แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งแวดล้อม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งแวดล้อม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

ถูกใจ

วันนี้ได้จดหมายจาก TMBAM (บลจ.ทหารไทย) แจ้งว่าเพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน จึงขอยกเลิกการส่งใบยืนยันการซื้อขายหรือสับเปลี่ยนกองทุน ถ้าใครยังต้องการได้รับใบยืนยันตามเดิมให้แจ้งไปที่บลจ. แต่ถ้าไม่แจ้งไป เขาจะยกเลิกการส่งใบยืนยันแล้ว เริ่มต้น ๑๖ ก.พ. ๒๕๕๒

เราเห็นจดหมายนี้แล้วถูกใจจริง ๆ เพราะรู้สึกมาตั้งนานแล้วว่ามันเปลืองกระดาษโดยใช่เหตุ ใบยืนยันนี่ก็ไม่เห็นจะเอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรได้ ตอนแรก ๆ ที่เพิ่งซื้อกองทุน เราก็งง ๆ ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานหรือเปล่า แต่พอรู้ว่าไม่ต้องใช้ทำอะไร ได้มาก็ทิ้ง

เราหวังว่าบลจ.อื่น ๆ จะหันมาใช้นโยบายนี้เหมือนกัน ถึงจะไม่คิดถึงการช่วยประหยัดทรัพยากรโลก ก็น่าจะคิดถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายของบลจ. ยิ่งปีนี้เขาบอกว่าจะเป็นปีเผาจริง ประหยัดอะไรได้ก็น่าจะประหยัด

นอกจากใบสั่งซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนแล้ว อีกอย่างที่เราคิดว่าน่าจะเลิกส่งได้แล้วก็คือใบจ่ายหนี้บัตรเครดิต (ที่เอาไปใช้จ่ายที่เคาน์เตอร์ธนาคารหรือเคาน์เตอร์อื่น ๆ อ่ะนะ) ปกติเราจ่ายบัตรเครดิตโดยตัดเงินบัญชีธนาคาร ในสเตทเมนต์เขาก็เขียนว่าจะหักเงินจากบัญชีนี้ ๆ วันที่เท่านี้ ๆ แต่ก็ยังแนบใบจ่ายหนี้มาให้ทุกเดือน เราไม่เคยได้ใช้เลย กลายเป็นขยะรกโลก (และที่จริงเวลาไปจ่ายเงินตามเคาน์เตอร์ ไม่ต้องใช้ใบจ่ายหนี้นี่ก็ได้ แค่มีสเตทเมนต์ก็จ่ายได้เหมือนกัน)

เราเดาว่าที่บริษัทบัตรเครดิตยังส่งใบที่ว่านี้มาด้วยถึงแม้จะจ่ายเงินโดยตัดบัญชีแล้ว คงเพราะข้างหลังกระดาษมันมีโฆษณาโปรโมชั่นต่าง ๆ ละมั้ง เราสงสัยจริง ๆ ว่า จะมีซักกี่คนที่เสียเวลาอ่านโฆษณาพวกนี้ (รวมทั้งโฆษณาทางไปรษณีย์ต่าง ๆ ที่ชอบส่งกันมาเยอะแยะด้วย) เราเบื่อขยะกระดาษพวกนี้ แต่เด็กที่บ้านเรากลับชอบ เพราะเขาเก็บรวม ๆ ไว้ เอาไปชั่งกิโลขายได้ตังค์

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2551

How green is your coffee?

ร้านสตาร์บัคส์มีมีถ้วยกาแฟ (Tumbler) ขาย ลวดลายสีสันสวยงามน่าใช้ (แต่ราคาแพงได้ใจ!!) ถ้าซื้อถ้วยนี้แล้วเอามาซื้อกาแฟในภายหลังจะได้ลดราคา (ในเมืองไทยได้ลด ๑๐ บาท ที่อเมริกาได้ด้ลด ๑๐ เซ็นต์*) ตอนสมัยที่ไปอเมริกาเราก็ซื้อมา ๑ ใบ (ราคาไม่แพงได้ใจเท่าที่ขายในเมืองไทย ที่อเมริกา Tumbler ใบนึงราคาประมาณ ๓ เท่าของราคากาแฟ ๑ แก้ว ในขณะที่เมืองไทยราคาประมาณ ๖-๗ เท่าของราคากาแฟ)

