แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม ความคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคม ความคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2551

พอเพียง

วันก่อนเพิ่งอ่านนพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เขียนคอลัมน์ การ์ตูนที่รัก ในมติชน บ่นเรื่องการ์ตูนหรือหนังสือที่หน่วยงานราชการทำออกมาส่งเสริมเรื่องราวต่่างๆ (เช่น เศรษฐกิจพอเพียง) ว่ามันไม่สนุก เพราะมักจะโดนกำหนดกรอบมาจากหน่วยงาน คิดสร้างสรรค์แหวกแนวไม่ได้

สิ่งที่ได้ก็เลยเป็นแนวเดิมๆ เช่น เศรษฐกิจพอเพียงก็ภาพซ้ำๆ ของการใช้ชีวิตสมถะ เรียบง่าย ออกแนวสอนสั่งไปเรื่อยเจื้อย มันไม่จ๊าบ (วันก่อนดูรายการตาสว่าง แล้วพิธีกรสอนว่า อย่าไปชื่นชมอะไรว่ามัน “จ๊าบ” เพราะมันตกยุคไป ๑๐ ปีเป็นอย่างน้อย... อืมม์ สงสัยต้องชมว่า เก๋ไก๋ไก่เต่า ละมั้ง :) )

เราเห็นด้วยกับคุณหมอประเสริฐ เพราะได้อ่านหนังสือแนวนี้ผ่านๆ มาบ้าง รู้สึกว่าไม่สามารถกระตุกใจ คนที่จะทำตามได้ ก็เป็นเพราะเขาเป็นคนที่มีชีวิตในแนวทางนั้นอยู่แล้ว แต่คนที่ทำไม่ได้ อ่านแล้วก็ไม่น่าจะเอามาปรับใช้กับชีวิตตัวเองได้ เพราะมันจับต้องไม่ได้ หรือไกลตัวเกินไป

ช่วงที่ผ่านมาได้เห็นโฆษณาตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับเว็บไซท์พอเพียงไลฟ์ ที่บอกว่ามีโฆษณาที่ไม่ขายของ แต่สร้างความพอเพียง สร้างความสุขในสังคม ก็สงสัยอยู่หน่อยๆ ว่าจะเป็นอีหรอบเดียวกับการ์ตูนส่งเสริมแบบที่ว่านี้หรือเปล่า

วันนี้ตอนขับรถกลับบ้าน ได้ฟังวิทยุเขาพูดถึงโฆษณานี้อีกแล้ว ว่าคนทำเป็นสุดยอดฝีมือในวงการโฆษณาและภาพยนตร์ของไทย (๘ คนกับโฆษณา ๘ เรื่อง) ฟังแล้วเลยชักอยากดูว่ามันจะขนาดไหน จะแปลกใหม่ติดหูติดตา สู้โฆษณาขายของได้ไหม (ล่าสุดนี้ได้ดูโฆษณา “อ้ายวี” เราว่าเข้าท่าดี น่าจะได้ใจบรรดาแม่เจ้าประคุณรุนช่องที่เอาแต่เล่น “ฮิห้า” อยู่บ้าง)

เขาพูดถึงโฆษณาชิ้นที่เป็นของคุณเป็นเอก รัตนเรืองว่าเกี่ยวกับ “นมแม่” เราเลยต้องไปดาวน์โหลดมาดู ส่วนตัวดูแล้วก็ไม่รู้ว่า “โดน” ซักเท่าไหร่ อยากรู้ว่าคนอื่นดูแล้วจะรู้สึกยังไง จะสร้างกระแสนมแม่สู้กับโฆษณาหลอกลวงของนมผงนมวัวได้ไหม?

แต่เราว่าโฆษณาชิ้นนี้และชิ้นอื่นๆ ก็น่าจะถูกเผยแพร่ส่งต่อๆ กันไปในระดับหนึ่ง เพราะคนมักจะชอบพูดว่า “เรื่องดีๆ ก็ต้องช่วยกันส่งเสริม” และสังคมส่วนใหญ่ก็ช่วยส่งเสริมด้วยการ “บอกคนอื่น” ว่าอันนี้มันดี น่าจะทำตาม ใครทำตามได้จะดีมาก แต่แล้วตัวคนที่บอกต่อส่งต่อก็ลืมไป

เหมือนเวลาคนชื่นชมคนอื่นที่ทำดี เสียสละเพื่อสังคม แต่พอถามย้อนกลับไปว่าทำไมคุณไม่ทำบ้าง ก็บอกว่า “ฉันยังเอาตัวเองไม่รอดเลย แล้วจะไปช่วยเหลือสังคมเป็นคนดี ได้ไง?” เราว่าทำความดี เป็นคนดี เสียสละเืพื่อสังคม ไม่ต้องรอให้พร้อมนะ ตั้งใจดีแล้วลงมือทำได้เลย!


ปล. ทีแรกเราพยายามจะอัพโหลดวิดีโอไฟล์โฆษณานมแม่แต่ไม่สำเร็จ ก็เลยให้ลิงก์เว็บไซท์พอเพียงไลฟ์ไว้ (http://www.porpeanglife.com/2008/ ) ให้คนที่อยากดูไปดูที่นั่นเอง แต่สุดท้ายก็มาอัพโหลดวิดีโอจากออฟฟิศได้สำเร็จ ดูแล้วเห็นว่าไงก็บอกกันได้ ส่วนคนที่ไปเว็บพอเพียงไลฟ์แล้ว ได้ดูอันอื่นๆ แล้วเห็นว่าเป็นไงก็เล่าให้ฟังได้นะ เพราะเราได้ดูแค่อันนี้อันเดียวอะแหละ :P

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ไทยรัฐกับ CSR

สองสามวันนี้เห็นคอลัมนิสต์ในไทยรัฐพร้อมใจกันพูดถึงคุณกำพล วัชรพลกับโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เราอ่านคร่าวๆ ก็เป็นการชื่นชมความดีของคุณกำพลที่คืนกำไรสู่สังคมด้วยการสร้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยาตั้ง ๗๐ กว่าโรงทั่วประเทศ รวมทั้งให้ทุนการศึกษากับเด็กนักเรียนยากจน เขาบอกว่านับเป็น CSR โครงการแรกๆ ของเมืองไทยเลยเชียว

CSR คือ Corporate Social Responsibility หรือการแสดงความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นกระแสที่องค์กรใหญ่ๆ กำลังพยายามทำกันอยู่ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจดีต่อสังคมจริงๆ หรือจะเพราะโดนกดดันจากสังคม หรือจะต้องการสร้างภาพก็ตามที

เราก็ชื่นชมกับเรื่องสร้างโรงเรียน เรื่องให้ทุนการศึกษากับเด็กยากจนะ แต่ถ้าคนของไทยรัฐจะคิดถึงสังคมกันจริงๆ น่าจะทำหน้าที่สื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบ ที่ช่วยกันนำพาสังคมไปในทางที่ถูกที่ควรด้วย

การเป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดขายสูงที่สุดในประเทศไทยติดต่อกันยาวนาน ย่อมมีอิทธิพลอย่างล้นเหลือ สามารถชี้นำมวลชนได้ การทำธุรกิจก็ต้องหวังกำไร ต้องนำเสนอเรื่องที่ “ตลาด” สนใจ แต่เราว่าทุกวันนี้ไทยรัฐก็ตลาดเกินไป เสนอแต่ข่าวที่คิดว่าจะขายได้อย่างเดียว ที่สร้างสรรค์จรรโลงใจมีน้อย

เราเคยได้ยินคนที่ไปทำงานวิจัยที่เยอรมันอยู่ห้าหกเดือน เขาเล่าว่าชอบหนังสือพิมพ์สื่อมวลชนที่เยอรมัน เพราะไม่มีอาชญากรรมเยอะแยะ ไม่มีภาพน่าหวาดเสียว มีแต่ข่าวดีๆ อย่างตอนนี้สามารถปรับปรุงรถไฟให้วิ่งได้เร็วขึ้นไปอีกเท่านั้นเท่านี้กม.ต่อชั่วโมง บางคนอาจจะเถียงว่า ก็เมืองไทยมันมีแต่ข่าวแย่ๆ ข่าวร้ายๆ แต่เราก็ยังเชื่อว่าสื่อมวลชนสามารถนำเสนอในมุมมองที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ได้

เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องนำเสนอเลย เพราะนอกจากไม่มีประโยชน์ แล้วยังสร้างค่านิยมไปในทางที่ผิด (เช่น ข่าวฉาวของดารา รูปเกือบเปลือยของดาราทุกวันอาทิตย์ ฯลฯ) จะบอกว่าคนชอบดู คนอยากรู้ก็เลยนำเสนอ เราว่ามันง่ายเกินไป ปัดความรับผิดชอบเกินไป

ยกตัวอย่างง่ายๆ ลูกเรามันไม่ชอบไปโรงเรียน มันชอบอยู่บ้าน นอนอ่านการ์ตูน เล่นเกม คุยโทรศัพท์กับเพื่อนทั้งวัน เราจะปล่อยให้มันทำเรื่องที่มันชอบ หรือจะบังคับให้มันทำเรื่องที่เหมาะที่ควร?

สไปเดอร์แมนเขาบอกว่า “With Great Power, Comes Great Responsibility” ไทยรัฐมีอำนาจเยอะ มีอิทธิพลเยอะ ก็มีความรับผิดชอบเยอะด้วย

เราว่าถ้าไทยรัฐอยากจะทำ CSR อยากจะคืนกำไรให้กับสังคม ก็แค่ช่วยปรับเปลี่ยนแนวการนำเสนอข่าว ลองทำหนังสือพิมพ์ที่พ่อแม่ไม่รู้สึกลำบากใจที่จะให้ลูกอ่าน ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะกลายเป็นคนชินชากับความรุนแรง ไม่สร้างค่านิยมผิดๆ ให้กับคนในสังคม แค่นี้สามารถให้ของขวัญให้คนไทย โดยไม่ต้องเสียเงินซักบาท

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550

คนไทยเอาเวลาไปทำอะไร?

