุนเปล่า

พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ที่แสดงของพร้อมป้ายอธิบายอย่างหยาบๆ เท่านั้น พิพิธภัณฑ์ (ทุกชนิด) เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุกและให้การเรียนรู้มาก แต่ต้องมีกิจกรรมการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย เช่น สร้างแกนเรื่อง (theme) ที่น่าสนใจขึ้น และมีบริการนำชมเป็นรอบๆ ไป

ใครเข้าชมหอศิลป์ ก็อาจจะซื้อตั๋วเพื่อชม “อิทธพลของ Impressionism ในศิลปะไทย” ซึ่งจะได้ชมภาพของศิลปินไทยหลายท่าน รวมทั้งได้ความรู้ว่าอะไรคือ Impressionism ในทางศิลปะ, อิทธิพลนั้นแสดงออกในภาพเขียนอย่างไร, ยังมีสืบมาถึงปัจจุบันหรือไม่, เทคนิควิธีของการเขียนภาพแบบต่างๆ ฯลฯ รวมทั้งอาจซักไซ้ผู้นำชมได้อีกมากมายโดยไม่มีคำตอบตายตัว

แกนเรื่องมีมากมายหลายเรื่อง และต้องสร้างขึ้นใหม่ให้น่าสนใจอยู่เสมอ

ผมจึงพูดอยู่บ่อยๆ ว่า หัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์, หอศิลปะ, นิทรรศการ, ฯลฯ นั้นคือวิจัย นอกจากต้องมีความรู้ว่าจะเก็บและตั้งแสดงอย่างไรแล้ว ต้องติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการพอที่จะสร้างแกนเรื่องให้ใหม่สดและอยู่ในความสนใจใคร่รู้ของผู้คนได้ด้วย

ผมขอยกตัวอย่างสถาบันทางดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกสักแห่งหนึ่งเป็นตัวอย่าง นั่นคือ Lincoln Center แห่งนิวยอร์ก

ผู้คนรู้จักศูนย์ลิงคอล์นว่าเป็นโรงแสดงดนตรีอันมีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วศูนย์ลิงคอล์นเป็นมากกว่านั้นมาก

ห้องประชุมใหญ่ของที่นี่ชื่อ Avery Fisher Hall อันเป็น “บ้าน” ของ New York Philharmonic Orchestra อันลือชื่อ นอกจากใช้แสดงแล้วยังใช้ฝึกซ้อม วงดนตรีนี้ไม่ห้อยอยู่บนบันไดชั้นบนเฉยๆ แต่ยังพยายามปลูกฝังรสนิยมการฟังดนตรีแก่เยาวชนและคนทั่วไป โดยเฉพาะสมัยที่ Leonard Bernstein เป็นผู้อำนวยการและอำนวยวง ตัวเขานั่นเองแหละที่จะนำวงมาสอนทุกวันอาทิตย์ และว่ากันว่า เขาเป็นครูชั้นยอดทีเดียว

ที่สังกัดอยู่กับ Lincoln Center ยังมีศิลปะการแสดงแขนงอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากดนตรีคลาสสิค เช่น สถาบันอุปรากรและบัลเลต์, มีสมาคมภาพยนตร์, มีแจ๊ซ, และเชมเบอร์มิวสิคอยู่ด้วย นอกจากนี้ ก็มีห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการแสดงที่ใหญ่มาก มีพิพิธภัณฑ์การดนตรี และมีการขายทัวร์นำผู้สนใจเข้าชมทั้งศูนย์ได้ด้วย

