แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงินๆ ทองๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เงินๆ ทองๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เวลาของผู้ซื้อ

ไทม์ฉบับล่าสุดมีบทความเรื่องวิธีรัดเข็มขัดสู้เศรษฐกิจ เขาบอกว่าในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้ ใคร ๆ ก็หันมาต่อรองราคากันหมด ไม่ต้องสนใจแล้วว่าจะเป็นร้านค้าอะไร ใหญ่เล็กแค่ไหน ขอให้กล้าต่อรองหรือเรียกร้องเข้าไว้ คนขายกำลังจนตรอกก็ยอมในเรื่องที่ไม่เคยยอม

เขายกตัวอย่างคนที่เข้าไปซื้อของแล้วได้ลดราคาเพราะกล้าต่อรองราคา มีตั้งแต่เครื่องตัดหญ้า รองเท้าผ้าใบ นาฬิกาแบบสปอร์ต เครื่องประดับ ไปจนถึงของกิน

คนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยต่อรองราคาอาจจะรู้สึกขัดเขินหรือไม่กล้า แต่พอได้ลองดูแล้วก็จะรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร และแถมออกจะรู้สึกว่าน่าสนุกด้วยซ้ำ (ก็ประหยัดเงินได้นี่นา)

สำหรับมือใหม่หัดต่อฯ ไทม์มี instruction ให้ด้วย คือให้พิมพ์โฆษณาของชนิดเดียวกันที่ร้านอื่นหรือในอินเทอร์เน็ตขายถูกกว่า แล้วเอาไปโชว์ให้ที่ร้านที่เราจะซื้อ ขอให้เขาขายในราคาเดียวกัน ถ้าพนักงานขายไม่ยอมหรือไม่สนใจ ให้ขอคุยกับผู้จัดการ ส่วนใหญ่ผู้จัดการจะมีอำนาจตัดสินใจมากกว่า และมักจะยอมลดราคาให้ลูกค้า ถ้าเห็นว่าลูกค้าตั้งใจจะซื้อของแน่ ๆ แต่พร้อมที่จะเดินออกไปซื้อร้านอื่น

วิธีที่เขาแนะนำ ไม่รู้ว่าเอามาใช้ที่เมืองไทยจะเวิร์คหรือเปล่า แต่เท่าที่เราสังเกตเห็น คนที่มีกำลังซื้อในเมืองไทยตอนนี้ ทั้งสินค้าและบริการ มีโปรโมชั่นลดราคา มีของแถม ออกมาเรื่อย ๆ ถึงต่อรองไม่เก่งแต่ถ้ารอจังหวะดี ๆ ก็จะได้ของที่คุ้มราคากว่าตอนเศรษฐกิจดี ๆ เยอะเลย

หลังจากอ่านบทความในไทม์ไป วันนี้น้องที่ออฟฟิศเพิ่งได้ลูกสาว เราก็เลยไปซื้อพระเล็ก ๆ ให้เป็นของขวัญ เราเคยไปซื้อที่ร้านนี้หลายครั้งแล้ว ไม่เคยต่อรองราคา เขาบอกราคามาเท่าไหร่ เราก็แค่ถาม (พอเป็นธรรมเนียม) ว่าลดราคาได้ไหม เขาก็จะลดเศษให้ (พอเป็นธรรมเนียมเช่นกัน) ก็เป็นการปิดการขาย

วันนี้เรานึกยังไงไม่รู้ พอเขาลดเศษให้ (ตามธรรมเนียม) เราถามว่าลดอีกไม่ได้เหรอ เขาก็เฉย ๆ เราก็เลยลองต่อราคาดู ทั้งที่ใจก็คิดว่า ถึงไม่ลดราคาให้เราก็ซื้ออยู่ดี ปรากฏว่าผิดคาด คือเขายอมลดราคาให้ (แต่พนักงานแปลกมากเลย พอเขายอมลดราคาให้เรา สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นอารมณ์เสียทันที แถมไม่ยอมเอาถุงให้เราด้วย งงจริง ๆ)

สรุปว่า เป็นแบบที่ในไทม์บอก คือ ในจังหวะนี้ การต่อรองราคาไม่ใช่เรื่องของโชค บางทีแค่เอ่ยปากก็สำเร็จแล้ว... (คนไม่มีทักษะในการต่อรองราคาอย่างเรายังทำได้เลย ฮ่า ๆ )

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

จีดีพีลด ๓%

ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๒ มานี่ ยังไม่ได้ยินข่าวดีเรื่องเศรษฐกิจเลย มีแต่ข่าวลดเงินเดือน ลดโบนัส ลดคนงาน หรือกระทั่งปิดกิจการ ทุกประเทศต่างก็ออกมาตรการต่าง ๆ มากระตุ้นเศรษฐกิจกันยกใหญ่ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เราไม่มีความรู้จะไปตัดสินอะไรได้ ได้แต่ฟัง ๆ ไปงั้น พวกตัวเลขเศรษฐกิจอะไรก็ไม่เข้าใจ

นักวิเคราะห์เขาออกมาบอกเศรษฐกิจจะหดตัว เพราะธุรกิจหรืออุตสาหกรรมภาคโน้นภาคนี้ หดตัวเท่านั้นเท่านี้ ในขณะที่รัฐมนตรีคลังพยายามทำใจดีสู้เสือ (หรือว่าไม่ยอมรับความจริง?) ประกาศโต้นักวิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะไม่หดตัว แต่จะโตน้อย ๆ ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ติดลบ แต่วันนี้ฟังข่าว เห็นว่ารมต.ออกมายอมรับแล้วว่าปีนี้จีดีพีจะลด ๓%