อาทิตย์ที่แล้วฟังวิทยุช่อง ๙๖.๕ เขาพูดเรื่องการอ่านหนังสือของคนไทย ว่าคนไทยทุกเพศทุกวัยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ ๒ เล่ม (เทียบกับประเทศแถวๆ บ้านเราอย่างสิงคโปร์หรือเวียดนาม เขาอ่านกันเฉลี่ยปีละ ๕๐-๖๐ เล่ม) เขาถามว่าทำไมคนไทยไม่อ่านหนังสือ ตัวเราเองตอบว่า “ไม่ค่อยมีเวลา”

อาทิตย์นี้ฟังรายการเดิม เขาพูดเรื่องการออกกำลังกายของคนไทย บอกว่าจากการสำรวจพบว่าคนไทยที่ออกกำลังกายเป็นประจำ (สัปดาห์ละ ๓ ครั้งเป็นอย่างน้อย) มีแค่ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยมี ๒๕ เปอร์เซ็นต์ คนจัดรายการบอกต่ออีกว่า ในประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์ (อีกแล้ว) เขาออกกำลังกายเป็นประจำกันถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ พอถามเหตุผลว่าทำไมคนไทยไม่ออกกำลังกาย ข้อแรกคือ “ไม่มีเวลา” ข้อถัดมาคือ ไม่สนใจ (ไม่เห็นว่าจำเป็นต้องออกกำลังกาย)

เวลาแต่ละคนก็มีเท่าๆ กัน วันละ ๒๔ ชั่วโมง แล้วคนไทยเอาเวลาไปทำอะไรกันหนอ หนังสือก็ไม่อ่าน ออกกำลังกายก็ไม่ออก จะว่าทำงานหนัก ที่ออฟฟิศเราก็โดนบ่นว่าคนไทยทำไมวันหยุดนักขัตฤกษ์มันเยอะจัด (ปีละ ๑๔ วัน) ของอเมริกามีวันหยุดแค่ ๘ วันเอง แล้วเด็กไทยก็ถูกปล่อยไว้กับทีวี โรงเรียนสอนพิเศษ ร้านเกม จะว่าคนไทยเอาเวลาไปเลี้ยงลูกใกล้ชิดกับครอบครัวก็ไม่น่าใช่

เมื่อปีที่แล้วเราเริ่มออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยการเดินวันละ ๓๐ นาที พยายามเดินให้ได้อาทิตย์ละ ๓ ครั้ง บางอาทิตย์ก็ไม่ได้ บางอาทิตย์ก็เกิน แต่โดยรวมๆ แล้วก็ถือว่าสม่ำเสมอ คุณภาพชีวิตดีขึ้นเยอะ ไม่เป็นหวัดบ่อยๆ (ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราเป็นเหมือนตัวดักจับไวรัส ถ้ามีใครในออฟฟิศเป็นหวัด เราเป็นด้วย แถมอาการหนักว่า) ผลตรวจสุขภาพปีล่าสุดก็ดีกว่าปีก่อน (ไขมัน น้ำตาลลดลง ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการกินเลย)

สรุปว่า เราขอชักชวนให้หันมาออกกำลังกายกันดีกว่า อย่ามัวเอาเวลาไปตามข่าวว่าใครเป็นคนผ่อนรถ ใครเอาไปให้ใครขับอยู่เลย ส่วนเรื่องอ่านหนังสือ เราคิดว่าถ้าเราจะเป็นคนที่ชักชวนคนอื่น เราคงต้องลองทำดูก่อนว่า ทำได้ไหม ทำแล้วดีไหม

เอาเป็นว่าถึงตัวเองจะบอกว่าไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ “ไม่ค่อยมีเวลา” (เพราะมัวแต่ดูทีวี ท่องเน็ท เขียนบล็อก ปั่นเว็บบอร์ด) แต่ก็จะลองดูสักตั้งหนึ่งว่า ต่อจากนี้ไปจะอ่านหนังสือให้ได้สัปดาห์ละ ๑ เล่ม ปีหนึ่งมี ๕๒ สัปดาห์ เราก็อ่านหนังสือได้ปีละ ๕๒ เล่ม เดี๋ยวปีหน้าเวลาประมาณนี้ จะมารายงานว่าทำได้สำเร็จแค่ไหน คนอื่นจะลองทำไปพร้อมๆ กันก็ได้ ได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังบ้างก็ดี

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๖ (จบ)

มาถึงตอนจบของบทเรียนชีวิต (ซะที -_-") จากที่เขียนมาไม่ค่อยมีคนมาเขียนคอมเมนต์กันเท่าไหร่ เราคุยกับพี่สาวเราแล้ว ก็เห็นตรงกันว่า คนที่เป็นพ่อแม่อ่านแล้วน่าจะรู้สึกเหนื่อย (ทำไมเลี้ยงลูกมันยากขนาดนี้...) แต่ถ้ามองกันดีๆ เรื่องทั้งหมดนี้มันคือ “หน้าที่ของพ่อแม่” ในการเลี้ยงและดูแลลูก

แต่บางทีพ่อแม่สมัยนี้ก็ลืมตัว... ยกหน้าที่อบรมสั่งสอนลูกให้กับครูที่โรงเรียน หวังให้ครูสอนให้ลูกเติบโตเป็นคนดี เอาหน้าที่การดูแลลูกไปให้พี่เลี้ยง หวังว่าลูกจะดูแลตัวเองได้ ทิ้งหน้าที่เลี้ยงดูลูกไว้กับทีวี, เกม, หนังสือการ์ตูน หวังว่าลูกจะได้เก็บทักษะความรู้ปรัชญาชีวิตจากสิ่งเหล่านั้น ปล่อยหน้าที่ปกป้องลูกไว้กับรัฐ หวังว่ารัฐจะช่วยจัดการสิ่งเลวร้ายให้หมดไปจากสังคม แต่มันเป็นความหวังที่เป็นไปได้ยาก

ถ้าลองไล่ดูตามรายการที่พ่อแม่จะต้องสอนลูกที่เราเขียนแปลมา ๕ ตอน (รวมตอนนี้ด้วยก็เป็น ๖ ตอน) มันอาจจะดูเยอะ แต่เราว่าถ้าพ่อแม่ได้มีเวลาใกล้ชิดกับลูก สั่งสอนลูกตามสมควรโดยไม่ต้องคิดว่านี่เรากำลังสอนลูกเรื่องการเงิน เรื่องความคิด เรื่องความสุข ฯลฯ แค่สอนลูกในสิ่งที่ดีและทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก พ่อแม่ก็ได้สอนลูกในเรื่องที่เขียนมานี้ไปโดยอัตโนมัติ (และสอนหลายๆ หัวข้อพร้อมกัน)

อย่าลืมว่าเด็กๆ เรียนรู้จากตัวอย่าง เลียนแบบสิ่งที่เขาใกล้ชิด พบเห็น เจอะเจอ เพราะฉะนั้นพ่อแม่อยากจะให้ลูกเป็นอย่างไร ก็ต้องทำตัวเองให้เป็นอย่างนั้นก่อน

อ่ะ... มาอ่านเรื่อง สอนลูกเรื่องความสุข อันเป็นตอนจบกันดีกว่า

๑. อยู่กับปัจจุบัน – อันที่จริงความสามารถในการอยู่กับปัจจุบันเป็นธรรมชาติสำหรับเด็กๆ ยิ่งเราโตขึ้นเท่าไร ความสามารถ (หรือทักษะ) ในการอยู่กับปัจจุบันจะยิ่งลดลงตามลำดับ ผู้ใหญ่มักคิดถึงแต่อนาคตกับอดีต และปล่อยให้ปัจจุบันหลุดลอยไปจากชีวิต

ควรพยายามสนใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่นี่ ตรงนี้ ตรงหน้าเรา อดีตที่ผ่านไปแล้ว เราแก้ไขไม่ได้ เรียนรู้จากมันแล้วนำมาปรับใช้กับปัจจุบัน อนาคตยังมาไม่ถึง เราจะวิตกกังวลหรือคาดหวังอะไรก็ไม่มีประโยขน์ คิดถึงอนาคตเพื่อที่จะวางแผนว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้อย่างไร

๒. มีความสุขกับชีวิต – เด็กๆ มักไม่ค่อยมีปัญหากับเรื่องนี้ แต่พ่อแม่ก็อาจจะมีส่วนช่วยสอนให้เขาตระหนักรู้ถึงความสำคัญและวิธีการที่จะมีความสุขกับชีวิตของตัวเองให้ได้

บางทีผู้ใหญ่หลายคนอาจจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากเด็กในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเรา การตั้งความคาดหวังและเป้าหมายที่เหมาะสม พ่อแม่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกในการที่จะมีความสุขกับชีวิตอย่างเหมาะสมและพอเพียง

เราเคยฟังที่คุณ “หนูดี” วนิษา เรซ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “จับเข่าคุย” เธอบอกว่าเธอเคยมีความสุขกับทำให้ได้ตามเป้าหมายใหญ่ๆ ในแต่ละช่วงของชีวิต เช่น ตอนเรียนก็อยากเรียนเก่งๆ เข้ามหาวิทยลัยดีๆ ได้ พอทำงานก็อยากประสบความสำเร็จ ก้าวหน้า ได้เลื่อนตำแหน่ง ทำงานได้เงินเยอะๆ จากนั้นก็อยากซื้อบ้านซื้อรถ

กว่าจะได้มีความสุข เราจะต้องไปถึงเป้าหมายใหญ่ๆ ที่ตั้งเอา ซึ่งในชีวิตก็จะมีอยู่แค่ไม่กี่ครั้ง จะเปรียบไปก็เหมือนกับเรามี “กล่องความสุข” การตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ ก็คือมีกล่องความสุขใบใหญ่ๆ เมื่อเราหาของมาใส่กล่องได้เต็มกล่องแต่ละครั้ง ก็จะมีความสุข แล้วเราก็เปลี่ยนไปหากล่องใบใหม่ (ซึ่งใหญ่กว่าเดิม)

แต่อีกวิธีหนึ่งที่เราจะมีความสุขได้มาก คือ ทำกล่องความสุขของเราให้เล็กลง รับรู้ความสุขง่ายๆ เช่น การได้กลับบ้านไปกินข้าวกันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก การได้อ่านหนังสือ สอนลูกทำการบ้าน การไปเที่ยวหย่อนใจที่ต่างๆ เรื่องพวกนี้ทำให้เราสามารถมีความสุขได้ง่ายๆ บ่อยๆ ตลอดเวลา

๓. ค้นหาเป้าหมาย – การมีเป้าหมายในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป้าหมายที่สูงส่งในด้านจิตวิญญาณอย่าง การบรรลุธรรมหรือเข้าใจในแก่นศาสนา หรือเป้าหมายใกล้ๆ ตัวอย่าง การตั้งใจทำให้ครอบครัวมีความสุข หรือแม้แต่การไล่ตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ เป้าหมายในชีวิตทำให้เรารู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร และจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าได้อย่างไร

พ่อแม่ควรจะช่วยชี้นำลูกในการค้นหาเป้าหมายให้กับชีวิต ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกในการกำหนดเป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและต่อคนอื่นๆ ในสังคม

๔. สร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง - วิธีที่ดีที่สุดในการสอนให้ลูกรู้จักพัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ที่ลึกซื้งให้ยาวนาน คือ พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่าง สอนให้เขาเข้าใจธรรมชาติของความสัมพันธ์ ซึ่งมีจะทั้งช่วงที่ดีและช่วงที่เลวร้าย สอนให้เขารู้จักจัดการกับปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในความสัมพันธ์อย่างมีเหตุผล

สิ่งที่สำคัญมากในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี คือ การพูดคุยสื่อสารกัน การยอมรับฟังความคิดเห็น การให้เกียรติซึ่งกันและกัน รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักประนีประนอม การให้อภัยซึ่งกันและกัน การไม่ใช้อารมณ์มากเกินไป

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๕

กลับมาเรื่องบทเรียนชีวิตกันอีกที ตอนที่ ๕ แล้วเหลืออีกตอนเดียวก็จะจบแล้ว (เย้!) ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง อ่านโลด...