สถาบันที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Lincoln Center คือโรงเรียนดนตรีชื่อ Julliard ซึ่งถือกันว่าโรงเรียนนี้ผลิตนักดนตรีดีที่สุดของโลก นักเรียนดนตรีที่นี่จัดแสดงดนตรีในหอประชุมต่างๆ ของศูนย์เกือบตลอดปี แม้มีชื่อเสียงระดับสุดยอด โรงเรียนดนตรี Julliard ก็ยังจัดสอนภาคพิเศษตอนเย็น ซึ่งเปิดรับคนทั่วไปเข้าเรียนได้ แล้วแต่จะเลือกสนใจเรื่องอะไรของดนตรี แม้แต่นักท่องเที่ยวซึ่งมีเวลาอยู่นิวยอร์กนานพอ ก็สามารถไปลงทะเบียนเลือกเรียนได้

ทั้งนี้ ยังไม่พูดเรื่องเว็บไซต์ ซึ่งนอกจากบอกกล่าวกิจกรรมของศูนย์หรือวงนิวยอร์กฟิลฮาร์มอนิกแล้ว ยังให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีและศิลปะการแสดงแขนงอื่นอีกมากมายด้วย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่ชี้ให้เห็นว่า เราสามารถทำตลาดให้เป็นมากกว่าที่ขายของได้ นั่นก็คือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย เพราะชีวิตคนปัจจุบันอยู่ในตลาด หากตลาดไม่ให้การเรียนรู้ ผู้คนจะ “มีการศึกษา” ไม่ได้ ไม่ว่าจะขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปเป็น ๑๒ หรือ ๒๔ ปี

ตลาดศิลปะที่มีคุณภาพเกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีการเรียนรู้ และการเรียนรู้เกิดขึ้นในชีวิตปรกติของตลาด อันไม่อาจเกิดขึ้นได้เพราะการจัดแสดงเพียงอย่างเดียว เดินเข้าไปชมภาพศิลปะร่วมสมัยในหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยไทย โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตกรรมสมัยใหม่เลย จะไม่ให้ความรู้สึกว่ามีเท้าที่มองไม่เห็นถีบออกมาได้อย่างไร

ตลาดที่ไม่มีโอกาสเรียนรู้ ย่อมไม่สามารถอุปถัมภ์ศิลปะและวิทยาการที่ดีเลิศได้เป็นธรรมดา และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในตัวตลาดนั้นเองได้ ทั้งยังเป็นช่องทางการเรียนรู้ที่ได้ผลที่สุดด้วย เพราะสัมพันธ์กับชีวิตคนยิ่งกว่าโรงเรียน, วัด, หรือภาพเขียนและดนตรีเลิศใดๆ

กระบวนการเปลี่ยนแปลงของการอุปถัมภ์ศิลปะจากอภิชนมาสู่สามัญชนนั้น ต้องมาพร้อมกับการทำให้ความรู้เป็นสมบัติของประชาชนด้วย (popularization of knowledge) แต่นี่เป็นสิ่งที่ชนชั้นนำไทยไม่เคยใส่ใจตลอดมาตั้งแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้

คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ จึงได้แต่หงุดหงิดงุ่นง่านไปตามลำพัง เพราะไม่มีใครยอมเผยแพร่แบ่งปันความรู้กันตามที่แกเรียกร้องอยู่เสมอเลย

ตัดตอนมาจาก “ศิลปะในตลาดที่ไม่ได้เรียนรู้” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ – มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๔๐ วันที่ ๒๑-๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

วัตถุมงคล

ใครจะวิพากษ์วิจารณ์ยังไงก็ตาม เราก็ยังเห็นว่าพระพยอมเจ๋งดี...

คราวก่อนโน้นทำคุ้กกี้ “จตุคำ” รุ่นฉุกคิด ๔ คำรวยโคตร ประชดพุทธศาสนิกชนที่แห่กันไปนับถือบูชาเหรียญจตุคามรามเทพกันยกใหญ่เมื่อปีที่แล้ว คราวนี้มาอีกแล้วครับทั่น...