สมัยที่เรายังทำตัวไฮโซ กินกาแฟสตาร์บัคส์ ก็จะพกถ้วยที่ว่านี้ไปใส่กาแฟเอง ก็ได้ลดมาทีละ ๑๐ บาท แต่หลังๆ เราเปลี่ยนไปกินกาแฟยี่ห้ออื่นที่ราคาถูกกว่าสตาร์บัคส์ ก็เลยไม่ได้พกถ้วยไปใส่เอง

ร้านกาแฟที่เราไปอุดหนุนส่วนใหญ่จะใช้ถ้วยกาแฟพลาสติก เราก็ซื้อกินโดยไม่ได้คิดอะไร แต่หลังจากเราได้ปฏิบัติการการลดใช้ถุงพลาสติกมาได้ระยะหนึ่ง ก็เริ่มนึกถึงการลดใช้ถ้วยกาแฟพลาสติกมั่ง

แน่นอนว่าไปซื้อที่สตาร์บัคส์ได้ลดราคา ๑๐ บาท แต่กาแฟมันแพงอ่ะ ลองไปสำรวจร้านอื่นๆ ดูมั่งดีกว่า ว่ากาแฟของเขาสีเขียว (รักษ์สิ่งแวดล้อม) แค่ไหน?

๑. บลูคัพ (เอสแอนด์พี)
เรา: วันหลังเอาถ้วยมาใส่เองได้ไหม
พนักงาาน: ได้ค่ะ
พอซื้อกาแฟครั้งถัดๆ ไป เราเอาถ้วยกาแฟ(ยี่ห้อสตาร์บัคส์!)ไปใส่กาแฟเอง พนักงานก็ใส่ให้แต่โดยดี

๒. ทรูคอฟฟี่
เรา: วันหลังเอาถ้วยมาใส่เองได้ไหม
พนักงาน: ... (ไม่ตอบอะไรได้แต่ยิ้มแหยๆ สรุปได้ว่า ทางร้านไม่มีนโยบายแบบนี้**)

๓. ร้านกาแฟรถเข็นข้างออฟฟิศ
เรา: วันหลังเอาถ้วยมาใส่เองได้ไหม
คนขาย: ได้จ้ะ
หลังจากที่เราเอาถ้วยไปใส่กาแฟเองแล้ว วันอื่นๆ เขาก็จะถามว่า “พี่เอาถ้วยมาใส่เองหรือเปล่าจ๊ะ”

๔. แบล็คแคนยอน
เรา: เอาถ้วยมาใส่เองได้ไหมคะ (พร้อมยื่นถ้วยกาแฟให้)
พนักงานรับถ้วยกาแฟของเราไปใส่กาแฟโดยไม่ได้ว่าอะไร

๕. คอฟฟี่เวิลด์
เรา: เอาถ้วยมาใส่เองได้ไหมคะ (พร้อมยื่นถ้วยกาแฟให้)
พนักงานทำหน้างงๆๆ แต่ก็ยอมใส่กาแฟในถ้วยที่เราเตรียมไปเอง

จากเดิมที่เราเป็นย้ายมาแฟนกาแฟทรูคอฟฟี่ (เพราะมีบัตรลด ๓๐%) พอมานึกถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เลยลดความถี่ในการซื้อลง หันไปอุดหนุนบลูคัพกับแบล็คแคนยอนแทนบ้าง นี่ถ้าสองร้านนี้มีลดราคาแบบสตาร์บัคส์ด้วย เราจะเลิกซื้อกาแฟของทรูคอฟฟี่แล้วอ่ะ :P

*ปล ๑. ความจริงการลดราคาแค่ ๑๐ บาทต่อราคากาแฟแก้วละ ๖๐-๙๐ บาท ดูจะน้อยเกินไป เทียบกับความยุ่งยากในการต้องพกถ้วยกาแฟไปเอง กินเสร็จก็ต้องล้างเองอีกตะหาก แต่เราก็ยังเต็มใจทำ และอยากชักชวนให้คนอื่นๆ ช่วยกันทำ (เท่าที่ทำได้) เพราะมันไม่ใช่แค่การได้ประหยัดเงิน แต่จะได้ลดปริมาณขยะพลาสติกซึ่งต้องใช้เวลาหลายๆ สิบปีกว่าจะย่อยสลายไปได้