สอนลูกเรื่องในชีวิตประจำวัน

๑. รถยนต์ – สอนให้ลูกรู้ว่าทำไมถึงต้องมีรถ (ไม่ใช่เพราะมันเท่ดี!) ให้รู้ข้อดีข้อเสียของการมีรถ (สะดวกแต่ก็มีค่าใช้จ่าย เป็นภาระและความรับผิดชอบ) เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อรถ ก็ให้คำแนะนำในการซื้อรถที่เหมาะกับการใช้งาน สอนเรื่องการดูแลรถ ให้เข้าใจการทำงานของเครื่องยนต์อย่างง่ายๆ รู้ว่าอะไรที่มักจะพังหรือเสียหายได้ง่าย จะดูแล, ซ่อมแซมหรือแก้ไขได้อย่างไร เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงควรจะรู้ นอกจากนี้พ่อแม่ควรสอนเรื่องวินัยในการขับรถ สอนให้มีน้ำใจและมารยาทบนท้องถนน

ฝรั่งเขียนเฉพาะเรื่องรถยนต์ แต่ในเมืองไทยอาจจะรวมเรื่องรถจักรยานยนต์เข้าไปด้วย เรื่องรถ+รถจักรยานยนต์นี่ พ่อแม่คนไทยสมัยนี้ พอลูกเข้ามหาวิทยาลัยก็มักจะซื้อรถให้ลูก บ้างก็ว่าจำเป็น บ้างก็คิดว่าให้เป็นรางวัล แต่ละครอบครัวก็มีเหตุผลในการตัดสินใจ แต่เราคิดว่าที่สำคัญพ่อแม่ควรสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบให้มากๆ รู้จักรับผิดชอบกับค่าใช้จ่าย (มีลิมิตค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) รู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำรับผิดชอบต่อสังคม (ขับรถให้ดีๆ ไม่ใช่ไปเที่ยวซิ่งปาดหน้าคนอื่น เอารถไปซิ่งแข่งตามถนนว่างๆ เวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ไม่ได้เสียหายเฉพาะตัวเอง แต่เสียหายถึงคนอื่นด้วย) นอกจากนี้แล้วที่สำคัญ “อย่าทำผิดกฎหมายและกฎจราจร”

เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับพ่อแม่ที่ให้ลูกขับรถก่อนจะมีใบขับขี่ได้ตามกฎหมาย ใครจะบอกว่าแค่ขับใกล้ๆ ขับโดยมีพ่อแม่อยู่ด้วยหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็คือการทำผิดกฏหมาย ความจริงพ่อแม่ที่ไม่ต้องการจะตามใจลูก หรือต้องการจะปฏิเสธคำรบเร้าอยากจะได้รถของลูกๆ นี่เป็นคำขาดที่ดีที่สุดที่ลูกไม่มีทางปฏิเสธ >> “มันยังไม่ถึงเวลา” “มันผิดกฎหมาย”

ลูกๆ อาจจะบอกว่า เพื่อนๆ เขาก็มีกัน พ่อแม่ของ... เขายังให้... ขับรถเลย พ่อแม่ต้องยึดมั่นกับจุดยืนนี้ การทำอะไรๆ ที่ผิดกฏหมายเพราะคนอื่นเขาก็ทำกัน หรือเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นการสอนลูกโดยอัตโนมัติว่ามันโอเคที่จะทำผิดกฎหมาย ความเคยชินว่าการผิดกฏเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องโอเค ต่อไปก็ผิดเรื่องใหญ่ๆ ได้ไม่ลำบาก

๒. งานในบ้าน – สอนให้รู้จักดูแลซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ในบ้าน ดูแลรักษาให้สิ่งของต่างๆ ใช้การได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องระบบท่อน้ำ (เปลี่ยนก๊อกน้ำ เปลี่ยนสายฝักบัว) ระบบไฟฟ้า (เปลี่ยนหลอดไฟ เช็คฟิวส์ ตู้ไฟ) ระบบแอร์ (ทำความสะอาดแผ่นกรอง) เรื่องทั่วๆ ไป (เปลี่ยนกลอนประตู ติดชั้นวางของ ตัดหญ้า ฯลฯ) เป็นเรื่องที่ลูกน่าจะได้รู้ และเป็นกิจกรรมที่ดีที่พ่อแม่จะได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูก สอนให้เขารู้จักใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างถูกวิธีและปลอดภัย

๓. การทำความสะอาด – สมัยนี้เรามักจะมีแม่บ้านหรือคนรับใช้คอยซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน ฯลฯ แต่พ่อแม่ก็ควรสอนให้ลูกรู้วิธีทำความสะอาดบ้าน กวาดบ้านถูบ้าน ซักผ้ารีดผ้า และควรให้ลูกรับผิดชอบเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง เช่น ทำความสะอาดหรือรักษาห้องตัวเองให้มีระเบียบ กินข้าวแล้วเก็บจานให้เรียบร้อย เก็บเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไปไว้ในตะกร้ารอซัก ฯลฯ

๔. การจัดการ – สอนให้ลูกวิธีการเก็บเอกสารอย่างมีระเบียบ เก็บสิ่งของให้เป็นที่เป็นทาง รู้จักทำลิสต์ของสิ่งที่ต้องทำ รู้ว่ามีหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรที่ต้องทำเป็นประจำ รู้จักจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำ และรู้จักแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเหมาะสม

อ่านตอนสุดท้าย สอนลูกเรื่องความสุข

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550

This talk's not for you, it's is for my kids.

เราเขียนเรื่อง “บทเรียนชีวิต” ยังไม่ทันจบ แต่พอดีได้อ่านเรื่องของดร. แรนดี้ เพาส์ช (Dr. Randy Pausch) คิดว่าน่าจะเอามาเล่าให้ฟังคั่นเวลา

ดร. แรนดี้ เพาส์ชเป็นอาจารย์แผนก Computer Science มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน ในวัย 46 ปีเขาเป็นโรคมะเร็งที่ตับอ่อนและหมอบอกว่าเขาคงมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่เดือน

มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอนมีโครงการที่เรียกว่า “The Journey” ซึ่งเชิญอาจารย์มาเล่าเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาได้พบเจอและเรียนรู้ในระหว่างการเดินทางของชีวิต โครงการนี้ครั้งหนึ่งเคยใช้ชื่อว่า “The Last Lecture” เพราะเขาตั้งโจทย์ให้บรรดาวิทยากรลองสมมติว่าถ้าเล็คเชอร์ครั้งนี้เป็นเล็คเชอร์ครั้งสุดท้าย พวกเขาจะพูดหรือจะบอกอะไรกับคนอื่น

เมื่อวันอังคาร (18 กันยา) ที่ผ่านมาดร. แรนดี้ เพาส์ชได้ให้เล็คเชอร์ครั้งสุดท้ายของเขาที่คาร์เนกี้เมลลอน (ต่อไปนี้เราจะเรียกแค่ แรนดี้ แทนที่จะเรียกว่า ดร. แรนดี้ หรือ ดร. เพาส์ช เพราะเรารู้สึกว่ามันทำให้รู้สึกถึงความเป็นคนธรรมดาๆ ที่จับต้องได้มากกว่า)

ผู้ฟังกว่า 400 คนในหอประชุมได้รับรู้ตั้งแต่แรกว่าสภาพร่างกายจิตใจของแรนดี้เป็นอย่างไร (และเขาเป็นคนอย่างไร เขามองโลกอย่างไร -- สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน) ตั้งแต่ประโยคแรกๆ ของเล็คเชอร์ของเขา

“ถ้าผมไม่ได้ดูหดหู่หรือเศร้าใจเท่าที่ควร ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้พวกคุณผิดหวัง” เขาบอกว่าเขาไม่ได้กำลังปฏิเสธความจริงว่าเขากำลังจะตายในไม่กี่เดือน แต่เขารู้สึกแข็งแรงดี... แข็งแรงกว่าคนส่วนใหญ่ในห้องประชุมนั้น (ว่าแล้วก็วิดพื้นโชว์ให้ดูซะหนึ่งยก)

“ถ้าใครอยากจะร้องไห้หรือรู้สึกสงสารผม ลองออกมาตรงนี้ วิดพื้นอย่างที่ผมทำเมื่อกี้นี้ แล้วถึงค่อยสงสารผม”

แรนดี้บอกว่าวันนี้เขาจะไม่พูดเรื่องมะเร็ง (เพราะเขาพูดถึงมันมามากเกินพอแล้ว) เขาจะพูดเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้น เขาจะไม่พูดเรื่องภรรยาหรือลูกๆ ของเขา ไม่ใช่ เพราะว่ามันไม่สำคัญ เขาบอกว่าเขารู้สึกแข็งแรงดี แต่ยังไม่ดีมากพอที่จะพูดถึงลูกและภรรยาโดยไม่ร้องไห้ สิ่งที่เขาจะพูดก็คือการไปให้ถึงความฝัน

แรนดี้เล่าให้ฟังถึงความฝันต่างๆ ในวัยเด็ก เขาอยากจะสัมผัสสภาพไร้น้ำหนัก เป็นนักฟุตบอลอาชีพ เป็นนักออกแบบเครื่องเล่นของดีสนีย์แลนด์ เขียนบทความลงใน World Book Encyclopedia เป็นกับตันเคิร์กในสตาร์เทร็ค

แรนดี้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบราวน์และปริญญาเอกจากคาร์เนกี้เมลลอน ในช่วง 10 ปีที่เป็นอาจารย์ที่คาร์เนกี้เมลลอน เขาช่วยก่อตั้ง Entertainment Technology Center ซึ่งสอนหลักสูตรคอมพิวเตอร์สำหรับออกแบบวิดีโอเกมและโปรแกรม interactive ต่างๆ และเริ่มโครงการ Alice ซึ่งใช้โปรแกรม animation ในการสอนนักเรียนให้ได้เรียนวิชา computer programming ไปพร้อมๆ กับความสนุกสนาน

แรนดี้ได้สัมผัสสภาพไร้น้ำหนัก (เพราะเด็กนักเรียนที่เขาสอนชนะประกวดโครงการ Virtual Reality เพื่อจำลองสภาพไร้น้ำหนักของ U.S. Air Force และสิ่งที่ผู้ชนะได้รับก็คือการไปสัมผัสสภาพไร้น้ำหนักจริงๆ) ได้ออกแบบเครื่องเล่นของดีสนีย์แลนด์ (The Pirate of Caribbean ซึ่งเขาไปรับทำงานในระหว่างพักการสอน) ได้เขียนบทความใน World Book Encyclopedia เรื่อง Virtual Reality

แรนดี้ได้เล่นฟุตบอลแค่สมัยไฮสคูล เขาไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่สิ่งที่เขาได้จากการไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพคือ ประสบการณ์

Experience is what you get when you don't get what you want.

เขาไม่ได้เป็นกัปตันเคิร์ก แต่เขาได้เจอกับกัปตันเคิร์ก วิลเลียม แชทเนอร์ดาราที่เล่นเป็นกัปตันเคิร์กมาเยี่ยมชมแล็บของเขา (มันสุดยอดที่ได้เจอฮีโรในดวงใจสมัยเด็ก แต่มันสุดยอดกว่าถ้าเขามาหาคุณเพื่อดูผลงานที่คุณทำในแล็บ)

สิ่งต่างๆ ที่เขาได้ทำ ความฝันที่เป็นจริง หนทางไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ แต่มีอุปสรรคอยู่ตลอดเวลา (เวลาฝรั่งเจออุปสรรคหรือปัญหา เขาเรียกว่าเจอ brick wall กำแพงอิฐ ขวางหน้า) แรนดี้บอกว่า กำแพงอิฐมันอยู่ตรงนั้นอย่างมีจุดประสงค์ มันทำให้เราได้พิสูจน์ตัวเองว่าเราต้องการอะไรซักอย่างมากแค่ไหน ให้โอกาสเราได้แสดงว่าเราต้องการมันแค่ไหน เอาไว้หยุดคนที่ไม่ต้องการมันมากพอ เอาไว้หยุด “คนอื่น”

Brick walls are there for a reason. They let us prove how badly we want things. To give a chance to show how badly we want something. To stop people who don't want it badly enough. To stop the “other” people.