เห็นนักวิเคราะห์พูดเรื่องหดเรื่องขยายกันมาหลายเดือนแล้ว เราเลยลองวิเคราะห์ เศรษฐกิจส่วนตัว ของเราดูมั่งดีกว่า ย้อนกลับไปดูรายได้ปีที่ผ่าน ๆ มาว่าเป็นไง คิดเฉพาะรายได้ที่เป็นเงินเดือน-โอเวอร์ไทม์-โบนัส ปรากฏว่า รายได้ปี ๕๐ เพิ่มขึ้น ๙% จากปี ๔๙ รายได้ของปี ๕๑ เพิ่มขึ้น ๑๐% จากปี ๕๐

แต่รายได้ของปี ๕๒ จะลดลง ๙% จากปี ๕๑ อันนี้เป็นการประเมินล่วงหน้าจากเงินเดือนปัจจุบันซึ่งปีนี้ไม่ได้เงินเดือนขึ้น (เขาไม่ลดเงินเดือนก็ดีเท่าไหร่แล้ว!) โบนัสก้อนกะจิ๊ดริด (มีโบนัสก็ดีแล้ว) และนโยบายปลอดโอเวอร์ไทม์ (เขาไม่ลดชั่วโมงทำงานหรือบังคับลาพักร้อนก็ดีเท่าไหร่แล้ว)

ขนาดตัวเราเงินเดือนเท่าเดิม รายได้ยังลดไปตั้ง ๙% ก่อนหน้านี้บริษัทของเพื่อนเราประกาศลดเงินเดือนพนักงาน ๑๐% (อย่างต่ำ) นั่นไม่ยิ่งทำให้รายได้ลดไปมากกว่า ๑๐% หรอกเหรอ แล้วยังไหนจะมีอีกหลาย ๆ บริษัทที่ปิดกิจการ ทำให้พนักงานไม่มีรายได้เลยอีกเท่าไหร่ ตัวเลขจีดีพีที่บอกว่าจะลดลง ๓% ฟังแล้วไม่ make sense เลยแฮะ

วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

บัตรเครดิต ๑๐๑

เคยเขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อ ๕ ปีก่อน ตั้งแต่สมัยยังเป็นไดอะรี่ไม่ใช่บล็อก ลองย้อนกลับไปอ่านดู เนื้อหาก็ยังไม่ล้าสมัยซะทีเดียว (เก่งเหมือนกันนะคนเขียนเนี่ย ฮ่าๆๆ) เลยเอามาแปะให้อ่านซ้ำ เป็นความรู้พื้นๆ เกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของบัตรเครดิต :)

Credit Card 101 Thursday, Jun. 13, 2002

ช่วงที่ผ่านมาในออฟฟิศคุยกันเรื่องบัตรเครดิตค่อนข้างบ่อย เพราะมีธนาคารต่างๆ มาตั้งโต๊ะรับสมัครที่ใต้ตึกบ่อยๆ บางทีก็มีคนมารายงาน “ข้อเสนอดีๆ” ให้ฟัง พวกเราส่วนใหญ่มีบัตรเครดิตกันคนละใบสองใบกันแล้ว ก็จะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่พอดีมีน้อง ๒-๓ คนที่เพิ่งจบจากมหาลัยเข้ามาทำงานใหม่ เขาก็ทำท่าสนใจแต่ก็ลังเลว่าจะสมัครดีไหม สมัครกับของธนาคารอะไรดี

เขาซักโน่นถามนี่เยอะแยะ เราก็เลยรู้ว่าคนบางคนก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับบัตรเครดิต โดยเฉพาะคนที่ยังไม่เคยมีบัตร เราก็เลยจัดการเล็คเชอร์ Credit Card ๑๐๑ ให้น้องเขาฟัง

บ้านเราเป็นคนทำการค้า คำว่า “เครดิต” ในความหมายของเตี่ยกับแม่ คือ “ดอกบี้ย” เรา “มีเครดิต” คือ เราสามารถเอาเงินของคนอื่นมาใช้ได้ก่อน แต่ถ้าเรา “ใช้เครดิต” คือ เราจะต้องจ่ายคืนเขาไปภายหลังพร้อมดอกเบี้ย เพราะฉะนั้น “การมีเครดิต” เยอะๆ เป็นเรื่องดี แต่ “การใช้เครดิต”เยอะๆ เป็นเรื่องไม่ดี

เตี่ยกับแม่เป็นคนยุคเงินสดอย่างแท้จริง ไม่ยอมใช้บัตรเครดิตใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะตอนที่เตี่ยกับแม่รู้จักบัตรเครดิตครั้งแรก เราต้องไป “ขอ” ธนาคารทำบัตร ต้องเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า ต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปี มีร้านค้าอยู่แค่ไม่กี่ร้านที่รับบัตรเครดิต และเวลาจ่ายบัตรเครดิตร้านค้าจะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจากราคาสินค้า (ประมาณ ๒-๕%) สรุปว่าการใช้บัตรเครดิตสมัยก่อนไม่มีข้อดีอะไรเลย โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ต้องการ “ใช้เครดิต” ของคนอื่น