**ปล ๒. เราสังเกตเอาเองว่า ร้านที่มีถ้วยกาแฟ Tumbler ขาย (เช่น เอสแอนด์พี หรือ แบล็คแคนยอน) พนักงานจะไม่ค่อยงงเวลาที่มีคนเอาถ้วยกาแฟไปใส่เอง ส่วนร้านที่ใช้ถ้วยพลาสติกหลายๆ ร้านเราสังเกตว่าเขาจะควบคุมจำนวนขายโดยการนับจำนวนถ้วยที่ใช้ไป (เคยเห็นเขาเขียนตัวเลขตรงก้นถ้วย) เดาว่าร้านพวกนี้ไม่ยอมให้เราเอาถ้วยไปใส่กาแฟเอง เพราะจะทำให้เสียการควบคุมของเขาไป

ปล ๓. เพิ่งไปช็อปปิ้งที่ Big C มา ถ้าบอกพนักงานว่าไม่เอาถุงพลาสติก จะได้เงินค่าโทรศัพท์ ๒ บาท ความจริงน่าจะคืนเป็นเงินสด แต่ก็ยังดีกว่ายี่ห้ออื่นๆ ที่ไม่มีแคมเปญจูงใจอะไรเลย เล่าให้ฟังไว้ เผื่อยี่ห้ออื่นจะออกแคมเปญทำนองนี้มาสู้มั่ง :)

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551

ลดใช้ถุง ช่วย(ไม่ให้)โลกร้อน

ห้างเซ็นทรัลจัดโปรโมชั่น No Bag Day วันที่ ๒๔-๓๐ มีนาคม คนที่เอาถุงมาใส่สินค้าเอง จะได้ลดราคา ๑๐-๓๐% (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) เราไม่ได้จะช่วยโฆษณาให้เซ็นทรัล แต่จะบอกว่าความจริงไอเดียแบบนี้ น่าจะมีคนทำกันเยอะๆ

สมัยที่เราที่เราไปเรียนที่อังกฤษตอนแรกๆ ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่มีถุงก๊อบแก๊บใส่ของให้ ต้องเอาถุงไปใส่ของเอง หรือจะซื้อถุงพลาสติกของเขาก็ได้ ถ้าจำไม่ผิดราคา ๕๐ เพนซ์ จะเป็นถุงพลาสติกหนาๆ คุณป้าๆ ชาวอังกฤษ ซื้อถุงแบบนี้แล้วก็เก็บไว้ใช้หลายๆ ครั้งจนกว่าจะพัง ตอนหลังๆ เขาถึงจะเริ่มมีถุงก๊อบแก๊บให้ฟรี แต่คนก็ยังเอาถุงไปใส่ของกันเอง ไม่รู้ว่าผ่านมา ๑๐ กว่าปีแล้ว เขายังเอาถุงไปใส่ของกันเองอยู่หรือเปล่า

ช่วงนี้เขาหันมารณรงค์ถุงผ้ากัน เรามีมาตรการส่วนตัวด้วยการหิ้วถุงผ้าใบเล็กไปกินข้าวตอนกลางวัน เอาไว้ใส่ผลไม้ที่ซื้อจากรถเข็น เราก็ต้องคอยรบกับพ่อค้าผลไม้ เพราะเขาก็จะคอยหยิบผลไม้ที่ใส่ถุงพลาสติกอยู่แล้ว ไปใส่ในถุงก๊อบแก๊บก่อนจะยื่นให้เราด้วยความเคยชิน เราต้องคอยบอกว่าไม่เอาถุงๆ ทุกครั้งไป ความจริงก็เกรงใจเขาหน่อยๆ เหมือนกันที่ทำให้เขาเสียกระบวนการผลิตอัตโนมัติของเขา แต่เราก็อดสงสารโลกไม่ได้...