กำแพงอิฐหยุดแรนดี้ไม่ได้ กำแพงอิฐหยุดคนที่มุ่งมั่นและตั้งใจจริงไม่ได้

แรนดี้พูดถึงคนที่มีส่วนในความสำเร็จของเขา พ่อแม่ที่เลี้ยงดูเขามาอย่างดี บรรดาอาจารย์และเพื่อนร่วมงานที่เขาได้พบ บทเรียนอื่นๆ ที่เขาเรียนรู้และอยากบอกกับคนอื่นมีทั้ง... ต้องสนุกกับการทำงาน, ต้องทำงานหนัก (เคล็ด “ลับ” ของความสำเร็จ!!), รู้จักรับฟังคนอื่น (โดยเฉพาะคำติ ต้องยอมเปิดใจรับ และนำไปปรับปรุง), การจะได้รับความเคารพจากคนอื่น เราต้องเขาเคารพเขาก่อน, การคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ฯลฯ

เราต้องขอบอกว่าเล็คเชอร์ยาว 1 ชั่วโมงกว่าๆ เป็นหนึ่งในเล็คเชอร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยฟังมา แรนดี้ปล่อยมุขตลกขำๆ ไปพร้อมกับการบอกเล่าความคิดลึกซึ้งที่เขาได้จากการเดินทางของชีวิตเขา จนเราแทบไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือการเล็คเชอร์ของคนที่มีลูก 3 คน ที่กำลังจะตายในไม่กี่เดือน... จะตายก่อนที่จะได้เห็นลูกตัวเองจบชั้นประถม (ลูกชายคนโตของเขาอายุ 5 ขวบ) มันน่าอัศจรรย์มากที่เขาสามารถจัดการกับอารมณ์ของได้แบบนั้น

เราได้อ่านในบทความที่เขียนถึงเล็คเชอร์ของเขาใน Pittsburgh Post-Gazette แรนดี้บอกว่า เขายังมองโลกในแง่ดีอยู่มาก เวลาเดียวที่เขาจะร้องไห้ก็คือเวลาที่เขาคิดถึงลูกๆ ของเขา ไม่ใช่เพราะว่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ดูลูกๆ ทำโน่นทำนี่เป็นครั้งแรกในชีวิต แต่เป็นความรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำหน้าที่ให้สำเร็จ เสียใจที่ไม่ได้อยู่เพื่อเลี้ยงดูลูกๆ และเสียใจเขาจากไปโดยทิ้งภาระอันยิ่งใหญ่ไว้กับภรรยาของเขา

ตอนท้ายแรนดี้บอกว่าเล็คเชอร์นี้ไม่ได้เกี่ยวกับ “การไปให้ถึงความฝัน” แต่มันเกี่ยวกับว่าเราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไร ถ้าเราดำเนินชีวิตของเรา “อย่างถูกต้อง” กรรมจะเป็นตัวพาเราไปหาความฝันของเราเอง

ประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับผู้ฟังในหอประชุมคือ “การพูดครั้งนี้ไม่ใช่สำหรับพวกคุณหรอกนะ... แต่การพูดนี้สำหรับลูกๆ ของผมต่างหาก”

ปล. เล็คเชอร์ของแรนดี้ เพาส์ชออกอากาศในรายการ Good Morning America เมื่อวันที่ 21 กันยายน เว็บ Wall Street Journal ทำรายงานข่าวเรื่องเล็คเชอร์นี้ เป็นวิดีโอคลิปยาว 4 นาทีกว่าๆ ลองกดฟังได้ข้างล่าง


วิดีโอของเล็คเชอร์ฉบับเต็มมีให้ฟังที่ CMU ยาว 1 ชั่วโมง 45 นาที มีคนอื่นๆ ที่ร่วมงานกับแรนดี้มาพูด รวมทั้งการประกาศสร้างสะพานคนเดินเชื่อมตึกระหว่าง Gates Computer Sciences Building กับ Purnell Center for the Arts เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับแรนดี้ สะพานนี้จะเรียกว่า Randy Pausch Memorial Footbridge เป็นสัญลักษณ์ของผลงานของแรนดี้ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับศิลปะเข้าด้วยกัน

ปล. 2 ก่อนที่จะได้ฟังเล็คเชอร์ฉบับเต็ม เรานึกว่าจะมีสคริปท์ ว่าจะแปลเป็นภาษาไทยมาแบ่งกันอ่าน (เหมือนที่มีหลายๆ คนแปลสุนทรพจน์ของบิล เกทส์ หรือสตีฟ จ็อบส์) แต่พอไปฟังแล้วถึงรู้ว่าทำไมไม่มีสคริปท์ ก็อย่างที่บอกไปว่ายาวตั้งชั่วโมงกว่า ถ้ามีสคริปท์ก็ไม่รู้จะยาวเท่าไหร่ และถ้าเราแปลจริงไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ แถมเราก็ฟังแบบกระพร่องกระแพร่งเต็มที เพราะฟังไปทำงานไป จับรายละเอียดไม่ได้หมดเวลาที่เขาพูดถึงคนโน้นคนนี้ เราตั้งใจว่าจะไปฟังใหม่อีกรอบ (หรือหลายๆ รอบ) แต่ต้องหาจังหวะเหมาะๆ เพราะเขาทำเป็น streaming video ถ้าเน็ทช้าก็จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เราจะหาวิธีดาวน์โหลดไฟล์มาเก็บที่เครื่องก็ทำไม่เป็น -_-

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๔

วันนี้มาต่อตอนที่ ๔ สอนลูกเรื่องสังคม ในบทความต้นฉบับเขาเขียนเรื่องนี้ไว้ ๕ หัวข้อ แต่เราเอามารวบให้เหลือ ๓ หัวข้อซะงั้น :P ที่จริงจะสรุปให้สั้นกว่านี้อีกก็ได้ สรุปเหลือข้อเดียวว่า เป็นการสอนให้ลูกรู้จักคิดถึงคนอื่น ไม่เห็นแก่ตัว (เราเคยดูรายการ “ดิ ไอคอน ปรากฏการณ์คน” วันที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาออกรายการ ท่านบอกว่า “การมีศีลธรรม หมายถึง การคิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง ทำเพื่อคนอื่นก่อนทำเพื่อตัวเอง” สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความดีแท้ๆ)

สอนลูกเรื่องสังคม

๑. ต่อต้านการแข่งขันชิงดีชิงเด่น – ตอนเป็นเด็กเราถูกสอนให้แข่งขันกับคนอื่น ในโลกของผู้ใหญ่นั่นก็เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติกัน และผลลัพธ์ก็คือการหักหลังกัน การแทงข้างหลัง ความขุ่นข้องหมองใจ และความรู้สึกเลวร้ายอื่นๆ ในทำนองนั้น

แทนที่พ่อแม่จะสอนให้ลูกแข่งขัน ควรสอนเขาว่ามีที่ว่างสำหรับทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ เขาไม่จำเป็นต้องชนะคนอื่นเพื่อเป็นคนเดียวที่ประสบความสำเร็จ สอนให้เขารู้ว่าถ้าเขารู้จักช่วยเหลือคนอื่น ตัวเขาเองจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะคนอื่นก็จะเต็มใจช่วยเหลือเขาเป็นการตอบแทน สอนให้เขารู้ว่าการสร้างพันธมิตรดีกว่าการสร้างศัตรู สอนให้เขารู้จักการช่วยเหลือเกื้อกูลและทำงานเป็นทีมก่อนจะให้สอนให้เขารู้จักการแข่งขัน

นอกจากการแข่งขันเพื่อเอาชนะแล้ว เราอยากจะเห็นสังคมไทยปราศจากความอิจฉาริษยาและหมั่นไส้คนอื่น ความอิจฉา คือ ความไม่พอใจที่เห็นคนอื่นดีกว่าเรา โดยไม่ยอมทำความเข้าใจว่าทำไมเขาจึงดีกว่าเรา

พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างให้ลูก ถ้าพ่อแม่ยังเห็นคนข้างบ้านดีกว่าแล้วอิจฉา ยังเห็นเพื่อนร่วมงานก้าวหน้ากว่าแล้วอิจฉา เห็นลูกคนอื่นเรียนเก่งกว่าแล้วอิจฉา ลูกก็จะติดนิสัยนั้นมาด้วย เวลาที่เห็นคนอื่นดีกว่า พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกดูว่า เราจะทำอย่างไรถึงจะดีเหมือนเขาได้ มีอะไรที่เขาทำแล้วเรายังไม่ได้ทำ ควรเปลี่ยนความอิจฉาริษยาให้เป็นแรงผลักดัน/แรงบันดาลใจ

๒. ความรักและความมีเมตตา – ความมีเมตตา คือการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจในความทุกข์ยากของคนอื่น และพยายามช่วยให้คนอื่นพ้นจากความทุกข์หรือความลำบาก ความรักเป็นสิ่งที่คู่กับความมีเมตตา แต่ความรักต่างจากความเมตตาตรงที่ ถ้าเรามีความเมตตาต่อผู้อื่น เราไม่อยากเห็นเขามีความทุกข์ยาก เราจะพยายามช่วยกำจัดความทุกข์ยากออกไป ถ้าเรามีความรักต่อผู้อื่น เราจะอยากเห็นเขามีความสุขด้วย เราจะรู้สึกยินดีที่เขามีความสุข

๓. การรับฟังคนอื่นและการสนทนา – ในโรงเรียนมักจะไม่สอนให้เด็กรับฟังอื่น เมื่อเด็กโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีทักษะของการรับฟังคนอื่น สังคมก็วุ่นวาย เพราะมีแต่คนพูดๆๆ แต่ไม่มีคนฟัง พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักรับฟังคนอื่นอย่างจริงจังตั้งใจ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะบอก และเข้าใจความรู้สึกของคนพูด

การสนทนาเป็นสิ่งที่แทบจะแยกกันไม่ได้กับการรับฟังคนอื่น และเช่นเดียวกันโรงเรียนไม่ได้ก็สอนศิลปะในการสนทนา เด็กๆ ถูกสอนว่าการสนทนาเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เด็กๆ ต้องการ คือ การสนทนา ไม่ใช่ การเล็คเชอร์ พ่อแม่จะต้องสอนทักษะของการสนทนา (ซึ่งหมายถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน) โดยการกระทำ เมื่ออยู่ในบ้านพ่อแม่ควรพยายามพูดคุยกับลูกๆ แทนที่จะบอกหรือสั่งให้พวกเขาทำอะไรๆ