แต่สมัยนี้เป็นยุคทองของคนใช้บัตรเครดิตอย่างแท้จริง ธนาคารต้องหันมา “อ้อนวอน” ให้คนทำบัตรเครดิต มีข้อเสนอจูงใจต่างๆ นานา ถ้าใครมีบัตรเครดิตที่ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีให้กับธนาคาร ควรรีบโทรไปยกเลิกบัตรโดยด่วน เพราะตอนนี้มีธนาคารหลายที่ ที่พร้อมจะให้เราใช้บัตรเครดิตได้ฟรีตลอดชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไข บางธนาคารแจกของแถมทันทีที่ใบสมัครได้รับการอนุมัติ บางธนาคารแจกของแถมทันทีที่เรายื่นใบสมัครด้วยซ้ำ การใช้บัตรก็แสนจะสะดวกสบาย เพราะใช้ได้แทบทุกที่ เวลาจ่ายเงินก็ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม แถมตอนเวลาที่มีโปรโมชั่นยังอาจจะได้ของแถมอีกต่างหาก

แต่บัตรเครดิตก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสีย บัตรเครดิตจะทำให้คนใช้เงินฟุ่มเฟือย เพราะมันสะดวกและไม่เป็นรูปธรรม ลองนึกดูว่าถ้าเราจะซื้อของราคา ๕,๐๐๐ บาท ถ้าจ่ายด้วยเงินสด เราก็อาจจะต้องไปเบิกเงินจากเอทีเอ็ม (มีเวลาคิดไตร่ตรองว่ามันสมควรซื้อจริงหรือเปล่า) ต้องนับแบ็งค์พันห้าใบและเห็นมันปลิวจากมือเราไปเข้ามือคนขาย (เกิดอาการตกใจหรือเสียดายว่าเงินเยอะจัง) แต่ถ้าจ่ายบัตรเครดิต เราดูราคาปุ๊บตัดสินใจซื้อปั๊บ คนขายพิมพ์สลิปบัตรมาปุ๊บเราก็รับมาเซ็นปั๊บ แค่กระดาษใบเดียว มันไม่ทำให้รู้สึกว่าได้จ่ายเงินออกไปจริงๆ กว่าจะมารู้อีกทีว่าใช้เงินไปก็ตอนที่เขาส่งบิลมาเก็บตังค์

เหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ ถ้าเราเผลอไปใช้เงินเกินกว่าที่เรามีอยู่ เพราะปกติบัตรเครดิตจะให้วงเงินมากกว่าเงินเดือนของเราประมาณ ๒ เท่า คนที่ไม่รู้จักควบคุมการใช้เงินอาจจะซื้อของจนเต็มวงเงิน พอเขาส่งบิลมาเรียกเก็บก็อ้วกแตกเพราะไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย

ถ้าเอาเงินไปจ่ายไม่ทัน หรือจ่ายไม่เต็มจำนวนที่เราใช้ไป ธนาคารจะคิดดอกเบี้ยแพงมากขนาดที่แขกอาบังที่ออกเงินกู้ยังอาย นอกจากนี้แล้วธนาคารก็ยังพยายามจะโปรโมทให้คนถอนเงินสดจากบัตรเครดิตออกมาใช้ ถอนได้ครั้งละหลายหมื่นบาท ถอนได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ฯลฯ แต่เขามีตัวหนังสือเขียนไว้เล็กนิดเดียวว่าเขาคิดค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่ถอนเงิน และคิดดอกเบี้ย (ขนาดที่แขกอาบังที่ออกเงินกู้ยังอายอีกเหมือนกัน)

พวกค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยพวกนี้แหละคือสิ่งที่ธนาคารต้องการ เพราะเขาจะได้กำไรจากการใช้บัตรเครดิตของเราก็จากค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยเป็นหลัก

ถ้าถามเราว่าใช้บัตรเครดิตดีไหม เราก็ว่าดีนะเพราะสะดวก ไม่ต้องพกเงินเยอะๆ แต่เราต้องใช้ให้ฉลาด จะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เราใช้วิธีคิดว่าบัตรเครดิตเป็นเหมือนกับบัตรเดบิตหรือบัตรเอทีเอ็ม คือ ไม่สนใจวงเงินที่ธนาคารกำหนดให้มา แต่คิดว่าเรามีเงินอยู่เท่าไหร่ ทุกครั้งที่ใช้บัตรเครดิต จ่ายค่าอะไรไปเท่าไหร่ก็ลดจำนวนเงินที่เรามีอยู่ลงไปเท่านั้น เมื่อไหร่ที่เงินหมด ก็ต้องหยุดใช้บัตรแล้ว (เพราะเรากำลังจะเริ่มใช้เงินที่ไม่ใช่ของเรา ซึ่งเป็นเงินที่เราจะต้องคืนเขาไปพร้อมกับดอกเบี้ย)