มาตรการอื่นๆ ของเราก็อย่างเช่น เวลาไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็เอาถุงผ้าที่บริษัทแจกไปใส่ของ (ปีนี้บริษัทเราเขา “ฮิต” เรื่องปัญหาโลกร้อนกับเขาเหมือนกัน) บริษัทเราเป็นอเมริกัน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความมโหฬาร เพราะฉะนั้นถุงผ้าที่แจก ใบใหญ่ขนาดถ้าใส่ของเต็มถุง ก็แทบจะหิ้วไม่ใหว เพราะฉะนั้นเวลาเราไปซื้อของครั้งหนึ่งๆ จะประหยัดถุงก๊อบแก๊บไปได้อย่างน้อย ๒-๓ ถุง

เวลาเราไปซื้อของตามร้านหรือห้างสรรพสินค้า ถ้าเป็นไปได้ เราก็ไม่เอาถุง จะให้เขาใส่มาในกระเป๋าถือ หรือถุงผ้าที่เราหิ้วไปเอง (อันนี้ก็ต้องดูจังหวะด้วยเหมือนกัน เพราะบางทีพนักงานเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเราไม่อยากจะสร้างขยะ จะยืนยันใส่ถุงให้เราท่าเดียว)

โปรโมชั่นอย่างที่เซ็นทรัลทำเนี่ย เราไม่อยากให้มันเป็นแค่แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความจริงเขาก็จะต้องมีโปรโมชั่นลดราคาสินค้ากันอยู่เนืองๆ ตลอดปีอยู่แล้ว การลดราคาเพื่อดึงลูกค้าเพิ่มยอดขายให้ตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อมแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

เรานึกไปถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือซุปเปอร์สโตร์ ก็น่าจะอะไรทำนองนี้ได้ เช่น ใครเอาถุงมาใส่ของเอง ลดราคาให้เลย ๑-๕% ของยอดซื้อ ยี่ห้อไหนใจป้ำก็ลดให้เยอะหน่อย (แต่ถ้าเอาถุงของคู่แข่งมาใส่ อาจจะลดให้น้อยหน่อย... ฮา!!) ถ้าจะให้ดึงดูดใจมากไปอีก ทำเลนพิเศษให้จ่ายเงินไปเลย ใครเอาถุงมาเอง เข้าช่อง No Bag Lane ได้ลดราคา แถมได้จ่ายเงินเร็ว

ทำแบบนี้ค่อยทำให้คนอยากจะลดใช้ถุง ช่วย(ไม่ให้)โลกร้อนกันหน่อย

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2551

ไอเดียดีจากจิตแพทย์

เราฟังรายการ “มองชีวิตมีชีวา” ทางวิทยุช่อง ๙๖.๕ ค่อนข้างบ่อย เพราะเป็นเวลาขับรถกลับบ้านพอดี รู้สึกชื่นชมวิทยากรประจำท่านหนึ่งคือ นพ. อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ที่มักจะมีมุมมองในการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายแต่ก็น่าสนใจ

คุณหมอมักจะเล่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ท่านปฏิบัติเป็นประจำ ที่เรารู้สึกว่าน่าทำตาม บางคนอาจจะคิดว่ามันเล็กๆ น้อยๆ ไม่สำคัญ แต่เราคิดว่า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละดี เพราะเราค่อยๆ ทำ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมาก ไม่ต้องทุ่มเทมากเกินกำลัง

แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย

เมื่อวานเราได้ฟังคุณหมออุดมศิลป์พูดเรื่องที่ว่า เวลาท่านตรวจคนไข้ (คุณหมอเป็นจิตแพทย์) ท่านจะไม่ได้นั่งรออยู่ในห้องแล้วให้พยาบาลเรียกคนไข้เข้ามา แต่จะถือการ์ดคนไข้นอก ออกไปตรงบริเวณที่คนไข้นั่งรอ แล้วก็เรียกชื่อคนไข้ ท่านบอกว่าการวินิจฉัยโรคของท่านเริ่มตั้งแต่ตรงนั้นเลย

คุณหมอจะสังเกตเวลาคนไข้ตอบสนองต่อเสียงเรียก ถ้าเป็นคนไข้ไฮเปอร์ ก็อาจจะแทบกระโดดออกมาทันทีที่สิ้นเสียงเรียก ส่วนคนไข้ที่ซึมเศร้าอาจจะต้องให้เรียกซ้ำสองรอบสามรอบ การเดินเหินของคนไข้ก็บอกได้ถึงสภาพร่างกายและสุขภาพโดยทั่วไป ท่านจะสังเกตไปถึงขนาดว่า คนไข้มากับใคร เป็นพ่อแม่ สามีภรรยา หรือญาติพีน้อง เวลานั่งรอนั่งรอกันอย่างไร นั่งใกล้ชิดกันหรือนั่งคนละมุมห้อง ก็บอกถึงสภาพความสัมพันธ์ของคนไข้กับผู้อื่นได้

