แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทำดี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2551

พอเพียง

วันก่อนเพิ่งอ่านนพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เขียนคอลัมน์ การ์ตูนที่รัก ในมติชน บ่นเรื่องการ์ตูนหรือหนังสือที่หน่วยงานราชการทำออกมาส่งเสริมเรื่องราวต่่างๆ (เช่น เศรษฐกิจพอเพียง) ว่ามันไม่สนุก เพราะมักจะโดนกำหนดกรอบมาจากหน่วยงาน คิดสร้างสรรค์แหวกแนวไม่ได้

สิ่งที่ได้ก็เลยเป็นแนวเดิมๆ เช่น เศรษฐกิจพอเพียงก็ภาพซ้ำๆ ของการใช้ชีวิตสมถะ เรียบง่าย ออกแนวสอนสั่งไปเรื่อยเจื้อย มันไม่จ๊าบ (วันก่อนดูรายการตาสว่าง แล้วพิธีกรสอนว่า อย่าไปชื่นชมอะไรว่ามัน “จ๊าบ” เพราะมันตกยุคไป ๑๐ ปีเป็นอย่างน้อย... อืมม์ สงสัยต้องชมว่า เก๋ไก๋ไก่เต่า ละมั้ง :) )

เราเห็นด้วยกับคุณหมอประเสริฐ เพราะได้อ่านหนังสือแนวนี้ผ่านๆ มาบ้าง รู้สึกว่าไม่สามารถกระตุกใจ คนที่จะทำตามได้ ก็เป็นเพราะเขาเป็นคนที่มีชีวิตในแนวทางนั้นอยู่แล้ว แต่คนที่ทำไม่ได้ อ่านแล้วก็ไม่น่าจะเอามาปรับใช้กับชีวิตตัวเองได้ เพราะมันจับต้องไม่ได้ หรือไกลตัวเกินไป

ช่วงที่ผ่านมาได้เห็นโฆษณาตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับเว็บไซท์พอเพียงไลฟ์ ที่บอกว่ามีโฆษณาที่ไม่ขายของ แต่สร้างความพอเพียง สร้างความสุขในสังคม ก็สงสัยอยู่หน่อยๆ ว่าจะเป็นอีหรอบเดียวกับการ์ตูนส่งเสริมแบบที่ว่านี้หรือเปล่า

วันนี้ตอนขับรถกลับบ้าน ได้ฟังวิทยุเขาพูดถึงโฆษณานี้อีกแล้ว ว่าคนทำเป็นสุดยอดฝีมือในวงการโฆษณาและภาพยนตร์ของไทย (๘ คนกับโฆษณา ๘ เรื่อง) ฟังแล้วเลยชักอยากดูว่ามันจะขนาดไหน จะแปลกใหม่ติดหูติดตา สู้โฆษณาขายของได้ไหม (ล่าสุดนี้ได้ดูโฆษณา “อ้ายวี” เราว่าเข้าท่าดี น่าจะได้ใจบรรดาแม่เจ้าประคุณรุนช่องที่เอาแต่เล่น “ฮิห้า” อยู่บ้าง)

เขาพูดถึงโฆษณาชิ้นที่เป็นของคุณเป็นเอก รัตนเรืองว่าเกี่ยวกับ “นมแม่” เราเลยต้องไปดาวน์โหลดมาดู ส่วนตัวดูแล้วก็ไม่รู้ว่า “โดน” ซักเท่าไหร่ อยากรู้ว่าคนอื่นดูแล้วจะรู้สึกยังไง จะสร้างกระแสนมแม่สู้กับโฆษณาหลอกลวงของนมผงนมวัวได้ไหม?