นอกจากนี้แล้วเราก็จะไม่ถอนเงินสดจากบัตรเครดิตออกมาใช้ เวลามีบิลมาเรียกเก็บก็จะจ่ายเงินเต็มจำนวนทุกครั้ง และจ่ายให้ตรงเวลา (มีเทคนิคอีกอันหนึ่งจะแนะนำ คือถ้าเราลืมจริงๆ เอาเงินไปจ่ายไม่ทัน ปกติธนาคาจะคิดค่าธรรมเนียมการจ่ายเงินช้า (ไม่แน่ใจว่า ๒๐๐ หรือ ๔๐๐ บาท) โดยไม่สนใจว่าจะช้าไปกี่วัน ถ้าบิลของเราครบกำหนดเมื่อวาน แต่เพิ่งนึกได้วันนี้ ให้ลองโทรไปที่ธนาคารแล้วคุยกับเขาดู บอกเขาว่าเราลืม และจะเอาเงินไปจ่ายภายในวันนั้น บางที “อาจจะ” ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม ๒๐๐ บาทนั้น แต่เราต้องรีบๆ โทรนะ ไม่ใช่รอไป ๗ วันแล้วค่อยโทร. แต่ทางที่ดีที่สุดคือจ่ายให้ตรงเวลา)

ส่วนจะทำบัตรของธนาคารอะไรดี ก็ต้องดูข้อเสนอที่ได้ ตอนนี้ธนาคารส่วนใหญ่จะให้ทำบัตรฟรีโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมปีแรกเหมือนกันหมด (ปีต่อๆ ไปอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่เท่าที่ผ่านมาเรายังไม่เคยต้องเสีย แต่จะใช้เทคนิค (ที่ค่อนข้างจะเป็นที่รู้กัน) โทรไปบอกว่าจะยกเลิกบัตรเพราะไม่อยากจ่ายค่าธรรมเนียม ถ้าเราใช้บัตรนั้นเป็นประจำและจ่ายเงินค่อนข้างตรงเวลา ส่วนใหญ่เขาจะยอมให้เราใช้ต่อโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม)

หลายๆ บัตรมีโปรแกรมสะสมแต้ม บางคนบอกว่าโปรแกรมของธนาคารโน้นดีกว่าธนาคารนี้ ธนาคารนี้ดีกว่าธนาคารนั้น แต่เราว่าไม่ค่อยแตกต่างกันมาก บางธนาคารมีบัตรโคแบรนด์ (Co-Brand) คือ ธนาคารไปร่วมกับห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าทำบัตรเครดิตขึ้นมา ก็อาจจะได้ส่วนลดเวลาซื้อของที่ห้างที่ธนาคารไปร่วม แบบนี้ก็เลือกเอาตามใจชอบ เราก็ว่าไม่ค่อยแตกต่างอีกเหมือนกัน ที่เราสนใจมากกว่า คือ วิธีการจ่ายเงิน เรามักจะเลือกธนาคารที่เราสามารถไปจ่ายเงินได้สะดวกเป็นหลัก เพราะถ้าจ่ายเงินไม่สะดวก เรามีโอกาสจะพลาดจ่ายเงินไม่ทันได้

ที่เขียนวันนี้อาจจะน่าเบื่อ แต่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้มี “เด็กๆ” ผ่านเข้ามาอ่านไดอะรี่เราบ้างเหมือนกัน เลยคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง เพราะเรื่องพวกนี้ไม่มีสอนที่ไหน (เพราะมันไร้สาระเกินไป ฮ่าๆๆๆ)

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๑

เราไปอ่านเจอบทความเรื่อง “๒๗ ทักษะที่ลูกควรรู้แต่ไม่ได้เรียนในโรงเรียน” (27 Skills Your Child Needs to Know that She's Not Getting In School) จากบล็อก The Best Article Everyday

เราว่าพ่อแม่สมัยนี้ส่วนใหญ่เลี้ยงลูกแบบทุ่มเทจัดการชีวิตให้หมดทุกอย่าง ลูกไม่ต้องรับผิดชอบไม่ต้องเอาใจใส่เรื่องอะไรเลยจนกว่าจะเรียนจบ ทำให้เด็กสมัยนี้เคยชินกับการมีคนทำอะไรให้ทุกอย่าง พ่อแม่กลัวลูกลำบาก กลายเป็นพ่อแม่สอนให้ลูกเป็นคนรักสบาย โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ ได้มาฟรีๆ พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้จักรับผิดชอบชีวิตตัวเองตั้งแต่เล็กๆ ให้ความรับผิดชอบที่เหมาะกับวัยของเขา ไม่ใช่รอให้เรียนจบมหาวิทยาลัยหรืออายุ ๒๕ ปี แล้วเพิ่งมานึกได้ว่าถึงเวลาลูกต้องรับผิดชอบตัวเองแล้ว

เด็กต้องค่อยๆ เติบโต ไม่ใช่นอนหลับไปแล้วพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เลย เด็กที่ไม่เคยทำอะไรมาเลยตลอดชีวิต เรียนจบมหาวิทยาลัย ต้องเริ่มทำงานหาเงิน ต้องเริ่มรับผิดชอบตัวเอง ก็ไม่พร้อมที่จะทำ บางคนก็ดิ้นรนทำไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ แต่บางคนไม่มีความอดทน-ไม่มีความรับผิดชอบมากพอ ก็ซื้อเวลาโดยการไปเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอก หรือกลายเป็นคนจับจด กลายเป็นคนล้มเหลว ฯลฯ

พ่อแม่ส่วนใหญ่ไปมุ่งมั่นที่ตระเตรียมสิ่งของทางวัตถุให้กับลูก แล้วก็โยนเรื่องสำคัญๆ อย่างการ “สอนลูกให้เป็นคน” ไปให้ครู โยนเรื่องการ “ดูแลปกป้องลูก” ให้กับรัฐ แต่ความจริงก็คือพ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก อบรมสั่งสอนโดยการทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก เป็นคนที่จะต้องสอนบทเรียนชีวิตต่างๆ ให้ลูก พ่อแม่ดำเนินชีวิตอย่างไร ลูกก็ทำตามอย่างนั้น