หลังจากที่ตรวจคนไข้เสร็จแล้ว คุณหมอก็จะเดินออกไปส่งคนไข้ถึงประตูห้องทุกคน ถือเป็นการให้เกียรติคนไข้ ที่เลือกจะมารักษากับท่าน คุณหมอบอกว่าคนไข้ก็คงรู้สึกดีที่ท่านทำแบบนั้น แล้วก็ถือโอกาสมองดูคนไข้คนอื่นๆ ที่รออยู่ไปด้วย อาจจะมีการส่งยิ้มหรือทักทายคนไข้ที่ยังไม่ถึงคิวนิดหน่อย ก็จะช่วยลดความกระวนกระวายในระหว่างรอไปได้บ้าง

คุณหมอบอกว่าการที่คุณหมอเดินมาเรียกคนไข้เองและส่งคนไข้เอง ที่จริงแล้วตัวคุณหมอเองได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะท่านได้ขยับเขยื้อนร่างกาย ไม่ต้องนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตลอดเวลาทำงานของท่าน คือ เช้า ๓ ชั่วโมง เย็น ๓ ชั่วโมง

ท่านยังบอกอีกว่า เวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้า เมื่อยขบจริงๆ บางทีท่านก็จะขอเวลานอกซัก ๕ นาที แล้วก็ไปที่ช่องบันได เดินขึ้นบันไดซัก ๕ ชั้น ลง ๕ ชั้น แล้วก็กลับมาตรวจต่อ นับว่าท่านเข้าใจหาวิธีออกกำลังกายที่เหมาะกับอาชีพของท่าน แถมยังได้ประโยชน์กับคนอื่นอีกด้วย

เรานึกถึงวันทำงานของเรา แทบจะไม่ได้เดินไปไหนเลย ยิ่งมีอีเมลก็ยิ่งทำให้ไม่ต้องขยับตัวออกจากเก้าอี้ เพราะโต้ตอบงานผ่านอีเมล หลังๆ นี้ถ้ามีโอกาสที่เราจะใช้วิธีเดินไปคุยเรื่องงานแทนการส่งอีเมลได้ เราก็จะเดินไปคุยแทน แต่วันๆ หนึ่งเราก็ยังเดินไม่มาก บางวันเดินไปแค่หนึ่งพันเก้า (นี่รวมเดินไปกินข้าวตอนกลางวันแล้วด้วยนะ) เคยได้ยินเขาแนะนำว่าถ้าสามารถเดินได้วันละ ๑ หมื่นก้าว ก็ได้ออกแรงพอๆ กับออกกำลังกาย ๓๐ นาทีแล้ว แต่ที่เราเดินออกกำลังกายบนลู่วิ่ง ๓๐ นาทีได้ประมาณ ๔ พันก้าวเท่านั้น

ความจริงเรื่องเดินขึ้นลงบันได เราก็ทำอยู่บ้าง เวลาไปห้างสรรพสินค้าเราก็เดินบันไดแทนการใช้บันไดเลื่อน เวลาไปออกกำลังกายเสร็จ เราก็จะเดินลงบันได (ขาขึ้นไม่ได้เดิน เพราะเรามักจะไปสาย ถ้าต้องรีบวิ่งขึ้นบันได ๑๑ ชั้น อาจขาดใจตายได้) แต่ที่ออฟฟิศเราไม่ได้ใช้บันได เพราะชั้นที่เราทำงานไม่มีบันไดธรรมดา เขาจะมีบันไดธรรมดาถึงแค่ชั้นที่จอดรถ (ชั้น ๙) หลังจากนั้นจะเป็นบันไดหนีไฟ ซึ่งประตูจากช่องบันไดหนีไฟเป็นประตูเปิดทางเดียว คือเปิดออกจากออฟฟิศออกไปช่องบันไดหนีไฟได้ แต่จากช่องบันไดหนีไฟ เปิดเข้ามาออฟฟิศไม่ได้