แต่เราว่าโฆษณาชิ้นนี้และชิ้นอื่นๆ ก็น่าจะถูกเผยแพร่ส่งต่อๆ กันไปในระดับหนึ่ง เพราะคนมักจะชอบพูดว่า “เรื่องดีๆ ก็ต้องช่วยกันส่งเสริม” และสังคมส่วนใหญ่ก็ช่วยส่งเสริมด้วยการ “บอกคนอื่น” ว่าอันนี้มันดี น่าจะทำตาม ใครทำตามได้จะดีมาก แต่แล้วตัวคนที่บอกต่อส่งต่อก็ลืมไป

เหมือนเวลาคนชื่นชมคนอื่นที่ทำดี เสียสละเพื่อสังคม แต่พอถามย้อนกลับไปว่าทำไมคุณไม่ทำบ้าง ก็บอกว่า “ฉันยังเอาตัวเองไม่รอดเลย แล้วจะไปช่วยเหลือสังคมเป็นคนดี ได้ไง?” เราว่าทำความดี เป็นคนดี เสียสละเืพื่อสังคม ไม่ต้องรอให้พร้อมนะ ตั้งใจดีแล้วลงมือทำได้เลย!


ปล. ทีแรกเราพยายามจะอัพโหลดวิดีโอไฟล์โฆษณานมแม่แต่ไม่สำเร็จ ก็เลยให้ลิงก์เว็บไซท์พอเพียงไลฟ์ไว้ (http://www.porpeanglife.com/2008/ ) ให้คนที่อยากดูไปดูที่นั่นเอง แต่สุดท้ายก็มาอัพโหลดวิดีโอจากออฟฟิศได้สำเร็จ ดูแล้วเห็นว่าไงก็บอกกันได้ ส่วนคนที่ไปเว็บพอเพียงไลฟ์แล้ว ได้ดูอันอื่นๆ แล้วเห็นว่าเป็นไงก็เล่าให้ฟังได้นะ เพราะเราได้ดูแค่อันนี้อันเดียวอะแหละ :P

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551

ข่าวดี

เขียนเรื่อง CSR ของไทยรัฐไปแล้ว วันก่อนเราได้อ่านข่าว CSR ดีๆ เหมือนกัน ลงข่าวในนสพ.ไทยรัฐนี่แหละ เสียดายที่ไม่ได้ลงหน้า ๑ แต่ก็ยังดีที่เป็นข่าวค่อนข้างใหญ่ของหน้ากีฬา เป็น CSR ของสยามสปอร์ต

คือสยามสปอร์ตร่วมกับ กกท. (การกีฬาแห่งประเทศไทย) จัดให้มีการสอนว่ายน้ำให้เด็กยากจนฟรี เนื่องจากสถิติการตายของเด็กไทย อันดับ ๑ คือ อุบัติเหตุจากการจมน้ำ (ปีละกว่า ๑,๕๐๐ คน) เขาก็เลยทำโครงการ “สอนน้องว่ายน้ำ” เทิดพระเกียรติ ๘๐ พรรษา มีเป้าหมายจะลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจมน้ำให้เหลือแค่ครึ่งเดียว

นอกจากการสอนว่ายน้ำแล้วยังมีการเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการว่ายน้ำในหนังสือพิมพ์สยามกีฬารายวันด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่อยู่ห่างไกล ที่ไม่สามารถเดินทางมาเรียนได้ ได้อ่านและศึกษาด้วยตัวเอง เพื่อนำไปใช้เอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันได้

โครงการนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๑ และเริ่มสอนวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้ได้ที่เว็บไซต์ของสยามสปอร์ต http://www.siamsport.co.th/25501227-065.html หรือ โทร. ๐๒-๕๐๓๔๐๕๐-๑

ข่าวร้าย

อ่านเจอเรื่อง “สูบส้วมมหาภัย” มีคนแจ้งตำรวจว่าจับรถสูบส้วมแถวๆ อ. พานทอง จ. ชลบุรี ปรากฏว่าเป็นการสูบส้วมเพื่อการกระทำบังหน้า จริงๆ แล้วเขาต้องการกำจัดสารเคมีอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม

รถสูบส้วมจะมารับสูบอุจจาระตามบ้านแค่ครึ่งหนึ่ง แล้วก็เอาไปเติมสารเคมีที่เป็นของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมอีกครึ่งหนึ่ง แล้วก็เอาไปปล่อยทิ้งตามที่ดินว่างๆ ตามข้างทาง หรือมีชาวบ้านขอไปทำปุ๋ยเพราะคิดว่าเป็นอุจจาระ

ที่เกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้ก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนเกิดเจ็บป่วยด้วยอาการประหลาด ระบบหายใจผิดปกติ บางส่วนที่ขอเอาไปทำปุ๋ย ปรากฏว่า ต้นหญ้า ต้นข้าวในนา ต้นไม้ในสวน ยืนต้นแห้งตาย

ตำรวจจับรถสูบส้วมได้แล้วเอาปฏิกูลในรถไปตรวจกลายเป็น Oil Coolant (เป็นส่วนผสมระหว่างน้ำมันหรือไฮโดรคาร์บอนกับน้ำ) ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายที่ห้ามผลิต, นำเข้า, ส่งออก, หรือมีไว้ในครอบครอง

ที่น่ากลัวคือ รถสูบส้วมที่โดนจับได้อาจจะไม่ใช่รายเดียวที่ทำแบบนี้ เพราะการกำจัดสารเคมีอันตรายมีค่าใช้จ่ายสูง โรงงานอุตสาหกรรมที่มักง่ายและเห็นแก่ตัวก็อาจจะเลียนแบบ หรือคิดวิธี(ไม่)สร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงกับชาวบ้านขึ้นมาได้อีก

เรื่องนี้ทำให้เราคิดต่อไปถึงเรื่องปัญหาโรงไฟฟ้าที่กำลังเป็นกระแสก่อนหน้านี้ คือเรื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ได้ยินคนออกมาพูดสนับสนุนกันค่อนข้างหนาหู เพราะความที่ราคาน้ำมันพุ่งพรวดๆ ทุกวัน บวกกับกระแสต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บอกว่าสกปรกและอันตราย ใครๆ ก็ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาเลยบอกว่านิวเคลียร์คือทางแก้ เป็นเชื้อเพลิงสะอาด อย่างโน้นอย่างนี้

เราในฐานะคนที่อยู่ในวงการโรงไฟฟ้า เรายืนยันได้เลยว่า สามารถทำโรงไฟฟ้าถ่านหินให้สะอาดได้เท่าๆ กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในด้านเทคโนโลยีมันเป็นไปได้ ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย แต่ต้องทำความเข้าใจกันว่าโลกนี้ไม่มีของฟรี

จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สะอาด ก็ต้องใช้ต้นทุนการก่อสร้างแพงกว่าโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ/น้ำมัน (เพราะต้นทุนในการติดตั้งอุปกรณ์กำจัดของเสียและมลภาวะจะสูงกว่า) แต่ถ่านหินก็ราคาถูกกว่าก๊าซธรรมชาติ/น้ำมัน (ซึ่งทำให้ต้นทุนในการดำเนินการต่ำกว่า) ดังนั้นการเลือกว่าจะใช้เชื้อเพลิงอะไร จึงเป็นเรื่องของการคำนวณหาจุดคุ้มทุน และปัจจัยอื่นๆ (เช่น ปริมาณสำรองของน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติ/ถ่านหิน ที่จะมีใช้ต่อไปในอนาคต ฯลฯ)

แต่ทั้งนั้นและทั้งนี้ การสร้างโรงไฟฟ้าที่สะอาด ไม่ได้หมายความว่าสร้างเสร็จแล้วเสร็จเลย มันมีกฏเกณฑ์และมาตรการมากมายที่ต้องทำตาม ซึ่งมาตรการเหล่านี้ครอบคลุมไปหมด ไม่ว่าเชื้อเพลิงอะไร จะถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน หรือนิวเคลียร์ เชื้อเพลิงสะอาดแค่ไหน ก็ยังต้องมีกฏเกณฑ์ที่ต้องทำตาม

ปัญหาของโรงไฟฟ้า (และโรงงานอุตสาหกรรม) “สกปรก” ในเมืองไทยไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีการก่อสร้างหรือเงินทุน แต่อยู่ที่การบริหารจัดการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม

ในความเห็นส่วนตัวเรา ถ้าโรงไฟฟ้าสร้างด้วยมาตรฐานไทย (ที่เต็มไปด้วยคอรัปชั่น) และยัง operate ตามมาตรฐานคนไทย (ที่มีแต่คนมักง่าย เห็นแก่ตัว คิดสั้นๆ มองแคบๆ) ให้เลือกกี่ทีเราก็ยังเลือกโรงไฟฟ้าถ่านหิน และยังหวังด้วยว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไม่ได้สร้างขึ้นในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่...

วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ไทยรัฐกับ CSR

สองสามวันนี้เห็นคอลัมนิสต์ในไทยรัฐพร้อมใจกันพูดถึงคุณกำพล วัชรพลกับโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เราอ่านคร่าวๆ ก็เป็นการชื่นชมความดีของคุณกำพลที่คืนกำไรสู่สังคมด้วยการสร้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยาตั้ง ๗๐ กว่าโรงทั่วประเทศ รวมทั้งให้ทุนการศึกษากับเด็กนักเรียนยากจน เขาบอกว่านับเป็น CSR โครงการแรกๆ ของเมืองไทยเลยเชียว

CSR คือ Corporate Social Responsibility หรือการแสดงความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นกระแสที่องค์กรใหญ่ๆ กำลังพยายามทำกันอยู่ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจดีต่อสังคมจริงๆ หรือจะเพราะโดนกดดันจากสังคม หรือจะต้องการสร้างภาพก็ตามที

เราก็ชื่นชมกับเรื่องสร้างโรงเรียน เรื่องให้ทุนการศึกษากับเด็กยากจนะ แต่ถ้าคนของไทยรัฐจะคิดถึงสังคมกันจริงๆ น่าจะทำหน้าที่สื่อมวลชนที่มีความรับผิดชอบ ที่ช่วยกันนำพาสังคมไปในทางที่ถูกที่ควรด้วย

การเป็นหนังสือพิมพ์ที่มียอดขายสูงที่สุดในประเทศไทยติดต่อกันยาวนาน ย่อมมีอิทธิพลอย่างล้นเหลือ สามารถชี้นำมวลชนได้ การทำธุรกิจก็ต้องหวังกำไร ต้องนำเสนอเรื่องที่ “ตลาด” สนใจ แต่เราว่าทุกวันนี้ไทยรัฐก็ตลาดเกินไป เสนอแต่ข่าวที่คิดว่าจะขายได้อย่างเดียว ที่สร้างสรรค์จรรโลงใจมีน้อย

เราเคยได้ยินคนที่ไปทำงานวิจัยที่เยอรมันอยู่ห้าหกเดือน เขาเล่าว่าชอบหนังสือพิมพ์สื่อมวลชนที่เยอรมัน เพราะไม่มีอาชญากรรมเยอะแยะ ไม่มีภาพน่าหวาดเสียว มีแต่ข่าวดีๆ อย่างตอนนี้สามารถปรับปรุงรถไฟให้วิ่งได้เร็วขึ้นไปอีกเท่านั้นเท่านี้กม.ต่อชั่วโมง บางคนอาจจะเถียงว่า ก็เมืองไทยมันมีแต่ข่าวแย่ๆ ข่าวร้ายๆ แต่เราก็ยังเชื่อว่าสื่อมวลชนสามารถนำเสนอในมุมมองที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ได้

เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องนำเสนอเลย เพราะนอกจากไม่มีประโยชน์ แล้วยังสร้างค่านิยมไปในทางที่ผิด (เช่น ข่าวฉาวของดารา รูปเกือบเปลือยของดาราทุกวันอาทิตย์ ฯลฯ) จะบอกว่าคนชอบดู คนอยากรู้ก็เลยนำเสนอ เราว่ามันง่ายเกินไป ปัดความรับผิดชอบเกินไป

ยกตัวอย่างง่ายๆ ลูกเรามันไม่ชอบไปโรงเรียน มันชอบอยู่บ้าน นอนอ่านการ์ตูน เล่นเกม คุยโทรศัพท์กับเพื่อนทั้งวัน เราจะปล่อยให้มันทำเรื่องที่มันชอบ หรือจะบังคับให้มันทำเรื่องที่เหมาะที่ควร?