ในบทความที่เราอ่านเจอ เขาแบ่งทักษะที่พ่อแม่ควรจะสอนลูก (เพราะโรงเรียนไม่ได้สอน) ออกเป็น ๖ กลุ่ม คือ การเงิน การคิด ความสำเร็จ สังคม เรื่องในชีวิตประจำวัน และความสุข

เราว่าอ่านดูแล้วก็น่าสนใจดี หลายๆ ข้อเป็นลักษณะนิสัยที่พ่อแม่ควรปลูกฝังให้กับลูก แต่หลายๆ ข้อก็เป็นแค่เรื่องที่พวกเขาจะต้องทำเวลาที่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ คนเขียนก็แนะนำเหมือนที่เราเขียนไปข้างบนว่า การสอนเรื่องเหล่านี้ให้ลูก ไม่ใช่สอนเขาโดยการบอกการสั่งหรืออ้างตำรา แต่พ่อแม่ควรทำตัวเป็นตัวอย่างให้กับลูก ควรจะพูดคุยกับเขา และให้เขาได้ทดลองลงมือทำจริงๆ

เราเอาหัวข้อกับแนวความคิดที่เขาเขียนมา บางทีก็เพิ่มเติมความเห็นของเราเข้าไป บางทีก็ตัดส่วนที่เราไม่เห็นด้วย หรือส่วนที่ไม่น่าจะเข้ากันได้กับวัฒธรรมไทยออกไป วันนี้ว่ากันเรื่อง “การเงิน” แล้วจะค่อยๆ ทยอยเขียนเรื่องอื่นต่อไป ใครที่อยากจะอ่านต้นฉบับจริง ก็คลิกตามลิงก์ข้างบนไปอ่านได้เลย (อ่านต้นฉบับอาจจะดีกว่า เพราะคนเขียนน่าจะมีและวุฒิภาวะมากกว่าเรา และอคติน้อยกว่าเรา :P)

สอนลูกเรื่องการเงิน
๑. การออม – กฎง่ายๆ คือ “ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้” แต่กระทั่งผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยก็ไม่เข้าใจกฎนี้ หรือเข้าใจแต่ทำไม่ได้ พ่อแม่ควรสอนลูกให้รู้จักเก็บเงินค่าขนมหรือเงินที่หามาได้ส่วนหนึ่งไว้ในธนาคารตั้งแต่ยังเล็กๆ สอนให้ลูกตั้งเป้าหมายในการออม ต้องออมเงินให้ได้ตามเป้าหมาย ก่อนที่จะเอาเงินไปใช้หรือซื้ออะไรที่เขาอยากได้

๒. การทำบัญชีรายรับรายจ่าย – กระทั่งพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังลำบากและทุกข์ใจกับเรื่องนี้ เพราะเราขาดความเข้าใจและทักษะที่จำเป็นในการทำให้การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องง่าย พ่อแม่อาจจะรอให้ลูกเข้าสู่วัยรุ่นก่อนแล้วค่อยสอนเรื่องนี้ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องดี เพราะมันจะแสดงให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไมคณิตศาสตร์พื้นฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เราอาจจะไม่ต้องคาดหวังให้ลูกบันทึกรายรับรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ แต่อย่างน้อยจะต้องให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่าตัวเองจับจ่ายใช้สอยเงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง ใช้จ่ายในเรื่องที่สมควรหรือไม่ ใช้จ่ายเกินตัวหรือเปล่า พ่อแม่น่าจะได้อาศัยการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเครื่องมือในการสร้างวินัยในการใช้เงินให้กับลูก

๓. การชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ – ลองเอาใบเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในบ้านให้ลูกไปชำระ และบอกให้เขาจ่ายเงินภายในเวลาที่กำหนด สมัยนี้อาจจะสอนลูกทั้งการจ่ายเงินจริงๆ หรือชำระเงินออนไลน์ สอนให้เขารู้จักเทคนิคที่จะช่วยให้ชำระเงินค่าใช้จ่ายภายในกำหนดเวลา เช่น พยายามจ่ายเงินทันทีที่ได้รับใบเรียกเก็บเงิน หรือใช้ระบบหักบัญชีอัตโนมัติ การหัดให้ลูกไปชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังอาจจะช่วยให้ลูกได้รู้คุณค่าของเงิน และเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบ้านที่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ

๔. การลงทุน – พ่อแม่สมัยนี้มักสอนให้ลูกใช้เงินก่อนสอนให้ลูกหาเงิน สอนให้เขารู้ว่าการลงทุนคืออะไรและสำคัญอย่างไร ให้เขาเรียนรู้ว่าลงทุนอย่างไรและมีวิธีใดบ้าง สอนให้เขารู้จักหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน ให้รู้ว่าการลงทุนทำให้เงินงอกเงยขึ้นอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะเริ่มสอนลูกในช่วงวัยรุ่น

๕. หนี้และบัตรเครดิต - เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับผู้ใหญ่จำนวนมาก พ่อแม่ควรสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบการเงินของตัวเอง อย่าสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น และถ้าจำเป็นก็อย่ามีหนี้เกินตัว สอนให้เขารู้จักข้อดีข้อเสียของบัตรเครดิต รู้จักใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธีและมีความรับผิดชอบ

๖. การเกษียณ – คำถามที่คนมักจะถกเถียงกันคือ “เราควรจะทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพี่อเก็บเงินก้อนใหญ่ตามเป้าหมายแล้วเกษียณ หรือจะทำงานและหยุดพักเป็นช่วงๆ” นี่เป็นเรื่องที่แต่คนจะเลือกตามความพอใจ แต่พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้และเข้าใจทางเลือกเหล่านี้ เข้าใจว่าแต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียอะไร พวกเขาควรเรียนรู้ว่าทำไมการลงทุนเพื่อการเกษียณตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเป็นสิ่งสำคัญ สามารถคำนวณความแตกต่างของดอกผลที่จะงอกเงยขึ้นจากดอกเบี้ยทบต้น

๗. การบริจาคเพื่อการกุศล – สอนให้เขารู้จักการแบ่งเงินส่วนหนึ่งเพื่อการกุศล และพยายามทำให้เขารู้จักบริจาคเป็นนิสัย เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความรับผิดชอบในทางการเงินเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย พ่อแม่ต้องน่าจะสอนให้เขารู้จักเสียสละทั้งเวลาและเงินทองเพื่อการกุศล

อ่านต่อ ตอนที่ ๒ สอนลูกเรื่องการคิด
อ่านต่อ ตอนที่ ๓ สอนลูกเรื่องความสำเร็จ
อ่านต่อ ตอนที่ ๔ สอนลูกเรื่องสังคม
อ่านต่อ ตอนที่ ๕ สอนลูกเรื่องในชีวิตประจำวัน
อ่านต่อ ตอนที่ ๖ (จบ) สอนลูกเรื่องความสุข

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2550

เมื่อไหร่จะได้เกษียณ

เมื่อไม่นานมานี้เพื่อนเราส่งลิงก์มาให้ไปทดลองคำนวณเงินออมหลังเกษียณที่ http://www.sec.or.th/th/educate/manage/rmf/cal/section2.php

เมื่อตอนที่เรากำลังจะเริ่มลงทุนในกองทุน เราก็เคยเห็นโปรแกรมช่วยคำนวณแบบนี้ที่เว็บของบางบลจ. อยู่บ้าง แต่ตอนโน้นเราเจอคำถามแรกว่าจะเกษียณที่อายุเท่าไหร่ และคำถามต่อมาว่าหลังเกษียณจะอยู่ไปอีกกี่ปี ก็ไม่ค่อยอยากคิดเท่าไหร่ เพราะฟังดูแล้วรู้สึกเหมือนต้องวางแผนตายไปในตัว แต่หลังๆ นี้เราเริ่มทำใจได้กับการตาย พอเพื่อนบอกลิงก์ก็เลยไปทดลองกรอกเล่นๆ ซะหน่อย

ครั้งแรกเรากรอกไปว่าจะเกษียณตอนอายุ ๕๐ แล้วอยู่ต่ออีก ๒๐ ปี (คิดว่าตายตอน ๗๐ น่าจะกำลังดี อยู่นานไปจะกลายเป็นแก่กะโหลกกะลา) แต่ผลการคำนวณแสดงว่าเงินติดลบอยู่ประมาณ ๒ ล้าน ถ้าเราอยากจะมีชีวิตระเริงอยู่หลังเกษียณ ๒๐ ปี เราจะต้องเถือกทำงานไปอีก ๕ ปี (แต่จะได้ยืดอายุไปอีกหน่อยหนึ่ง ไปตายตอนอายุ ๗๕ ปี) ก็โอเค ถือว่าพอรับได้...

เมื่อวันก่อนเราได้ยินข่าวในทีวี เขาบอกว่าคนสมัยนี้อายุยืนขึ้น โดยเฉลี่ยคนญี่ปุ่นอายุยืนกว่าคนชาติอื่นๆ แล้วเราก็เห็นเขาขึ้นตัวเลขแว้บๆ ว่า ผู้หญิงอายุเฉลี่ย ๘๕ กว่าๆ ผู้ชาย ๗๙ เห็นแล้วตกตะลึงตึงตึง...

ก็ขนาดเราวางแผนว่าจะตายตอนอายุ ๗๕ ปี เรายังต้องทำงานถึงอายุ ๕๕ ปี แล้วนี่ถ้าเราต้องอยู่ไปจนถึง ๘๕ เท่าอายุเฉลี่ยของผู้หญิง จะต้องทำงานไปถึงอายุเท่าไหร่ฟระ คิดแล้วเหนื่อยใจ...

แต่แทนที่จะตั้งใจทำงานเก็บเงิน เราก็ไปกูเกิ้ลหาข้อมูลต่อ ปรากฏว่าไอ้ตัวเลขที่เห็น ๘๕/๗๙ เป็นอายุเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นตะหาก ส่วนอายุเฉลี่ยของคนไทยปีที่ผ่านมาคือ ผู้หญิง ๗๔.๙๘ ผู้ชาย ๗๐.๒๔ (ยังไงผู้ชายก็ตายไวกว่าผู้หญิงแฮะ)