แต่เมื่อวานเราเพิ่งนึกได้ว่าเราสามารถเดินขึ้นบันไดมาจนสุดชั้นจอดรถ (๙ ชั้น) แล้วก็ค่อยมาต่อลิฟท์อีก ๕ ชั้นเข้าออฟฟิศ วันนี้ไปกินข้าวเสร็จก็เลยเดินขึ้นบันไดมา ได้เดินเพิ่มขึ้นอีกร้อยกว่าเก้า :)

คุ้มค่า รักษาความสะอาด และรักษาสิ่งแวดล้อม

อีกเรื่องที่เราฟังคุณหมออุดมศิลป์พูดในรายการ แล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ดี ก็คือ การใช้กระดาษเช็ดมือ

ท่านบอกว่าเวลาท่านเข้าห้องน้ำ พอล้างมือเสร็จแล้ว เช็ดมือด้วยกระดาษแล้ว ท่านก็มักจะเอากระดาษที่เช็ดมือแล้ว ไปเช็ดน้ำที่กระเซ็นรอบๆ อ่างล้างมือก่อน แล้วค่อยทิ้ง ท่านนอกว่าช่วยรักษาความสะอาดของห้องน้ำ คนที่มาใช้ทีหลังก็จะรู้สึกสบายใจสบายตา

นับว่าเป็นการทำประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนอื่นโดยที่ไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย แล้วก็ยังได้ใช้กระดาษเช็ดมืออย่างคุ้มค่า ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

หลังจากฟังเรื่องนี้แล้ว เวลาเราล้างมือและเช็ดมือด้วยกระดาษแล้ว เราก็เอากระดาษเช็ดรอบๆ อ่างล้างมือด้วยเหมือนกัน :)

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2551

ข่าวดี

เขียนเรื่อง CSR ของไทยรัฐไปแล้ว วันก่อนเราได้อ่านข่าว CSR ดีๆ เหมือนกัน ลงข่าวในนสพ.ไทยรัฐนี่แหละ เสียดายที่ไม่ได้ลงหน้า ๑ แต่ก็ยังดีที่เป็นข่าวค่อนข้างใหญ่ของหน้ากีฬา เป็น CSR ของสยามสปอร์ต

คือสยามสปอร์ตร่วมกับ กกท. (การกีฬาแห่งประเทศไทย) จัดให้มีการสอนว่ายน้ำให้เด็กยากจนฟรี เนื่องจากสถิติการตายของเด็กไทย อันดับ ๑ คือ อุบัติเหตุจากการจมน้ำ (ปีละกว่า ๑,๕๐๐ คน) เขาก็เลยทำโครงการ “สอนน้องว่ายน้ำ” เทิดพระเกียรติ ๘๐ พรรษา มีเป้าหมายจะลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจมน้ำให้เหลือแค่ครึ่งเดียว

นอกจากการสอนว่ายน้ำแล้วยังมีการเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการว่ายน้ำในหนังสือพิมพ์สยามกีฬารายวันด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่อยู่ห่างไกล ที่ไม่สามารถเดินทางมาเรียนได้ ได้อ่านและศึกษาด้วยตัวเอง เพื่อนำไปใช้เอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันได้

โครงการนี้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๑ และเริ่มสอนวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้ได้ที่เว็บไซต์ของสยามสปอร์ต http://www.siamsport.co.th/25501227-065.html หรือ โทร. ๐๒-๕๐๓๔๐๕๐-๑

ข่าวร้าย

อ่านเจอเรื่อง “สูบส้วมมหาภัย” มีคนแจ้งตำรวจว่าจับรถสูบส้วมแถวๆ อ. พานทอง จ. ชลบุรี ปรากฏว่าเป็นการสูบส้วมเพื่อการกระทำบังหน้า จริงๆ แล้วเขาต้องการกำจัดสารเคมีอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม

รถสูบส้วมจะมารับสูบอุจจาระตามบ้านแค่ครึ่งหนึ่ง แล้วก็เอาไปเติมสารเคมีที่เป็นของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมอีกครึ่งหนึ่ง แล้วก็เอาไปปล่อยทิ้งตามที่ดินว่างๆ ตามข้างทาง หรือมีชาวบ้านขอไปทำปุ๋ยเพราะคิดว่าเป็นอุจจาระ