พระพยอมทำโคตรเหรียญ “ตรีรัตนะธรรมมงคล” แจกในวันมาฆะบูชาพรุ่งนี้ (๒๑ ก.พ. ๒๕๕๑) ที่วัดสวนแก้ว ตั้งใจให้พุทธศานิกชนเอาไปเพ่งขบคิดให้เข้าถึงพระธรรม

... จากนั้น พระพยอมกล่าวด้วยว่า ตอนนี้ได้จัดทำโคตรเหรียญ “ตรีรัตนะธรรมมงคล” ขนาดเส้นผ่าศูนย์ กลาง ๗ นิ้ว หนา ๑ นิ้ว หนักครึ่งกิโลกรัม ทำจากดิน ไม่มี มวลสารใดๆ

ด้านหน้าเป็นรูปธรรมจักรเขียนคำว่า “ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ” ส่วนด้านหลังเป็นภาพตรีรัตนะ ประกอบด้วยภาพดอกบัวบานในวงกลม มีเปลวไฟพุ่ง ๓ ยอด หมายถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้เกิดรัตนะคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อยู่บนแท่นวัชรอาสน์

สิ่งที่ทำนี้ไม่ใช่วัตถุพระเครื่องมงคล แต่เป็นพระธรรมมงคล ไม่มีมวลสารใดๆผสมอยู่ เป็นดินเผาล้วนๆ และไม่มีพิธีปลุกเสกอะไรทั้งนั้น

พระพยอมกล่าวอีกว่า เหรียญดังกล่าวนี้มีขนาดใหญ่เท่าพิซซ่าถาดเล็ก หรืออาจจะเรียกว่าโคตรเหรียญก็ได้ เป็นรุ่นแรกที่ทำขึ้นมา ไม่ต้องนำมาห้อยคอ แต่อยากให้เอาไว้ที่บ้าน ไม่ต้องกราบไหว้บูชา แต่เอาไว้เพ่งขบคิดเรื่องอริยมรรค มีองค์แปด

เหรียญรุ่นนี้ไม่ช่วยให้ขลัง แต่ ช่วยให้คิด เพื่อให้ชาวพุทธหันกลับมาเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย โดยเฉพาะเรื่องธรรมคุณ เพราะขณะนี้คนส่วนใหญ่หันไปยึดติดวัตถุต่างๆ เช่น องค์จตุคามรามเทพ ที่ทำขึ้นมาถึง ๗๐๐ รุ่น แต่ไม่มีรูปพระพุทธเจ้าสักรุ่นเดียว

นอกจากนี้ยังมีเทพเจ้าต่างๆ ที่คนกำลังเข้าไปยึดติด จึงอยากเตือนสติคนเหล่านั้นให้หันมาหาแกนของพระธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากใครอยากเป็นเจ้าของติดต่อขอรับได้ที่วัดสวนแก้ว ในวันมาฆบูชา วันที่ ๒๑ ก.พ.นี้
ตัดมาจากข่าวหน้า ๑ ไทยรัฐ: ของเก่า ให้พระพยอม พบทอง [๑๙ ก.พ. ๕๑ - ๐๓:๔๓]

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550

ลมหนาว

เมื่อเช้ารู้สึกว่าลมหนาวมาถึงกรุงเทพฯ แล้วอย่างเป็นทางการ เพราะมีไอเย็นๆ ลอดหน้าต่างเข้ามา พาลให้อยากจะซุกตัวในผ้าห่มต่ออีกซักชั่วโมงสองชั่วโมง -_-”

ใครที่ยังไม่ทันสังเกต เพราะยังปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ ลองเปิดหน้าต่างให้ลมเย็นๆ เข้ามาในห้องดูบ้าง กลิ่นลมหนาวหอมชื่นใจ ถ้าไม่ได้เป็นคนที่ขี้ร้อนจนเกินไป บางทีช่วงนี้อาจจะไม่ต้องอาศัยแอร์หรือพัดลมเลยด้วยซ้ำ (ช่วยประหยัดพลังงาน ช่วยลดภาวะโลกร้อน)