อ่านต่อ ตอนที่ ๕ สอนลูกเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๓

ตอนต่อของต่อเรื่องบทเรียนที่พ่อแม่ควรสอนลูก (เพราะโรงเรียนไม่ได้สอน) หลังจากตอนแรก สอนลูกเรื่องการเงิน และตอนที่สอง สอนลูกเรื่องการคิด วันนี้มาตอนที่ ๓ สอนลูกเรื่องความสำเร็จ หัวข้อเหล่านี้เป็นสิ่งพ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูก เพื่อช่วยให้เขาประสบความสำเร็จและมีความสุขกับชีวิตเมื่อเขาโตขึ้น

สอนลูกเรื่องความสำเร็จ

๑. การคิดบวก – ในขณะที่การคิดแบบวิเคราะห์เป็นทักษะที่สำคัญมาก แต่การมองโลกในทางบวกก็สำคัญมากเช่นกัน แน่นอนว่าสิ่งต่างๆ ในโลกอาจจะเลวร้าย ชีวิตอาจจะเต็มไปด้วยปัญหา แต่ทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ สอนให้ลูกพยายามหาทางแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่น่าพึงพอใจ แทนที่จะเอาเวลาไปบ่นคร่ำครวญ

สอนให้เขารู้ว่าบางครั้งก็มีปัญหาบางอย่างที่ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะแก้ไขได้ (แต่ก่อนอื่นเขาจะต้องได้พยายามคิดแก้ไขปัญหานั้นอย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่ไม่สามารถแก้ไขได้) เขาก็ควรจะรู้จักปล่อยวางและยอมรับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตัวเอง และกำจัดความคิดในทางลบเกี่ยวกับตัวเองออกไป

๒. แรงจูงใจ – สอนให้ลูกรู้ว่า กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ ความมีวินัยเพียงอย่างเดียว แต่ แรงจูงใจ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก พ่อแม่ควรสอนให้เขารู้จักสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง ให้เขาได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่จะได้รับเมื่อเขาสามารถทำได้สำเร็จตามเป้าหมาย ลองสอนให้ลูกเริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่สามารถทำสำเร็จได้ไม่ยาก แล้วค่อยๆ พัฒนาไปสู่สิ่งที่ยากและท้าทายความสามารถมากขึ้น

เรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเด็กสมัยนี้มีอยู่น้อยมากๆ เราไม่ค่อยเห็นว่าเด็กสมัยนี้จะอยากทำอะไร (ที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง) ถ้าไม่มีใครมาบอกหรือสั่งให้ทำ และกระทั่งมีคนบอกหรือสั่งให้ทำแล้ว ก็ยังต้องคอยชักจูงชี้นำตลอดเวลา ในความรู้สึกเราพ่อแม่สมัยนี้ กำลังเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเด็กพิการ ต้องคอยปกป้องดูแล ตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้ พ่อแม่อาจจะลืมนึกไปว่า ลูกต้องโตขึ้น พ่อแม่ต้องแก่ตัวลง ไม่สามารถจะอยู่ปกป้องดูแลลูกไปได้ตลอดชีวิต พ่อแม่น่าจะให้เขาได้เผชิญอุปสรรคและความยากลำบากในขณะที่พ่อแม่ยังอยู่คอยช่วยชี้นำเขาได้ ให้เขามีโอกาสได้ฝึกหัด เพื่อที่เขาจะได้พร้อมรับมือกับปัญหาในเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว

๓. นิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง – นี่เป็นปัญหาที่เราแทบทุกคนต้องเจอในฐานะผู้ใหญ่ เพราะแน่นอนว่าย่อมมีบางเวลาที่เราไม่อยากทำงาน รู้สึกเกียจคร้าน ไม่อยากทำงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ อยากจะทำแต่เรื่องสนุกสนาน แต่เราทุกคนก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ พ่อแม่ควรจะสอนให้เขารู้ว่าจะบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ได้อย่างไร อธิบายให้เขาเข้าใจต้นเหตุและผลที่จะตามมาของการผลัดวันประกันพรุ่ง และวิธีการแก้ไข

เรื่องที่ควรจะฝึกตั้งแต่เล็กๆ คือ ความรับผิดชอบในการเรียน (การทำการบ้านหรืออ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ) การแบ่งเวลาระหว่างเรื่องที่เป็นหน้าที่กับเรื่องที่เป็นกิจกรรมเพื่อความสนุกสนานบันเทิง (การเล่นเกมส์ อ่านหนังสือการ์ตูน ดูทีวี หรือเล่นกีฬา) ต้องให้ลูกรู้จักจัดการเวลาอย่างเหมาะสม อย่าปล่อยปละละเลยจนสายเกินไป (อย่าปล่อยให้ลูกเล่นเกมส์หรือดูทีวีจนดึก ทำให้ไม่ได้ทำการบ้านหรือนอนตื่นสายไปโรงเรียนสาย ฯลฯ)

๔. ความรักและศรัทธาอย่างแรงกล้า – หนึ่งในวิธีที่จะประสบความสำเร็จคือ การค้นหาสิ่งที่ตัวเองรักและศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะทำ และทำให้มันเป็นสิ่งที่สามารถเลี้ยงชีพได้ ลูกของคุณอาจจะยังไม่รู้ว่าเขารักที่จะทำอะไรตอนที่เขายังอายุน้อยๆ แต่พ่อแม่ต้องให้โอกาสเขาได้ค้นหาสิ่งที่เขาอยากจะทำ และวิธีที่จะสามารถก้าวไปตามความรักและความฝันของเขาได้

ในบทความต้นฉบับเขาเขียนเรื่องความสำเร็จไว้แค่นี้ แต่เราอยากจะเสริมเรื่อง “ความอดทน” และ “การทำงานหนัก” ไว้ด้วย

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบความสบาย ชอบของฟรี ชอบของที่ได้มาง่ายๆ เวลาที่เราบอกเล่าเรื่องของคนที่ประสบความสำเร็จ เราไม่ค่อยเน้นถึง “หนทาง” ที่แต่ละคนต้องฝ่าฟัน แต่เน้น “ปลายทาง” คือ ความสะดวกสบายหลังจากประสบสำเร็จแล้ว ทำให้ใครๆ ก็อยากจะประสบความสำเร็จ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หลายๆ คนก็พยายามจะหาเคล็ดลับของความสำเร็จ และหวังว่ามันจะต้องเป็นเคล็ดลับที่ง่ายๆ สบายๆ ด้วย

เราว่าความสำเร็จไม่มีเคล็ดลับอะไรเลย ความจริงที่ชัดเจน คือ ต้องมีความอดทน และทำงานหนัก แต่คนมักไม่อยากจะยอมรับความจริงแบบนี้ เพราะมันเหนื่อย มันลำบาก มีแต่คนที่อยากจะประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องลงมือทำ ไม่ต้องทุ่มเท ไม่ต้องอดทน

คนที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คน ล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม อยู่นับครั้งไม่ถ้วน การมีแรงจูงใจ การมีความรักอย่างแรงกล้าในสิ่งที่จะทำ การคิดบวก อาจจะช่วยเรามีแรงที่จะล้มแล้วลุกได้หลายๆ ครั้ง แต่คำตอบสุดท้ายของการไปสู่ความสำเร็จก็คือ ต้องอดทนและทำงานหนัก

อ่านต่อ ตอนที่ ๔ สอนลูกเรื่องสังคม

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๒

ต่อจากตอนที่แล้ว วันนี้มาว่ากันเรื่อง การคิด

สอนลูกเรื่องการคิด

๑. การคิดแบบวิเคราะห์ – เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่โรงเรียนไม่ได้สอน ทุกวันนี้เราถูกสอนให้เป็นหุ่นยนต์ ถูกสอนให้ฟังครูโดยไม่ตั้งคำถาม ถูกสอนให้ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นบอกโดยไม่ต้องคิดมาก ถูกสอนให้เป็นลูกจ้างที่ดีและหุบปากเอาไว้ ถ้าคุณเป็นนายจ้างคุณอาจจะอยากได้ลูกจ้างแบบนี้ และถ้าคุณเป็นนักการเมือง คุณก็อาจจะอยากให้ประชาชนเป็นแบบนี้ แต่คุณอยากให้ลูกของคุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า ให้เขาเป็นเด็กนักเรียน/ลูกจ้าง/ประชาชนที่ไม่รู้จักตั้งคำถาม พาซื่อ ไม่รู้ทันโลก ถ้าคุณคิดอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าไม่ใช่ คุณต้องหัดให้เขาเป็นคนช่างสงสัย ให้เขารู้จักถามว่า “ทำไม” จนเป็นนิสัย และสอนให้เขารู้จักค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง สอนให้เขารู้จักตั้งคำถามกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เพราะคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

ในการสอนให้ลูกรู้จักคิดวิเคราะห์รู้จักตั้งคำถาม พ่อแม่เองต้องเปิดใจกว้างกับความคิดและเหตุผลของลูก ในการกระตุ้นให้กล้าท้าทายอำนาจเหนือกว่าพ่อแม่ก็ต้องพร้อมที่จะโดนท้าทายความคิดด้วยเช่นกัน ต้องสอนให้รู้จักกล้าแสดงความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลไม่ใช่อารมณ์ ต้องมั่นใจในตัวเองแต่ไม่ก้าวร้าว เรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง สอนให้เขายึดมั่นคุณธรรมและความถูกต้อง

๒. การอ่าน - แน่นอนว่าพวกเราถูกสอนให้อ่าน แต่โรงเรียนมักทำให้การอ่านเป็นเรื่องน่าเบื่อ เราควรสอนให้ลูกรู้จักความอัศจรรย์แห่งโลกจินตนาการ สอนให้เขาได้เรียนรู้และเติบโตจากการอ่าน สอนวิธีค้นหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ผ่านอินเทอร์เน็ต และให้เขารู้จักประเมินความน่าเชื่อถือ ใช้เหตุผล และชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงของสิ่งที่เขาได้อ่าน

การอ่านกับการคิดแบบวิเคราะห์เป็นทักษะที่แยกออกจากกันไม่ได้ การอ่านเยอะๆ เป็นการสะสมข้อมูลให้เราสามารถคิดแบบวิเคราะห์ได้ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องใช้การคิดแบบวิเคราะห์ในการอ่านเรื่องต่างๆ ทั้งสองทักษะควรใช้หลักกาลามสูตร ๑๐ ประการ (อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา, อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา, อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ, อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา, อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา, อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา, อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน)

ในบทความต้นฉบับเขาพูดเรื่องการคิดไว้แค่ ๒ อย่าง แต่ความที่เพิ่งจะอ่านเจอกระทู้ในพันทิป เรื่องที่มีคนบ่นว่าเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่มีความรู้แต่ไม่มีความคิด (หรือไม่มีความสามารถในการคิดที่จะเอาความรู้มาประยุกต์ใช้) เขาพบว่าเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ต้องรอให้คนมาบอกว่าจะทำอะไรอย่างไร เราว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนที่น่าจะเสริมเข้าไปในการสอนให้ลูกรู้จักการคิดแบบวิเคราะห์ด้วยเหมือนกัน