ที่เกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาได้ก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนเกิดเจ็บป่วยด้วยอาการประหลาด ระบบหายใจผิดปกติ บางส่วนที่ขอเอาไปทำปุ๋ย ปรากฏว่า ต้นหญ้า ต้นข้าวในนา ต้นไม้ในสวน ยืนต้นแห้งตาย

ตำรวจจับรถสูบส้วมได้แล้วเอาปฏิกูลในรถไปตรวจกลายเป็น Oil Coolant (เป็นส่วนผสมระหว่างน้ำมันหรือไฮโดรคาร์บอนกับน้ำ) ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายที่ห้ามผลิต, นำเข้า, ส่งออก, หรือมีไว้ในครอบครอง

ที่น่ากลัวคือ รถสูบส้วมที่โดนจับได้อาจจะไม่ใช่รายเดียวที่ทำแบบนี้ เพราะการกำจัดสารเคมีอันตรายมีค่าใช้จ่ายสูง โรงงานอุตสาหกรรมที่มักง่ายและเห็นแก่ตัวก็อาจจะเลียนแบบ หรือคิดวิธี(ไม่)สร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดอันตรายใหญ่หลวงกับชาวบ้านขึ้นมาได้อีก

เรื่องนี้ทำให้เราคิดต่อไปถึงเรื่องปัญหาโรงไฟฟ้าที่กำลังเป็นกระแสก่อนหน้านี้ คือเรื่องของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ได้ยินคนออกมาพูดสนับสนุนกันค่อนข้างหนาหู เพราะความที่ราคาน้ำมันพุ่งพรวดๆ ทุกวัน บวกกับกระแสต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บอกว่าสกปรกและอันตราย ใครๆ ก็ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาเลยบอกว่านิวเคลียร์คือทางแก้ เป็นเชื้อเพลิงสะอาด อย่างโน้นอย่างนี้

เราในฐานะคนที่อยู่ในวงการโรงไฟฟ้า เรายืนยันได้เลยว่า สามารถทำโรงไฟฟ้าถ่านหินให้สะอาดได้เท่าๆ กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในด้านเทคโนโลยีมันเป็นไปได้ ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย แต่ต้องทำความเข้าใจกันว่าโลกนี้ไม่มีของฟรี

จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สะอาด ก็ต้องใช้ต้นทุนการก่อสร้างแพงกว่าโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ/น้ำมัน (เพราะต้นทุนในการติดตั้งอุปกรณ์กำจัดของเสียและมลภาวะจะสูงกว่า) แต่ถ่านหินก็ราคาถูกกว่าก๊าซธรรมชาติ/น้ำมัน (ซึ่งทำให้ต้นทุนในการดำเนินการต่ำกว่า) ดังนั้นการเลือกว่าจะใช้เชื้อเพลิงอะไร จึงเป็นเรื่องของการคำนวณหาจุดคุ้มทุน และปัจจัยอื่นๆ (เช่น ปริมาณสำรองของน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติ/ถ่านหิน ที่จะมีใช้ต่อไปในอนาคต ฯลฯ)

แต่ทั้งนั้นและทั้งนี้ การสร้างโรงไฟฟ้าที่สะอาด ไม่ได้หมายความว่าสร้างเสร็จแล้วเสร็จเลย มันมีกฏเกณฑ์และมาตรการมากมายที่ต้องทำตาม ซึ่งมาตรการเหล่านี้ครอบคลุมไปหมด ไม่ว่าเชื้อเพลิงอะไร จะถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน หรือนิวเคลียร์ เชื้อเพลิงสะอาดแค่ไหน ก็ยังต้องมีกฏเกณฑ์ที่ต้องทำตาม

ปัญหาของโรงไฟฟ้า (และโรงงานอุตสาหกรรม) “สกปรก” ในเมืองไทยไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีการก่อสร้างหรือเงินทุน แต่อยู่ที่การบริหารจัดการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม

ในความเห็นส่วนตัวเรา ถ้าโรงไฟฟ้าสร้างด้วยมาตรฐานไทย (ที่เต็มไปด้วยคอรัปชั่น) และยัง operate ตามมาตรฐานคนไทย (ที่มีแต่คนมักง่าย เห็นแก่ตัว คิดสั้นๆ มองแคบๆ) ให้เลือกกี่ทีเราก็ยังเลือกโรงไฟฟ้าถ่านหิน และยังหวังด้วยว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไม่ได้สร้างขึ้นในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่...