สไปเดอร์แมนเขาบอกว่า “With Great Power, Comes Great Responsibility” ไทยรัฐมีอำนาจเยอะ มีอิทธิพลเยอะ ก็มีความรับผิดชอบเยอะด้วย

เราว่าถ้าไทยรัฐอยากจะทำ CSR อยากจะคืนกำไรให้กับสังคม ก็แค่ช่วยปรับเปลี่ยนแนวการนำเสนอข่าว ลองทำหนังสือพิมพ์ที่พ่อแม่ไม่รู้สึกลำบากใจที่จะให้ลูกอ่าน ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะกลายเป็นคนชินชากับความรุนแรง ไม่สร้างค่านิยมผิดๆ ให้กับคนในสังคม แค่นี้สามารถให้ของขวัญให้คนไทย โดยไม่ต้องเสียเงินซักบาท

วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550

บริจาคโลหิต ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

วันนี้ที่บริษัทเรามีรถมารับบริจาคเลือด คนในบริษัทก็ไปบริจาคกันพอประมาณ รวมกับคนบริษัทอื่นๆ ในตึกเห็นว่าได้ไปประมาณร้อยห้าสิบถุง เราอยากบริจาคมาก แต่เขาไม่รับบริจาค เพราะเรากินยาฆ่าเชื้ออยู่ เสียดายอยู่เหมือนกัน

ตอนเย็นเราขับรถกลับบ้านฟังข่าวเขาบอกว่ารพ.มหาราชนครเชียงใหม่ขาดแคลนเลือดอย่างหนักจนต้องเลื่อนผ่าตัดคนไข้ไป ๔๐ กว่ารายเพราะไม่มีเลือด รพ.ต้องรับคนไข้จากจังหวัดในภาคเหนือ แต่คนบริจาคเลือดส่วนใหญ่จำกัดอยู่แต่ในจังหวัดเชียงใหม่กับญาติผู้ป่วยที่บริจาคเติมส่วนที่ใช้ เขาก็เลยต้องประกาศเชิญชวนคนภาคเหนือไปบริจาคเลือด

ความจริงปีนี้เป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา เราได้ยินว่าสภากาชาดไทยพยายามให้คนบริจาคเลือดให้ได้ ๘๐ ล้านซีซี เป็นการชวนคนไทยทำความดีเพื่อถวายในหลวง เลือด ๑ ถุงรู้สึกจะ ๔๐๐ ซีซี ๘๐ ล้านซีซี ก็คือ ๒ แสนถุง นั่นคือสภากาชาดต้องการรับบริจาคเลือดประมาณ ๑ หมื่น ๖ พันถุงต่อเดือนหรือ ๖๕๐ ถุงต่อวัน

แต่ที่เราอ่านเจอจากคนที่เคยไปช่วยที่สภากาชาดเขาบอกว่า สภากาชาดต้องการเลือดประมาณวันละ ๑,๕๐๐ ถุงสำหรับใช้ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และแจกจ่ายให้ต่างจังหวัดถ้ากาชาดจังหวัดนั้นๆ มีเลือดไม่พอ ส่วนใหญ่สภากาชาดได้รับบริจาคเลือดไม่พอ ตลอดปีมีแค่ ๔ เดือนที่ได้รับบริจาคเลือดได้เตามเป้าหมาย คือเดือนกรกฎาคม สิงหาคม พฤศจิกายน และธันวาคม (สังเกตว่าเป็นช่วงวันแม่-วันพ่อ จนเจ้าหน้าที่อยากจะให้ทุกวันเป็นวันพ่อ-วันแม่ คนจะได้มาบริจาคเลือดกันเยอะๆ)