เราเห็นแล้วก็โล่งใจไปหน่อยหนึ่ง แต่ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ค่อยได้ เพราะดันไปเจอบทความอีกอันหนึ่งที่วิเคราะห์ว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ คนที่มีอายุยืน ก็จะมีโอกาสมีอายุยืนมากขึ้น เช่น คนที่มีอายุได้ถึง ๖๐ ปีในปี ๒๐๐๖ อาจจะมีโอกาสอยู่ได้อีก ๒๐ ปี แต่คนได้ที่มีอายุถึง ๖๐ ปีในปี ๒๐๑๖ อาจจะมีโอกาสอยู่ได้อีก ๓๐ ปี เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคนรู้จักดูแลตัวเองมากขึ้น

เพราะฉะนั้นอีก ๕ ปีหรือ ๑๐ ปีข้างหน้า เขาอาจจะมาประกาศว่าอายุเฉลี่ยคนไทยเป็น ๘๕ ปีอย่างที่เรากลัวก็ได้

รู้แบบนี้แล้ว สงสัยต้องปรับแผนเกษียณใหม่อีกรอบหนึ่ง เพราะถ้าหากว่าวางแผนเกษียณ (และวางแผนตาย) ไว้ แล้วเกิด “โชคดี” อายุยืนกว่าที่วางแผนขึ้นมา จะกลายเป็น “โชคร้าย” ต้องลำบากทำงานหาเงินตอนแก่อีก จะเซ็งไปกันใหญ่

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ต้มยำกุ้ง ๑๐ ปี

เมื่อวานฟังวิทยุตอนเช้า เขาพูดถึงประโยคทองของคุณสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ตอนสมัยฟองสบู่แตกใหม่ๆ แล้วก็มีหนี้ท่วมตัว ที่บอกว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” เราก็ไม่ทันได้คิดอะไร พอกลับบ้านไปอ่านไทยรัฐ ถึงได้รู้ว่า เมื่อวานเป็นวันครบรอบ ๑๐ ที่รัฐบาลบิ๊กจิ๋วประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผ่านมาแล้ว ๑๐ ปี...

ที่น่าประหลาดใจก็คือ เมื่อวานเป็นวันที่ตลาดหุ้นปิดตัวในระดับเกือบ ๘๐๐ จุด สูงที่สุดในรอบ ๑ ปี ๑ เดือนที่ผ่านมา

เราจำเหตุการณ์ตอนฟองสบู่แตกไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยรู้สึกว่ามีผลกระทบกับเรามากนัก (คงเพราะยังเด็ก เพิ่งเรียนจบ ทำงานใหม่ๆ) ที่เท่าที่จำได้ก็คือ เงินเดือนไม่ขึ้นอยู่ ๓ ปี แต่การงานเราก็มั่นคงดี ถึงแม้จะต้องระเห็ดไปเป็นกะเหรี่ยงขายแรงงานอยู่ต่างชาติถึง ๑๘ เดือน

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผ่านมาแล้ว ๑๐ ปี...

ในไทยรัฐเขาสรุปเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตอนนั้นให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นความอู้ฟู่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โครงการที่มีแค่กระดาษร่างแบบ ก็ขายเป็นเทน้ำเทท่า ที่ดินบูมขนาดซื้อมาวันนี้ พรุ่งนี้ก็ขายได้กำไรเป็นแสนๆ ตลาดหุ้นรุ่งโรจน์ดัชนีอยู่ในระดับพันกว่าจุด

แล้วพอฟองสบู่แตกก็สิ้นเนื้อประดาตัวกันหมด ค่าเงินบาทอ่อนไปถึง ๕๐ กว่าบาท คนที่เคยมีโครงการเป็นร้อยๆ พันๆ ล้าน แต่เป็นเงินที่กู้มาจากต่างชาติ เพียงข้ามคืนหนี้บานเป็นพันๆ หมื่นๆ ล้าน (วันก่อนไปรพ.กรุงเทพ ยังเจอคุณศิริวัฒน์ อดีตเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์และเหยื่อ “ต้มยำกุ้ง” ที่สุดท้ายต้องไปขายแซนด์วิชช์ จนในปัจจุบันก็รู้สึกจะปลดหนี้ได้เกือบหมดแล้ว)

ตลาดหุ้นรูดจากพันกว่าจุดลงไปสองร้อยกว่า คนที่เคยรวยอู้ฟู่จากหุ้น เหลือแค่ใบหุ้นที่มีค่าเท่ากับเศษกระดาษ ธนาคารหลายๆ ธนาคารต้องปิดตัว อีกหลายธนาคารพยายามเอาตัวรอดด้วยการขายหุ้นให้ต่างชาติ หรือควบรวมกิจการกัน

เจ้าของธุรกิจหลายๆ คนต้องปิดกิจการ บางคนก็ต้องขายหุ้นให้กับคนอื่น บางคนก็สู้ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี (เช่น คุณสวัสดิ์ ที่ว่าไป ถึงจะบอกว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” แต่ก็เจรจากับเจ้าหนี้ทุกราย ตัดสินใจขายกิจการบางส่วน และพยายามค่อยๆ ใช้หนี้ไป จนปัจจุบันก็หมดแล้ว หรืออย่างคุณบุญชัย เบญจรงคกุล เจ้าของยูคอม หรือกระทั่งกิจการของเจ้าสัวใหญ่ระดับอินเตอร์อย่างเครือซีพี) แต่บางรายก็ตัดสินใจหนีหนี้หรือล้มบนฟูก ปล่อยให้หนี้ตัวเองกลายเป็นหนี้เน่าที่รัฐต้องเข้าไปรับภาระ

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผ่านมาแล้ว ๑๐ ปี...