อากาศเย็นๆ พาลให้ขี้เกียจ สมองไม่แล่น ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร เอาเรื่องที่อ่านในมติชนสุดสัปดาห์มาเล่าให้ฟังดีกว่า :)

คอลัมน์เมนูข้อมูลในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ ๑๐-๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ “ไปให้ไกลกว่า ‘ปานกลาง’” พูดถึงผลสำรวจของสภาการศึกษาแห่งชาติในหัวข้อ “คนไทยคิดอย่างไรกับการศึกษาไทย ณ วันนี้” ร้อยละ ๘๔.๕ พอใจกับการศึกษาในปัจจุบัน ฟังดูแล้วช่างขัดแย้งกับความรู้สึกของคนทั่วๆ ไปที่บ่นกันว่าการศึกษาของไทยแย่ลงๆ จนถึงขั้นสิ้นหวัง

งั้นลงไปดูในรายละเอียดของผลสำรวจกันหน่อย พบว่า “พอใจมาก” มีแค่ร้อยละ ๑๙.๙ “พอใจปานกลาง” ร้อยละ ๕๖.๓ “พอใจน้อย” ร้อยละ ๘ และ “ไม่พอใจร้อย” ละ ๑๕.๕ (คนทำสำรวจต้องการชี้นำอะไรหรือเปล่า จึงกำหนดตัวเลือกคำไว้เช่นนี้?)

จะเห็นว่าคนที่ “พอใจมาก” จำนวนร้อยละ ๑๙.๙ เยอะกว่าคนที่ “ไม่พอใจมาก” จำนวนร้อยละ ๑๕.๕ อยู่แค่เล็กน้อย ส่วนคนที่ “พอใจกลางๆ” ก็น่าจะเป็นเรื่องปกติของการแสดงความเห็นของคนไทยหรือเปล่า ที่มักจะเลือกตรงกลางๆ เอาไว้ก่อน เพราะปลอดภัยดี

ถ้าผู้บริหารการศึกษาจะบอกว่าคนส่วนใหญ่พอใจกับระบบการศึกษาในปัจจุบันก็พอจะกล้อมแกล้มพูดไปได้ แต่ในสภาวะปัจจุบันที่โอกาสในการแข่งขันเป็นของผู้ที่เหนือกว่า ความพอใจปานกลางร้อยละ ๕๖.๓ เป็นเรื่องที่ผู้บริหารการศึกษาควรจะพึงพอใจแล้วหรือ เมื่อรู้ว่าโลกทุกวันนี้ไม่เหลือไว้ให้คนที่ได้อันดับกลางๆ มีแต่ผู้ที่เหนือกว่าเท่านั้นที่จะมีที่ยืนได้ เมื่อบริษัทรับสมัครงาน ส่วนใหญ่ก็จะรับผู้ที่ดีที่สุดเข้าทำงาน คนระดับกลางๆ แทบไม่มีโอกาสได้ทำงาน

ถ้าหากคิดว่าการให้การศึกษาคือการให้อนาคต ผู้บริหารควรจะต้องบริหารการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากร “ชั้นนำ” ออกมา ไม่ใช่พอใจกับการผลิตบุคลากร “ระดับปานกลาง” เพราะเท่ากับผลิตคนออกมาให้ตกงานหรือทำงานต่ำกว่าวุฒิ ซึ่งเป็นความสูญเปล่า การผลิตบุคลากรชั้นนำจะทำไม่ได้เลย หากสถาบันหรือผู้บริหารการศึกษามีความรู้สึกว่าแค่ความพอใจปานกลางก็เป็นความสำเร็จแล้ว...