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ธรรมชาติเอาคืน

ตอนนี้ที่อังกฤษน้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะภาคกลาง เขาบอกว่าเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่สุดในรอบ ๖๐ ปี (หรืออะไรประมาณนั้น) ในขณะเดียวกันทางยุโรปตะวันออกก็เจอภัยร้อนภัยแล้ง เขาบอกว่านักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวตามป่าตามภูเขาก็เจอไฟป่า ต้องหนีตายลงมาตามชายหาด

อาทิตย์ก่อนเราดูทีวี เขามีข่าวอากาศโคตรร้อนที่อิตาลี ร้อนขนาดตอกไข่ใส่กระโปรงหน้ารถแล้วสุก พี่สาวเราบอกว่ากระโปรงหน้ารถมันก็ร้อนอยู่แล้ว เพราะเครื่องยนต์ร้อน เออ... ก็เป็นไปได้ แต่เขามีภาพว่ามันร้อนขนาดยางมะตอยที่ราดถนนละลาย สาวอิตาลีใส่รองเท้าส้นเข็ม เดินไปแล้วส้นรองเท้าจมลงไปในพื้นถนน อันนี้จะบอกว่าไม่ร้อนก็ไม่ไหวแล้ว

ในขณะเดียวกันก็มีข่าวหิมะตกที่ประเทศบราซิล เป็นครั้งแรกในรอบ ๑๒ ปี คนออกมาเล่นหิมะกันยกใหญ่ ก็น่าตื่นเต้นดี แต่เรารู้สึกว่าน่ากลัวอยู่ในที เพราะรู้สึกว่าอากาศมันชักจะวิปริตเกินขนาด (นึกถึงหนังเรื่อง The day after tomorrow) เมื่อปีที่แล้วประเทศไทยก็อ่วมอรทัยกับอุทกภัย แล้วเมื่อต้นปีก็เจอไฟป่า (บวกกับการเผาป่าแบบไม่มีความรู้) จนเชียงใหม่เชียงรายและอีกหลายๆ จังหวัดกลายเป็นเมืองในหมอก (ควันพิษ)

ตอนที่ An Inconvenient Truth ออกมา คนก็ตื่นตัวเรื่องโลกร้อน เวลาเกิดภัยพิบัติตามที่ต่างๆ คนก็วิตกกังวล และเริ่มจะหันมาใส่ใจธรรมชาติ แต่พอเหตุการณ์ผ่านไปความรู้สำนึกก็ชักจางไป เราอยากให้พวกสื่อมวลชนออกมาย้ำกันบ่อยๆ คนจะได้ไม่ลืมดูแลธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

วันก่อนเราไปกินสลัดซิซเลอร์ เพื่อนก็บอกว่า ตอนนี้โลกร้อน เอาจานเดิมไปตักสลัดดีกว่า (จะได้ไม่เปลืองต้องล้างจานเยอะ) ทุกวันนี้เราก็ไม่ค่อยได้เปิดแอร์นอน เปิดหน้าต่าง แล้วก็เปิดพัดลมแทน มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ประหยัดตรงไหนได้ก็ประหยัด ลดตรงไหนได้ก็ลด อะไรที่ไม่จำเป็นก็อย่าไปใช้ ช่วยกันคนละนิดคนละหน่อยหลายๆ คนทำมันก็เยอะขึ้นเอง

เรื่องประหยัดเรื่องใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า อย่าไปคิดว่าของเขาของเรา บางคนอยู่บ้านประหยัด แต่พอไปที่ทำงานหรือตามที่สาธารณะ ก็ไม่ใส่ใจ นึกว่าที่เสียเปล่าฟุ่มเฟือยไปมันไม่ใช่ของของเรา ไม่เดือดร้อน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นของประเทศของเรา เป็นของโลกของเรา อย่าทำร้ายโลก ทำร้ายธรรมชาติมากไปกว่านี้ เพราะเวลาธรรมชาติเอาคืน เขาเอาคืนทีเดียวหมด ไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นใครหน้าไหน ประเทศไหน เดือดร้อนกันไปทั้งโลกนั่นแหละนะ

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์