นั่นคือ พ่อแม่ควรจะต้องสอดแทรกเรื่องของการประยุกต์ความรู้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันเข้าไปด้วย แต่หลายๆ คนก็อาจจะแย้งว่ามีหลายๆ วิชา (เช่น คณิตศาสตร์ยากๆ หรือ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ) ที่ตัวเองเรียนไป ก็ไม่เห็นจะได้เอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่ คำตอบแบบกำปั้นทุบดินของเราก็คือ มีบางอาชีพที่จะต้องใช้ความรู้ตรงนั้น เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ฯลฯ เราเรียนไปเพราะเรายังไม่รู้ว่าเราจะไปเป็นคนพวกนั้นหรือเปล่าในอนาคต เพราะฉะนั้นก็เรียนไว้ก่อน

แต่ถ้าเจอลูกย้อนกลับมาว่า มั่นใจว่าคงไม่ได้มีอาชีพที่ต้องใช้วิชาเหล่านั้นแหงๆ แล้วจะเรียนไปทำไม ก็ตอบ(กำปั้นทุบดินอีกที)ไปว่า หลายๆ ครั้งเราก็ต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ ไม่ต้องการทำ เพราะมันเป็นหน้าที่ มันเป็นความรับผิดชอบ มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำในฐานะนักเรียน เป็นการฝึกตนเองเพื่อสร้างวินัยเพื่อให้เราโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญที่มีความรับผิดชอบ :)

ส่วนในเรื่องที่บ่นกันว่าเด็กสมัยนี้ต้องให้มีคนคอยบอกตลอดเวลาว่าต้องทำอะไรอย่างไร เราคิดว่าเป็นผลมาจากการที่พ่อแม่ไม่ให้ลูกได้มีโอกาสฝึกการคิดแบบวิเคราะห์ แต่สอนให้ลูกเป็นหุ่นยนต์ ซึ่งอาจจะเป็นการทำไปแบบไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้าลูกเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่พ่อแม่วางแผนทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว คอยแก้ปัญหาให้หมดทุกอย่าง ลูกก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย การจะที่ลูกจะสามารถคิดอะไรๆ เองได้ โดยไม่ต้องมีคนคอยบอก พ่อแม่ต้องมีเรื่องให้เขารับผิดชอบบ้าง ให้เขาได้เผชิญปัญหา และแก้ปัญหาเอง บางครั้งพ่อแม่ต้องทนที่จะเห็นลูกล้มเหลว ผิดหวัง ลำบากบ้าง เพราะนั่นคือชีวิตจริงที่ลูกจะต้องเจอเมื่อเขาโตขึ้น

อ่านต่อ ตอนที่ ๓ สอนลูกเรื่องความสำเร็จ

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

เป้าหมายกับทัศนคติ

ความจริงตั้งใจไว้ว่าที่บล็อกนี้ จะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเขียน (เพราะกลัวเจอโจทก์) แต่พอดีมีเรื่องเพื่อนที่เรารู้สึกว่าน่าจะเอามาเขียนได้ (นินทาเพื่อนไม่เป็นไร ฮ่าๆ) ก็เลยขอเขียนเรื่องส่วนตัว (ของเพื่อน) ซะหน่อย เหตุจุดประกายเกิดจากการที่มีเพื่อนคนหนึ่งมาบ่นเพื่อนอีกคนให้ฟังด้วยความกลุ้มใจว่า ทำไม๊... ทำไม เพื่อนถึงชอบตัดสินใจทำอะไรโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา

เราฟังเขาบ่นยาวยืดแล้ว ก็สรุปว่า คนสองคนนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เวลาที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น คนหนึ่งก็ตัดสินใจไปอย่างหนึ่ง อีกคนก็ตัดสินใจไปทางตรงกันข้าม ต่างฝ่ายต่างก็คิดในมุมของตัวเองว่าที่ทำนี่แหละถูกต้องดีแล้ว แล้วก็ไม่เข้าใจ รับไม่ได้กับการตัดสินใจการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง

คนหนึ่งเป็นคนที่ตั้งเป้าหมายกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ไม่ว่าเรื่องงานเรื่องส่วนตัว มีเป้าหมายแล้ว ก็ “มุ่งมั่น” ที่จะประสบความสำเร็จทุกเป้าหมาย ส่วนอีกคนหนึ่งดูจะเหมือนจะไม่เคยตั้งเป้าหมายในชีวิตเลย ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เพราะเขามี “ความเชื่อมั่น” อยู่ลึกๆ ว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีความสามารถ ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เหมือนคนอื่นๆ

ในด้านความสามารถแล้ว เราคิดว่าทั้งสองคนนี้มีศักยภาพที่จะสำเร็จในเป้าหมายของตัวเองได้พอๆ กัน แต่ความแตกต่างคือ คนหนึ่ง “มุ่งมั่นจะประสบความสำเร็จในทุกอย่าง” แต่อีกคนหนึ่ง “เชื่อมั่นว่าจะล้มเหลวในทุกอย่าง”

ถ้ามองจากภายนอกคนทั่วไปก็คงคิดว่าคนทั้งสองคนนี้ก็ดูจะรับมือกับสถานการณ์ ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในด้านจิตใจแล้วเราคิดว่า ทั้งสองคนต้องดิ้นรนพอๆ กัน เพราะในชีวิตของคนเรา มีแพ้มีชนะปะปนกันไป ไม่มีใครที่จะชนะได้ตลอด หรือแพ้ได้ตลอด

คนที่ต้องการประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง เจอ “เรื่องไม่กี่เรื่อง” ที่ตัวเองทำไม่สำเร็จ (หรือยังไม่สำเร็จ) ก็กลุ้มใจ หงุดหงิด รำคาญ คิดแต่จะแก้ปัญหา จะเอาชนะอุปสรรคให้ได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่ค่อยได้นึกถึง “เรื่องส่วนใหญ่” ที่ตัวเองจัดการได้ดี

การไม่ยอมปล่อยวางเรื่องบางเรื่อง ไม่ยอมรับว่าเป้าหมายบางอย่างเราก็ไม่มีวันจะไปถึงได้ การไม่ใช้เวลาชื่นชมความสำเร็จของตัวเองมากเท่าที่ควร ทำให้ชีวิตของคนซึ่งคนภายนอกมองว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง กลายเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาที่ยังต้องแก้ มีแต่เป้าหมายที่ยังไปไม่ถึงในความรู้สึกของเจ้าตัว

สำหรับคนที่เชื่อมั่นว่าจะล้มเหลวตลอดเวลา (ความจริงที่บอกว่า เขาเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตเลยก็อาจจะไม่ถูกซะทีเดียว แต่น่าจะเป็นว่าเขาไม่กล้าที่จะตั้งเป้าหมายอะไรในชีวิต เพราะตัวเองปักใจเชื่อไปแล้วว่า ตั้งไปก็ไม่มีทางสำเร็จ) เขาก็ยังสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จในเกณฑ์ที่น่าพอใจ คนทั่วไปอาจจะไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ล้มเหลวในชีวิต

ในสายตาของเจ้าตัว เขากลับคิดถึงความสำเร็จต่างๆ ในชีวิตของเขา ว่าได้มาเพราะ “ฟลุค” บ้าง “โชคดีที่มีคนช่วยบ้าง” ฯลฯ ส่วนเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็คิดตอกย้ำความรู้สึกตัวเองว่า “เห็นไหม เราไม่มีความสามารถจริงๆ ก็สมควรแล้วที่เราจะทำไม่สำเร็จ”

เราคิดว่าถ้าเพื่อนเราจะเริ่มให้เครดิตตัวเองมากขึ้น ว่าความสำเร็จเกิดจากความสามารถของเขาด้วย ค่อยๆ สร้างความมั่นใจให้กับตัวเองว่า ตัวเองมีโอกาสประบความสำเร็จได้เท่าๆ กับคนอื่น (หรือมากกว่า) และในเรื่องที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็กล้าที่จะคิดว่า มันสำเร็จได้ ไม่ใช่ ไปเตรียมใจที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ เพราะมันเป็นการสะกดจิตตัวเอง และยังกลายเป็นข้ออ้างในการที่จะไม่มุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรคอีกด้วย

เราไม่แน่ใจว่าที่เราเขียนมานี้จะเป็นการวิเคราะห์ที่ตรงประเด็นหรือเปล่า จะเป็นสิ่งที่เพื่อนต้องการได้ยินหรือเปล่า และที่สำคัญสุดเพื่อนจะนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่า (เพราะที่จริงก็อายุก็ป่านนี้เข้าไปแล้ว มันก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง) แต่ก็เขียนไปก่อน... ตามอุดมการณ์ของบล็อกนี้คือ ถ้าเราไม่แคร์ แล้วใครจะแคร์ล่ะฟระ? :)

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ทนสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ - วิถีแห่งความสุข

เราได้ฟังสัมภาษณ์คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่ง Open ครั้งหนึ่ง เขาพูดว่าเขารู้สึกว่าหลังจากทำงานมานานๆ ปัญหาที่เขาต้องเผชิญมากๆ คือ ต้องพยายามทนรับกับ “สิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ” ให้ได้ เขาบ่นว่า บางทีทำงานกับคนเยอะๆ (โดยเฉพาะคนใหญ่ๆ โตๆ) คุยประชุมกันทีเป็นชั่วโมงๆ งานไม่ไปถึงไหน ไม่มีใครยอมตัดสินใจ ฯลฯ น่าโมโหหงุดหงิด เพราะ “มันไม่ได้ดั่งใจ”

เราฟังแล้วคิดว่า ไม่ใช่เฉพาะในการทำงานเท่านั้น ที่เราต้องทนกับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ แต่ที่จริงคือเราต้อง “ทนสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ” แทบจะทุกขณะของการดำเนินชีวิต

ลองมองดูดีๆ ชีวิตคนเรา มีเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเยอะมาก มีเรื่องที่ได้ดั่งใจเราน้อยมาก ตั้งแต่เด็กๆ ก็ ทำไมต้องไปเรียน ทำไมดูทีวีอ่านการ์ตูนทั้งวันไม่ได้ ทำไมพ่อแม่ไม่ให้ค่าขนมเยอะกว่านี้ ทำไมสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยคณะที่อยากเรียน ทำไมเรียนได้เกรดน้อย ทำไมต้องทำงาน ทำไมเงินเดือนน้อย ทำไมหัวหน้าไม่เห็นความดี ทำไมลูกน้องขี้เกียจทำงาน ทำไมสามีไม่รวย ทำไมลูกงอแง ทำไมฝนตก ทำไมรถติด ทำไมเราต้องเกิด แก่ เจ็บตาย ทำไม.... ทำไม... ฯลฯ

ตราบใดที่เรามีความต้องการและผลลัพธ์มันไม่เป็นตามที่เราต้องการ ก็คือ มันไม่ได้ดั่งใจเรา ถ้าทนไม่ได้เราก็จะเป็นทุกข์ ดังนั้นการทนสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจให้ได้ ก็คือ วิถีแห่งความสุข

ใน 1 ชีวิตเราจะเผชิญอยู่แค่ 2 สิ่ง คือ “สิ่งที่ได้ดั่งใจ” กับ “สิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ” ถ้าเวลาเจอกับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ แล้วเราทนได้ – เราก็ไม่ทุกข์ แล้วเวลาเจอสิ่งที่ได้ดั่งใจเรา – เราก็สุข โดยรวมชีวิตเราก็จะมีแต่สุขกับสุข เหมือนถูกหวย 2 เด้ง