จากการศึกษา มาต่ออีกเรื่องหนึ่ง... เรื่องการทำงาน

คอลัมน์เมนูข้อมูล ฉบับวันที่ ๕-๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ “น่ารักจริงๆ ประเทศไทย” พูดเรื่องที่ว่าค่าแรงของคนไทยสูงกว่าจีนหรือเวียดนาม แต่ความรู้ความสามารถของเราเริ่มจะสู้เขาไม่ได้ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิต ราคาสินค้าไทยแพงกว่า เป็นปัญหาในการแข่งขันในตลาดโลก สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนก็คือการพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้มีบุคลากรที่มีความสามารถที่ผลิตสินค้าได้มีคุณภาพมากกว่า

แต่พอมาดูผลการสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติเรื่อง “ความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของประชากรปี ๒๕๕๐” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อนำไปวางแผนพัฒนาและช่วยเหลือผู้อยู่ในวัยแรงงานซึ่งมีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป ประชากรในวัยนี้มี ๕๐.๘ ล้านคน มีแค่ ๙.๒๕ ล้านคนหรือร้อยละ ๑๘.๒ ที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถของตน ที่เหลืออีก ๔๑.๕๗ ล้านคนหรือร้อยละ ๘๑.๘ ไม่ต้องการพัฒนา

ในบรรดาคนว่างงานซึ่งมีจำนวน ๕.๙ แสนคน เมื่อถามว่าจะหางานได้อย่างไร ร้อยละ ๗๑.๗ อยากให้รัฐช่วยหางานให้ทำ ร้อยละ ๑๕ ขอทุนจากรัฐเพื่อประกอบอาชีพ ร้อยละ ๕.๘ ขอเข้าพัฒนาฝีมือแรงงาน ร้อยละ ๓.๘ ขอให้สนับสนุนอาชีพทางเกษตร ร้อยละ ๓.๘ ขอให้ช่วยเหลือเงินค่าเรียนบุตร ร้อยละ ๑ ขอข้อมูลตลาดแรงงาน

ข้อมูลนี้บอกได้ชัดเจนว่าคนไทยส่วนใหญ่ รักสบาย ไม่ต้องการการพัฒนา หากจะพัฒนาก็เป็นเรื่องง่ายๆ ไม่มีงานทำก็มุ่งแบมือขอความช่วยเหลือเป็นหลัก ตอนนี้โลกก้าวไปไกลด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี การแข่งขันต้องการความรู้ความสามารถที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่พี่น้องไทยเรา ไม่สนใจการพัฒนาตัวเอง มุ่งแต่จะสร้างรายได้เพิ่มด้วยการเรียกร้อง และรอคอยความช่วยเหลือจากคนอื่น

อ่านแล้วไม่รู้ว่าจะรู้สึกหนาวหรือรู้สึกร้อนดี...

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๖ (จบ)

มาถึงตอนจบของบทเรียนชีวิต (ซะที -_-") จากที่เขียนมาไม่ค่อยมีคนมาเขียนคอมเมนต์กันเท่าไหร่ เราคุยกับพี่สาวเราแล้ว ก็เห็นตรงกันว่า คนที่เป็นพ่อแม่อ่านแล้วน่าจะรู้สึกเหนื่อย (ทำไมเลี้ยงลูกมันยากขนาดนี้...) แต่ถ้ามองกันดีๆ เรื่องทั้งหมดนี้มันคือ “หน้าที่ของพ่อแม่” ในการเลี้ยงและดูแลลูก

แต่บางทีพ่อแม่สมัยนี้ก็ลืมตัว... ยกหน้าที่อบรมสั่งสอนลูกให้กับครูที่โรงเรียน หวังให้ครูสอนให้ลูกเติบโตเป็นคนดี เอาหน้าที่การดูแลลูกไปให้พี่เลี้ยง หวังว่าลูกจะดูแลตัวเองได้ ทิ้งหน้าที่เลี้ยงดูลูกไว้กับทีวี, เกม, หนังสือการ์ตูน หวังว่าลูกจะได้เก็บทักษะความรู้ปรัชญาชีวิตจากสิ่งเหล่านั้น ปล่อยหน้าที่ปกป้องลูกไว้กับรัฐ หวังว่ารัฐจะช่วยจัดการสิ่งเลวร้ายให้หมดไปจากสังคม แต่มันเป็นความหวังที่เป็นไปได้ยาก