ตอนกลางคืนเราฟังวิเคราะห์ ว่าตอนนี้เศรษฐกิจเมืองไทยก็ดูท่าจะสดใส แต่บางคนก็เป็นกังวลว่า จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว มีคนไปสัมภาษณ์คุณสวัสดิ์ว่ามีความเห็นว่าอย่างไร คุณสวัสดิ์บอกว่า คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีกแล้ว เพราะระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทย ไม่ได้เป็นแบบสมัยก่อน การโจมตีค่าเงินบาทจะไม่ง่ายเหมือนสมัยโน้นแล้ว

นักธุรกิจตอนนี้ก็ได้บทเรียนจากคราวนั้นและมีความระมัดระวังรอบคอบในการทำธุรกิจกันมากขึ้น รู้จักการวางแผนประกันความเสี่ยงต่างๆ กันมากขึ้น คุณสวัสดิ์บอกว่า คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับเมื่อปี ๒๕๔๐ ในช่วงชีวิตของคุณสวัสดิ์ “เพราะคนเราตายหนเดียวก็เกินพอแล้ว”

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ให้ลูกกู้เงินเรียน

วันก่อนฟังวิทยุช่อง ๙๖.๕ ดร. วิกรม กรมดิษฐ์ เป็นวิทยากร มีคนถามคำถามว่า มีลูก ๓ คน ตอนนี้เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ลูกทะเลาะกันเรื่องเงิน ประมาณว่าได้เงินไม่เท่ากัน ก็บ่นโวยวาย จะทำยังไงดี

ดร. วิกรมบอกว่า ถ้าเขาเป็นพ่อแม่ เขาจะไม่ให้เงินลูกเรียน แต่จะให้ลูกไปกู้เงินเรียน ใครอยากได้มาก ได้น้อยเท่าไหร่ ก็เบิกได้ตามใจชอบ แต่พอเรียนจบ ทำงานแล้วก็ต้องมาผ่อนใช้กันเอง ทีนี้ลูกจะไม่มีทางบ่นว่า ได้เงินมาก ได้เงินน้อย เพราะใครอยากจะรับผิดชอบเท่าไหร่ ก็แล้วแต่คนนั้น เขาบอกว่า พ่อแม่สมัยนี้เลี้ยงลูกเป็นลูกบังเกิดเกล้า ให้เงินลูก แล้วยังโดนทวงบุญคุณ

เราว่าถ้าพ่อแม่ทั่วๆ ไป ให้เงินลูกใช้ตามใจชอบมาเป็นสิบปี อยู่ๆ จะมาบอกลูกว่า เอาหละจะหยุดให้เงินแล้วนะ ให้ไปกู้เงินธนาคารมาใช้จ่าย มาเรียนหนังสือ ก็ดูจะสุดโต่งไปสักหน่อย แต่ถ้าพ่อแม่อยากจะสร้างวินัยในการใช้เงินให้ลูกๆ ก็อาจจะลองเอาไอเดียนี้ไปปรับใช้ได้ เช่น แทนที่จะให้ลูกกู้เงินธนาคาร ก็ให้ลูกกู้เงินพ่อแม่นี่แหละ จดบัญชีกันทุกอาทิตย์ ทุกเดือน ว่าเบิกไปทีละเท่าไหร่ๆ

พอเรียนจบก็มาสรุปบัญชีกันว่าใช้เงินไปเท่าไหร่ แล้วก็บอกลูกด้วยว่า ทำงานได้เงินเดือนแล้วก็ต้องเอาเงินเดือนมาผ่อนใช้คืน ส่วนเงินที่พ่อแม่ได้จากลูกมา จะเอาไปเก็บออมไว้ให้ลูกในอนาคต หรือพ่อแม่จะเอาคืนจริงๆ ก็สุดแท้แต่ความต้องการของพ่อแม่

ตอนสมัยเราเรียนหนังสือ แม่เราก็จดบัญชีเอาไว้ รู้สึกจะเริ่มตั้งแต่สมัยที่เราเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ตอน ม. ๑ ไม่แน่ใจว่าจดไปจนเราเรียนจบปริญญาตรี หรือจดต่อไปถึงตอนที่เราไปเรียนเมืองนอกด้วย ระหว่างเรียนแม่ก็จะคอยขู่ๆ ว่า เดี๋ยวว่างๆ ต้องเอามารวมบัญชีดู ว่าเราเป็นหนี้แม่อยู่เท่าไหร่ สุดท้ายจนป่านนี้ก็ยังไม่ได้รวมบัญชี แต่การที่เรารู้ว่าแม่จดบัญชีไว้ทุกบาททุกสตางค์ที่เราเบิกเอามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นค่ากิน/ใช้/เที่ยว ค่าหนังสือ ค่าเทอม ค่ากิจกรรมเกี่ยวกับการเรียน ก็มีส่วนทำให้เรารู้ค่าของเงิน

อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ลูกรู้จักค่าของเงิน ก็คือ พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่าง อย่าคิดว่าเงินเล็กๆ น้อยๆ ลูกขอก็ให้ง่ายๆ บางทีเงินเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่มีเหตุผลในการใช้ ถึงแม้ให้ลูกไปแล้วจะไม่ได้ทำให้พ่อแม่จนลง แต่ก็จะสร้างนิสัยการใช้เงินแบบไม่ระมัดระวังให้ลูก เท่ากับเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์