แต่อย่าเพิ่งคิดว่า การทนรับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ หมายความว่าให้เราไม่ต้องสนใจอะไรเลย งอมืองอเท้า ยอมรับชะตากรรมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนะ

เมื่อเจอสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ ให้พยายามตัดอารมณ์ทิ้งไป หยุดบ่น หยุดคร่ำครวญ หรือโทษโชคชะตาฟ้าลิขิต ฯลฯ แล้วพยายามมองทะลุเข้าไปหาต้นตอ พิจารณาว่าสาเหตุของมันคืออะไร คิดว่ามีอะไรบ้างที่เราสามารถแก้ไขหรือควบคุมให้สิ่งเหล่านั้นมันได้ดั่งใจเรา พยายามแก้ไขในจุดเหล่านั้น แต่ถ้าพิจารณารอบด้านแล้ว แก้ไขเต็มที่แล้ว ก็ยังแก้ไม่ได้ คราวนี้ก็ถึงค่อยทำใจยอมรับกับมัน

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

อย่าโดนสะกดจิต

เคยได้ยินเรื่องนี้กันหรือเปล่า ที่บริษัทผลิตยาสีฟันยี่ห้อดังพยายามจะคิดวิธีเพิ่มยอดขาย ก็ให้พนักงานระดมสมองกันคิดหาไอเดียใหม่ๆ หลังจากที่กลยุทธ์เดิมๆ เช่น การโหมโฆษณา ลดแลกแจกแถม ส่งกล่องชิงรางวัล ฯลฯ ใช้ไม่ได้ผลแล้ว

ก็มีคนเสนอไอเดียขึ้นมาว่า ให้ทำปากหลอดยาสีฟันให้ใหญ่ขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่บีบยาสีฟัน ก็มักจะบีบปรื้ดยาวเท่าแปรงสีฟัน ถ้าปากหลอดใหญ่ขึ้น แปรงฟันแต่ละครั้งก็จะใช้ยาสีฟันมากขึ้น ยาสีฟันก็จะหมดเร็ว คนก็ต้องซื้อบ่อยๆ

ตอนที่เราได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก เขาเอามาเล่ากันว่าเป็น “ความสำเร็จ” ของการคิดแก้ปัญหาแบบ “คิดนอกกรอบ” แต่เรากลับสงสัยว่าการคิดแบบนี้ เป็นการคิดแบบเอาแต่ได้เกินไปหรือเปล่า?

คนขายของต้องพยายามหาวิธีทำให้คนบริโภคของเขามากขึ้นๆ อยู่เรื่อยๆ ไป บางทีเราก็รู้เท่าทันกลเม็ดของเขา บางทีก็รู้ไม่ทัน (บางทีต้องสังเกตดีๆ ถึงจะรู้) อย่างโทรศัพท์มือถือ มีโปรโมชั่นประเภทยิ่งโทรนานยิ่งคุ้ม ยิ่งโทรมากยิ่งคุ้ม ฯลฯ จริงๆ ต้องย้ำเตือนกันว่า ไม่มีอะไรที่ยิ่งใช้มากยิ่งคุ้ม มีแต่ยิ่งใช้มากยิ่งเปลืองมาก

เหมือนที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในอเมริกา พยายามจะ super size ทุกอย่างใน “เมนูสุดคุ้ม” แทนที่จะขายน้ำอัดลมถ้วยเล็ก ก็ขายถ้วยใหญ่ กำหนดราคาต่างกันเล็กน้อย ให้คนซื้อคิดว่า เพิ่มเงินอีกนิดเดียว ได้ปริมาณเยอะกว่าเยอะ ดูแล้วคุ้มค่าเงินกว่า แต่ที่จริงมันเกินกว่าที่เราจะบริโภคเข้าไปได้ สุดท้ายก็เหลือทิ้ง นอกจากเราจะเปลืองเงินแล้ว ยังเป็นการใช้ทรัพยากรโลกแบบสุรุ่ยสุร่าย บริโภคเกินความจำเป็นอีกด้วย

ล่าสุดเราเจออีกแล้ว... โฆษณาครีมนวดผมยี่ห้อหนึ่ง เขาพยายามย้ำว่า “ใช้ทุกครั้งหลังสระ” (ให้นางแบบคนหนึ่ง มีผมสวยสะดุดตากว่าคนอื่นๆ จนกระทั่ง ช่างภาพต้องขอถ่ายรูปเดี่ยว นางแบบคนนี้ผมสวยกว่าคนอื่น เพราะใช้ครีมนวดผม “ทุกครั้งหลังสระ”)

ถ้าคนอื่นดูแล้วไม่สังเกตก็แล้วไป แต่เราดันไปสังเกต (จับผิด) ว่าเป็นความพยายามเพิ่มยอดขายครีมนวดผมโดย “การสะกดจิต” ผู้บริโภค

เขาคงได้ผลวิจัยมาว่า คนส่วนหนึ่งไม่ได้ใช้ครีมนวดผมทุกครั้งที่สระผม (อย่างน้อยก็เราคนหนึ่งหละ เพราะไม่รู้สึกว่าจำเป็น ผมไม่ได้แห้งจนต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งที่สระ บางทีเป็นหลายๆ อาทิตย์ไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ) เลยต้องออกโฆษณามาสะกดจิตว่า ต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งหลังสระ...ต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งหลังสระ... ต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งหลังสระ...

ผู้ใช้อย่างเราก็ต้องมานั่งคิดเอาเองว่า มันจำเป็นจริงๆ เหรอ ที่ต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งหลังสระ?

เราไปนึกถึงอีกโฆษณาหนึ่งที่เป็นเรื่องของหมอ (หรือหมอฟัน?) ที่ไปอยู่ต่างจังหวัด และใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ ด้วยแรงบันดาลใจจาก “หลอดยาสีพระทนต์” ของในหลวงที่บีบจนบี้แบน ขนาดในหลวงยังทรงใช้ของอย่างประหยัดมัธยัสถ์ คุณหมอในโฆษณาก็อยู่อย่างประหยัด ใช้เท่าที่จำเป็น (สังเกตว่าคุณหมอก็บีบยาสีฟันนิดเดียว)

สิ่งที่เราใช้ๆ อยู่ทุกวันนี้ ต้องผลิตต้องสร้างมาจากสิ่งอื่นๆ ทั้งสิ้น พวกคนขายของก็เอาแต่มุ่งเน้นการขาย นึกถึงแต่ยอดขายผลกำไร โดยไม่คิดถึงสังคมหรือโลก พวกเราก็ต้องคอยเตือนสติกันเองว่า ให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด บริโภคอย่างพอเพียง เท่าที่จำเป็น

เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เรากำลังทำเพื่อลูกๆ หลานๆ ของเราในอนาคต ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อโลกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ทำเพื่อคนอื่น ออกแบบเพื่อคนจน

ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจในมติชนฉบับล่าสุดเขียนเรื่องสุนทรพจน์ของบิล เกทส์ที่กล่าวกับบัณฑิตมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดปี ๒๐๐๗ พูดถึงสิ่งที่ฮาร์วาร์ดไม่ได้สอน แต่เขาได้เรียนรู้หลังจาก ๓๐ ปีผ่านมา

บิล เกทส์พูดเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของคนในโลก และการที่คนธรรมดาๆ อย่างเราจะสามารถทำให้ช่องว่างระหว่างคนที่มีโอกาสกับคนที่ไร้โอกาสแคบเข้ามา (ถ้าเรามีเวลาว่างอาทิตย์ละสองสามชั่วโมง มีเงินเหลือสองสามเหรียญต่อเดือน ทีเราสามารถเสียสละหรือบริจาคได้ เราจะเอาไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างหรือเปล่า)

ในฐานะคนที่มีโอกาสเหนือกว่าคนอื่นมากมาย ในฐานะคนที่ได้เป็นบัณฑิตในสถาบันอันทรงเกียรติอย่างฮาร์วาร์ด พวกเขาน่าจะได้ทำอะไรๆ เพื่อคนที่ด้อยโอกาสนับล้านๆ ในโลกนี้บ้าง เป็นไปได้ไหมที่คนของฮาร์วาร์ดจะทำอะไรเพื่อคนที่ไม่เคยกระทั่งได้ยินชื่อฮาร์วาร์ด?

หนุ่มเมืองจันทน์เขียนบทความนี้ไว้แค่เป็นน้ำจิ้ม ทำให้เราต้องเสิร์ชอินเทอร์เน็ตหาสุนทรพจน์ตัวจริงของบิล เกทส์มาอ่าน แต่ด้วยความยาวขนาด ๕ หน้ากระดาษเอสี่ ก็ทำเอาเราชะงักไปหน่อยหนึ่ง โชคดีที่เสิร์ชต่อไปอีกหน่อย ก็เจอที่คุณ ‘คนชายขอบ’ แปลเป็นไทยไว้ให้อ่านแล้ว ที่ http://www.fringer.org/?p=249

(ตอนที่เราเสิร์ชหาเรื่องนี้ ก็มีคนพูดถึงสุนทรพจน์ของสตีฟ จ็อบส์ที่สแตนฟอร์ดปี ๒๐๐๕ ซึ่งเราเคยอ่านจากฟอร์เวิร์ดเมล (หรือบล็อกไหนสักแห่งหนึ่ง) แต่ลืมไปแล้ว ได้มาอ่านอีกรอบหนึ่งก็ถึงได้นึกได้ว่าเป็นสุนทรพจน์ที่ดีอีกอันหนึ่ง อันนี้คุณ ‘คนชายขอบ’ ก็แปลเป็นไทยให้อ่านได้ที่ http://www.fringer.org/?p=30 แถมยังมีคนอื่นๆ แปลไว้อีกหลายเวอร์ชัน ตามลิงก์ในคอมเมนต์ของคุณ iMenn โพสต์ไว้ เลือกอ่านกันได้ตามใจชอบ)

เรารู้สึกดีใจที่คนที่มีเหลือจนเกินพอ รู้จักพอ และรู้จักคิดถึงคนอื่น คนมองโลกในแง่ร้ายบางคน อาจจะสงสัยว่าบิล เกทส์ตั้งมูลนิธิโดยมีจุดประสงค์แอบแฝง ทำบุญเอาหน้า มากกว่าทำไปด้วยใจบริสุทธิ์ ครั้งแรกที่เราได้ยินเราก็คลางแคลงใจเหมือนกัน แต่พอได้อ่านสุนทรพจน์เขาครั้งนี้ ก็คิดว่าน่าจะของจริง แต่ถึงจะไม่ใช่ของจริง ถึงเขาจะทำบุญเอาหน้า เราว่าก็ยังดีกว่า ไม่ทำบุญแล้วยังเอาหน้า ซะอีกนะ

อ่านเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน เรื่องคนอภิสิทธิ์กับคนจน แล้วก็ไพล่ไปนึกถึงคอลัมน์เล็กๆ ที่ได้อ่านในบางกอกโพสต์ อ่านมานานแล้ว ว่าจะเขียนถึงแต่ก็ยังไม่ได้จังหวะจนวันนี้ โดนัลด์ จี แม็คนีล จูเนียร์ เขียนเรื่อง “การออกแบบเพื่อแก้ปัญหาให้คนจนทั่วโลก”