ถ้าลองไล่ดูตามรายการที่พ่อแม่จะต้องสอนลูกที่เราเขียนแปลมา ๕ ตอน (รวมตอนนี้ด้วยก็เป็น ๖ ตอน) มันอาจจะดูเยอะ แต่เราว่าถ้าพ่อแม่ได้มีเวลาใกล้ชิดกับลูก สั่งสอนลูกตามสมควรโดยไม่ต้องคิดว่านี่เรากำลังสอนลูกเรื่องการเงิน เรื่องความคิด เรื่องความสุข ฯลฯ แค่สอนลูกในสิ่งที่ดีและทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก พ่อแม่ก็ได้สอนลูกในเรื่องที่เขียนมานี้ไปโดยอัตโนมัติ (และสอนหลายๆ หัวข้อพร้อมกัน)

อย่าลืมว่าเด็กๆ เรียนรู้จากตัวอย่าง เลียนแบบสิ่งที่เขาใกล้ชิด พบเห็น เจอะเจอ เพราะฉะนั้นพ่อแม่อยากจะให้ลูกเป็นอย่างไร ก็ต้องทำตัวเองให้เป็นอย่างนั้นก่อน

อ่ะ... มาอ่านเรื่อง สอนลูกเรื่องความสุข อันเป็นตอนจบกันดีกว่า

๑. อยู่กับปัจจุบัน – อันที่จริงความสามารถในการอยู่กับปัจจุบันเป็นธรรมชาติสำหรับเด็กๆ ยิ่งเราโตขึ้นเท่าไร ความสามารถ (หรือทักษะ) ในการอยู่กับปัจจุบันจะยิ่งลดลงตามลำดับ ผู้ใหญ่มักคิดถึงแต่อนาคตกับอดีต และปล่อยให้ปัจจุบันหลุดลอยไปจากชีวิต

ควรพยายามสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นี่ ตรงนี้ ตรงหน้าเรา อดีตที่ผ่านไปแล้ว เราแก้ไขไม่ได้ เรียนรู้จากมันแล้วนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน อนาคตยังมาไม่ถึง เราจะวิตกกังวลหรือคาดหวังอะไรก็ไม่มีประโยขน์ คิดถึงอนาคตเพื่อที่จะวางแผนว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้อย่างไร

๒. มีความสุขกับชีวิต – เด็กๆ มักไม่ค่อยมีปัญหากับเรื่องนี้ แต่พ่อแม่ก็อาจจะมีส่วนช่วยสอนให้เขาตระหนักรู้ถึงความสำคัญและวิธีการที่จะมีความสุขกับชีวิตของตัวเองให้ได้

บางทีผู้ใหญ่หลายคนอาจจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากเด็กในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเรา การตั้งความคาดหวังและเป้าหมายที่เหมาะสม พ่อแม่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกในการที่จะมีความสุขกับชีวิตอย่างเหมาะสมและพอเพียง

เราเคยฟังที่คุณ “หนูดี” วนิษา เรซ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “จับเข่าคุย” เธอบอกว่าเธอเคยมีความสุขกับทำให้ได้ตามเป้าหมายใหญ่ๆ ในแต่ละช่วงของชีวิต เช่น ตอนเรียนก็อยากเรียนเก่งๆ เข้ามหาวิทยลัยดีๆ ได้ พอทำงานก็อยากประสบความสำเร็จ ก้าวหน้า ได้เลื่อนตำแหน่ง ทำงานได้เงินเยอะๆ จากนั้นก็อยากซื้อบ้านซื้อรถ