ตั้งแต่เกิดสึนามิและเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ ปัญหาการขาดแคลนเลือดก็ยิ่งวิกฤตหนัก วันนี้เราเลยมาเชิญชวนกันไปบริจาคเลือดสร้างกุศล คนที่เคยบริจาคแล้ว ถ้าไม่ได้บริจาคมานาน หรือครบกำหนด ๓ เดือนแล้ว ก็หาเวลาไปช่วยกันบริจาคหน่อย

คนที่ไม่เคยบริจาคมาก่อน ก็ไม่ต้องกลัวเข็ม (เราก็กลัวเข็ม เวลาเขาจะเจาะก็ไม่ต้องดู จะได้ไม่เสียว) ไม่ต้องกลัวเจ็บ (จะบอกว่าไม่เจ็บก็โกหก เจ็บเท่าๆ กับโดนหยิกอ่ะ ทนได้) ไม่ต้องกลัวติดเชื้อ (เข็มเขาใช้ครั้งเดียวทิ้ง) ไม่ต้องกลัวเลือดหมด ไม่ต้องกลัวอ้วน

นอกจากบริจาคเลือด ได้ช่วยคน เป็นกุศล ยังมีประโยชน์อื่นอีกด้วย เพราะเราอ่านจากบล็อกแก็งค์ เขาบอกว่าคนที่บริจาคเลือดเกิน ๒๔ ครั้งจะได้สิทธิ์รักษาพยาบาลเหมือนกับข้าราชการคนหนึ่ง เขาเล่าว่ารุ่นพี่เขาต้องผ่าตัดเพราะลิ้นหัวใจรั่วที่รพ.จุฬาฯ ค่าใช้จ่ายปกติแสนกว่าบาท แต่เพราะเป็นผู้บริจาคเลือด จ่ายเงินไปแค่ ๙,๘๐๐ บาท

เราเพิ่งดูบัตรรับบริจาคเลือดของเรา ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วเป็นครั้งที่ ๒๕ (อย่าตกใจว่าทำไมเยอะ เพราะจะตกใจกว่าถ้ารู้ว่าเราเริ่มบริจาคเลือดครั้งแรกเมื่อ ๑๘ ๑๕ ปีที่แล้ว และเลือดเราเคยโกอินเตอร์ด้วย) ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ถ้าเรามีกรรมเก่า เกิดป่วยขึ้นมาจริงๆ การบริจาคเลือดก็อาจจะตอบแทนทันใจแบบบุญออนไลน์ได้เหมือนกัน

คนที่จะไปบริจาคเลือดดูข้อมูลการบริจาคและสถานที่รับบริจาคได้ที่นี่ ถ้าจะไปบริจาคที่สภากาชาดที่ถนนอังรีดูนังต์ เราแนะนำให้แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะบริจาคสเต็มเซลล์ไปด้วยเลย เขาจะได้เก็บตัวอย่างสเต็มเซลล์ไปด้วย (รถรับบริจาคเคลื่อนที่ไม่มีชุดเก็บตัวอย่างสเต็มเซลล์)

ตัวอย่างสเต็มเซลล์เก็บแค่ครั้งเดียว (ทำไปพร้อมๆ กับบริจาคเลือดธรรมดา แต่เขาจะเก็บเลือดเพิ่มอีก ๑ หลอด) เพื่อเอาไปเก็บในฐานข้อมูล เอาไว้ไปตรวจสอบกับคนที่ป่วยเป็นโรคเลือดต่างๆ ที่ต้องการสเต็มเซลล์ที่ตรงกันกับเรา ซึ่งมีโอกาสตรงกันน้อยมาก ถ้าเราฟลุคมีสเต็มเซลล์ตรงกับคนที่กำลังต้องการบริจาค สภากาชาดจะติดต่อให้เราไปบริจาคให้ทีหลัง ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นกุศลที่สูงขึ้นไปอีก ประมาณเดียวกับถูกล็อตเตอร์รี่เลยเชียวหละ

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์