พอล โพแล็ค กล่าวปราศรัยต่อกลุ่มนักประดิษฐ์ว่า “ผู้บริโภคนับล้านล้านคนในโลกนี้กำลังรอคอยจะซื้อแว่นตาอันละ ๒ เหรียญ โคมไฟพลังแสงอาทิตย์ราคา ๑๐ เหรียญ และบ้านหลังละ ๑๐๐ เหรียญ”

พอลซึ่งเคยเป็นจิตแพทย์และในปัจจุบันทำงานให้กับองค์กรที่ช่วยให้ชาวไร่ชาวนาที่ยากจนกลายเป็นนักคิดนักธุรกิจ บอกว่า นักออกแบบที่ฉลาดที่สุดในโลกทำงานรับใช้บรรดาคนรวยที่สุดซึ่งมีจำนวนแค่ ๑๐% ของประชากรโลก ทุ่มเทมันสมองสร้างสรรค์ผลงานอย่าง ฉลากขวดไวน์ กูตูร์ (Couture เสื้อผ้าไฮโซหรูระยับ) และมาเซอราติ (รถยนต์สปอร์ตราคาแพง)

เขาบอกว่า “ต้องมีการปฏิวัติเพื่อล้มล้างอัตราส่วนที่ไร้สาระนั่น”

เพื่อการปฏิวัติ พิพิธภัณฑ์ Cooper-Hewitt National Museum (ซึ่งอยู่ในแมนชันขนาด ๖๔ ห้องของแอนดรู คาร์เนกี บนถนนฟิฟท์แอฟเวนิว และมีออมสินรูปหมูทำด้วยทองแดงขายในร้านขายของที่ระลึกในราคา ๒๕๐ เหรียญ) ได้ให้เกียรติกับบรรดานักประดิษฐ์ที่อุทิศตัวให้กับ “ประชากรอีก ๙๐% ที่เหลือ” ประชากรนับล้านล้านคนที่มีรายได้น้อยกว่า ๒ เหรียญต่อวัน

ผลงานของนักประดิษฐ์เหล่านี้ได้นำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการในสวนของพิพิธภัณฑ์จนถึงวันที่ ๒๓ กันยายน เป็นผลงานที่ต้องยกนิ้วให้ ประมาณว่า “ทำไมถึงไม่มีคนคิดเรื่องนี้มาก่อน”

หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เรียบง่ายที่สุดแต่ก็สง่างามที่สุด สร้างขึ้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระซึ่งผู้หญิงและเด็กนับล้านต้องใช้เวลาหลายๆ ชั่วโมงทำ นั่นก็คือการไปตักน้ำ การเทินคนโทน้ำไว้บนหัวอาจจะทำให้ท่าทางการเดินสง่างาม แต่มันก็เป็นงานที่ทำให้ปวดหลังและบางครั้งทำให้เกิดการบาดเจ็บจนถึงพิการได้ด้วย ผลงานประดิษฐ์ที่เรียกว่า Q-Drum เป็นภาชนะทรงกลม บรรจุน้ำได้ ๙๑ ลิตรและกลิ้งไปตามพื้นได้ง่ายขนาดที่เด็กเล็กๆ สามารถลากไปได้ด้วยเชือก

ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น คือ นักออกแบบส่วนใหญ่ที่กล่าวปราศรัยในวันเปิดนิทรรศการต่อต้านแนวความคิดของการบริจาค

มาร์ติน ฟิชเชอร์ วิศวกรซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง KickStart บอกว่า “ความต้องการอันดับ ๑ ของคนยากคนจนคือ วิธีหาเงินเพิ่มขึ้น” KickStart เป็นองค์กรซึ่งบอกว่าได้ช่วยเหลือคน ๒๓๐,๐๐๐ คนให้พ้นจากความยากจน โดยขายปั๊มน้ำแบบใช้แรงคนราคา ๓๕-๙๕ เหรียญ

ปั๊มน้ำช่วยให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวในหน้าแล้งซึ่งผลผลิตจะมีราคา ๓ เท่าของราคาปกติ ฟิชเชอร์เล่าถึงลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งยอมอดมื้อกินมื้อเป็นสัปดาห์เพื่อเก็บเงินมาซื้อปั๊ม และทำเงินได้ ๑,๐๐๐ เหรียญในการขายพืชผลในปีถัดมา

มาร์ตินบอกว่า “คนยากคนจนส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนาที่พยายามจะเอาชีวิตรอด พวกเขาต้องการ business model ที่ช่วยให้เขาทำเงินได้ภายใน ๓-๖ เดือน ซึ่งเท่ากับระยะเวลาของหนึ่งฤดูเพาะปลูก” KickStart ยอมรับเงินบริจาคเพื่อนำมาใช้ทำโฆษณาและหาช่องทางการจัดจำหน่ายที่จะขายสินค้าและชิ้นส่วนอะไหล่

มาร์ตินบอกว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเขาไม่สำรวจตลาดก่อนซื้อสินค้า หลายๆ คนไม่เคยเดินทางออกนอกหมู่บ้านด้วยซ้ำ

เราหันมามองตัวเอง คิดถึงคุณค่าของสิ่งที่เราทำ งานของเราทำประโยชน์ให้กับใครหรือเปล่า สร้างผลกระทบให้กับชีวิตของคนบ้างไหม เราคงไม่สามารถทำอะไรที่เป็นปรากฏการณ์ ที่แน่ๆ มันทำให้เรามีรายได้ ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก และใช้ส่วนที่เหลือ (ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือเวลา) ทำประโยชน์เล็กๆ ให้กับสังคมเท่าที่เราจะทำได้

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550

รักนะแต่ไม่แสดงออก

วันก่อนได้รับการ์ดจากเพื่อนที่อเมริกา ก่อนเปิดซองก็สงสัยว่ามีโอกาสอะไรพิเศษหรือเปล่าที่ทำให้เราได้การ์ดแผ่นนี้ จะว่าเป็นการ์ดวันเกิดก็เร็วเกินไป จะเป็นการ์ดปีใหม่ไทยก็ผ่านมานานแล้ว เปิดซองออกมาเป็นการ์ดขอบคุณ

เพื่อนเราคลอดลูกเมื่อประมาณ ๒ เดือนที่แล้ว เราก็สั่งของขวัญทางอิน-เทอะร์-เน็ทส่งไปให้ เพื่อนก็บ่นๆ ว่าเกรงใจ แต่เราบอกว่าไม่เป็นไร เราอยากให้ ความจริงก็ได้คุยกันทั้งทางอีเมลและทาง MSN เพื่อนก็ขอบอกขอบใจก่อนหน้านี้แล้วหลายรอบ

ในการ์ดเพื่อนเราเขียนว่า ขอโทษที่ส่งการ์ดขอบคุณช้าไปหน่อย ความที่เป็นแม่มือใหม่ก็เลยวุ่นๆ เพิ่งได้เวลาจัดการอะไรต่ออะไร

เราว่านี่เป็นอีกหนึ่ง “นิสัยอเมริกัน” ที่เพื่อนเราติดมา เพราะคนไทยไม่ค่อยทำอะไรแบบนี้ ในแง่หนึ่งมันก็ยุ่งยากวุ่นวายนะ เสียเวลานะ (คนไทยต้องเอาเวลาไปทำมาหากิน ไม่มีเวลามาทำเรื่องแบบนี้?) แต่นึกในอีกแง่หนึ่งมันก็ดีนะ เป็นมารยาทดี ใครทำอะไรให้เราก็ต้องขอบคุณ

ความจริงคนไทยก็มีมารยาท ใครทำอะไรให้ขอบคุณนะ แต่มันไม่ได้เป็นรูปธรรมขนาดนี้ เราว่าคนไทยเป็นพวกที่ไม่ค่อยแสดงออกในด้านอารมณ์ให้คนอื่นรับรู้ รักก็เก็บไว้ในใจ เกลียดก็เก็บไว้ในอก นอกจากจะเหลืออดเหลือทนจริงๆ ถึงจะได้แสดงกันออกมาทางวาจา หรือการกระทำ

แต่หลังๆ นี้เราสังเกตว่า คนไทยเปิดเผยอารมณ์กันมากขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เป็นในด้านลบซะเยอะ คือ หมดความเกรงอกเกรงใจคนอื่น คิดอะไรก็พูดออกไปโพล่งๆ ไม่พอใจใครก็ออกมาประท้วงกันโต้งๆ อ้างว่าเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

แต่พอเป็นด้านดี ด้านบวก ส่วนใหญ่ก็ยังเก็บงำกันไว้ไม่เปิดเผยเท่าที่ควร เป็นประเภทรักนะแต่ไม่แสดงออก ขอบคุณนะแต่เก็บไว้ในใจ ยิ่งคนใกล้ตัวเท่าไหร่ยิ่งละเลย เพราะคิดว่าไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องรักษามารยาท (ลองนึกดูว่า ตัวเองพูด “ขอบคุณ” “ขอโทษ” “รัก” “คิดถึง” “เป็นห่วง” กับคนในครอบครัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ของเรานี่นึกไม่ออกเลย เป็นพวกหยาบในอารมณ์มากกับคนใกล้ตัว แต่กับคนอื่นก็ยังต้องทำบ้าง เวลาที่เป็นมารยาทปฏิบัติของสังคม)

ตอนนี้สังคมกำลังแรงๆ ร้อนๆ ประทุเป็นไฟ คนไทยลองหันมาเป็นคนกล้าแสดงออก กล้าเปิดเผยความรู้สึกในด้านบวกกันบ้างดีไหม รักใคร ชื่นชมใคร ขอบคุณใคร ก็บอกให้เขาได้รับรู้แบบเป็นรูปธรรม

เริ่มจากคนในครอบครัว (สำหรับเราอาจจะทำไม่ได้ เพราะมันเขินๆ – it’s easier said than done :P – แต่เอาเป็นว่า ถึงไม่ได้ออกมาเป็นวาจาหรือการกระทำตรงๆ แต่เราก็น่าจะมีวิธีการที่แสดงความรู้สึกดีๆ ให้กันได้ ในระดับที่เหมาะสมกับตัวเอง) แล้วกระจายต่อไปคนรอบๆ ตัว เพื่อนๆ คนในที่ทำงาน แล้วก็ไปที่คนอื่นๆ ทั่วไป

เราทำงานกับฝรั่ง เคยได้รับคำชมหรือคำขอบคุณหลายๆ ครั้ง ทุกครั้งก็รุ้สึกดี (ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่า เฮ้ยยยย ไม่ต้องเวอร์ขนาดนั้นก็ได้ แต่อ่านอีเมลแล้วก็ยิ้มได้พักหนึ่ง) มันก็แค่เวลาสองสามนาที กับคำพูดไม่กี่คำหรือตัวหนังสือไม่กี่ตัว แต่สร้างความรู้สึกดีๆ ให้คนได้

เราคิดว่าน่าจะพยายามทำให้บ่อยขึ้น แต่ก็มักจะลืมตัวทุกทีไป แต่เรื่องทุกเรื่องมันฝึกหัดกันได้ หันมาแสดงออกในอารมณ์ชอบ รัก พึงพอใจ ขอบคุณ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมกันดีกว่า ส่วนอารมณ์ร้าย เกลียด ไม่รัก อิจฉา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของให้ตัวอิจฉาในละครภาคค่ำที่พะเรทติ้ง “น” เขาเถอะ

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์