กว่าจะได้มีความสุข เราจะต้องไปถึงเป้าหมายใหญ่ๆ ที่ตั้งเอา ซึ่งในชีวิตก็จะมีอยู่แค่ไม่กี่ครั้ง จะเปรียบไปก็เหมือนกับเรามี “กล่องความสุข” การตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ ก็คือมีกล่องความสุขใบใหญ่ๆ เมื่อเราหาของมาใส่กล่องได้เต็มกล่องแต่ละครั้ง ก็จะมีความสุข แล้วเราก็เปลี่ยนไปหากล่องใบใหม่ (ซึ่งใหญ่กว่าเดิม)

แต่อีกวิธีหนึ่งที่เราจะมีความสุขได้มาก คือ ทำกล่องความสุขของเราให้เล็กลง รับรู้ความสุขง่ายๆ เช่น การได้กลับบ้านไปกินข้าวกันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก การได้อ่านหนังสือ สอนลูกทำการบ้าน การไปเที่ยวหย่อนใจที่ต่างๆ เรื่องพวกนี้ทำให้เราสามารถมีความสุขได้ง่ายๆ บ่อยๆ ตลอดเวลา

๓. ค้นหาเป้าหมาย – การมีเป้าหมายในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป้าหมายที่สูงส่งในด้านจิตวิญญาณอย่าง การบรรลุธรรมหรือเข้าใจในแก่นศาสนา หรือเป้าหมายใกล้ๆ ตัวอย่าง การตั้งใจทำให้ครอบครัวมีความสุข หรือแม้แต่การไล่ตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ เป้าหมายในชีวิตทำให้เรารู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร และจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าได้อย่างไร

พ่อแม่ควรจะช่วยชี้นำลูกในการค้นหาเป้าหมายให้กับชีวิต ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกในการกำหนดเป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและต่อคนอื่นๆ ในสังคม

๔. สร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง - วิธีที่ดีที่สุดในการสอนให้ลูกรู้จักพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ที่ลึกซื้งให้ยาวนาน คือ พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่าง สอนให้เขาเข้าใจธรรมชาติของความสัมพันธ์ ซึ่งมีจะทั้งช่วงที่ดีและช่วงที่เลวร้าย สอนให้เขารู้จักจัดการกับปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์อย่างมีเหตุผล

สิ่งที่สำคัญมากในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี คือ การพูดคุยสื่อสารกัน การยอมรับฟังความคิดเห็น การให้เกียรติซึ่งกันและกัน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักประนีประนอม การให้อภัยซึ่งกันและกัน การไม่ใช้อารมณ์มากเกินไป

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ฐาน ๖ ของคนดี

แนวปฏิบัติทำความดีที่สมควรมีผู้รับผิดชอบต่อไป
(รายงานพิเศษ โดย บุศรินทร์ ปัทมาคม มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ ๘-๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉบับที่ ๑๓๙๙)

ผู้เขียนได้อ่านรายละเอียดการทำความดีให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยบังเอิญ ได้อ่านจดหมายอวยพรปีใหม่ของศาสตราจารย์กิติคุณ เดชา บุญค้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาภูมิสถาปัตย์ ท่านเป็นอดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้อความอวยพรนั้นมีสาระสำคัญ เพราะท่านไม่ได้ไปลอกเลียนแบบความดีในหนังสือโบราณ หรือหนังสือสอนศาสนาใดๆ

แต่เป็นความดีชนิดที่จับต้องได้

ท่านเลือกค้นคว้าจากความดีหลายเชื้อชาติ หลายภาษา รวมทั้งพุทธศาสนา และจัดเป็นหมวดหมู่ แนวทางปฏิบัติความดีจัดแบ่งเป็น ๖ กลุ่ม เพื่อจดจำง่าย ดังต่อไปนี้ (ดูข้างล่าง)

ผู้เขียนอ่านแล้วรู้สึกประทับใจ และคิดว่าถ้าเยาวชนของชาติได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ก็จะเกิดความดีในเชิงปฏิบัติกับทุกระดับชั้น ท่านใช้ภาษาง่าย จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระเบียบ ขอให้โปรดพิจารณาในข้อความของท่าน ผู้เขียนคิดว่าครบถ้วนแล้ว แต่ท่านยังบอกว่า ถ้าเห็นยังขาดส่วนใดก็ขอให้ช่วยเพิ่มเติมเข้าไปอีกก็ได้ ท่านเชิญชวน

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้เขียนนำเสนอไว้ตรงนี้ ก็เพราะอยากเห็นกระทรวงศึกษาธิการนำไปพิมพ์เผยแพร่แจกโรงเรียนหรือแจกครูไปทั่วประเทศ เพราะเป็นแนวคิดที่สมควรจะปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ อะไรที่เสริมสร้างได้ก็ควรทำ ไม่ใช่จะรอแต่ฟังพระเทศน์หรือรอให้พระสงฆ์ไปสอนศีลธรรมในโรงเรียนเท่านั้น ครูทุกคนมีความรู้เรื่องความดี และสอนความดีได้

การกระทำของศาสตราจารย์กิติคุณ เดชา บุญค้ำ ที่ได้ลงทุนจัดพิมพ์เผยแพร่ด้วยตนเอง นับว่าน่าสรรเสริญอย่างยิ่ง

ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้นำมาเผยแพร่ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบโดยทั่วกัน และอยากให้กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณา หากเห็นชอบก็ควรจัดพิมพ์และเผยแพร่ไปให้ถึงครูและเด็กต่อไป

ฐาน ๖ ของคนดี

มีฐานแห่งความเป็นที่น่าเชื่อถือ
มีความซื่อสัตย์ / ไม่โกหกหลอกลวง คดโกง หรือลักขโมย / เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ – ทำตามที่ตนพูด /กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง / สร้างชื่อเสียงในทางที่ดี / มีความจงรักภักดี – ยืนเคียงข้างครอบครัว เพื่อน และประเทศชาติ

มีฐานแห่งความรับผิดชอบ
จงทำในสิ่งที่จะต้องทำ / มีความมานะบากบั่น พยายามทำไปตลอดเวลา / ทำให้ดีที่สุดเสมอ / ควบคุมตัวเองให้ได้ / เป็นผู้มีวินัย / คิดก่อนทำโดยคำนึงถึงผลที่จะตามมา / รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ

มีฐานแห่งความเคารพ
เคารพและให้เกียรติผู้อื่น – ทำตามกฎกติกา / มีความอดทนในสิ่งที่แตกต่าง / มีมรรยาทดี ไม่พูดจาหยาบคาย / มีความเกรงใจผู้อื่น / ไม่ข่มขู่ ทุบตีหรือทำร้ายผู้อื่น / รู้จักอดกลั้นอย่างสงบต่อความโกรธ การเยาะเย้ยถากถาง และความขัดแย้ง / แต่งกายสุภาพให้ความเคารพสถานที่ตามกาลเทศะ

มีฐานแห่งความยุติธรรม
เล่นตามกติกา / ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในการให้และรับ / มีส่วนในงานกลุ่ม / มีความเปิดเผย รับฟังผู้อื่น / ไม่เอาเปรียบผู้อื่น – ไม่ลัดคิว / ไม่กล่าวโทษผู้อื่นโดยไม่ไตร่ตรอง

มีฐานแห่งความเอื้ออาทร
มีความเมตตา / เห็นอกเห็นใจผู้อื่น แสดงน้ำใจ / แสดงความขอบคุณ / ให้อภัยแก่ผู้อื่น / ให้ความช่วยเหลือผู้ลำบาก / บริจาคตามอัตภาพ

มีฐานแห่งความเป็นพลเมืองดี
ทำหน้าที่ของตนที่จะช่วยทำให้โรงเรียนและหมู่บ้านของตนดีขึ้น / รับรู้ความเป็นไปของบ้านเมือง – ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง / เป็นเพื่อนบ้านที่ดี / เชื่อฟังกฎหมายและข้อบังคับ / ให้ความเคารพต่อบ้านเมือง / ช่วยปกป้องศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์