แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2551

Five Stages of Grief

วันก่อนในซีรีส์ House, M.D. พูดถึง Five Stages of Grief (๕ ช่วงเวลาของความโศกเศร้า) เราฟังไม่ทันแต่ไปเสิร์ชเจอในเน็ท มันเป็นไอเดียของจิตแพทย์ชื่อเอลิซาเบ็ธ คูเบลอร์-รอส (Elizabeth Kübler-Ross) ที่เขียนไว้ในหนังสือ “On Death and Dying” เมื่อปีค.ศ. ๑๙๖๙

คุณหมอคูเบลอร์-รอสนำเสนอ Kübler-Ross Model ซึ่งเป็นขบวนการที่คนจะจัดการกับความเศร้าโศกและความทุกข์ใจอย่างใหญ่หลวง เช่น ในเวลารู้ตัวว่าตัวเองป่วยเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา กำลังจะเผชิญหน้ากับความตาย คนมักจะต้องผ่านช่วงเวลา ๕ ช่วง

๑. ปฏิเสธ (Denial): ช่วงเริ่มต้น “ไม่จริงหรอก... มันเป็นไปไม่ได้”
๒. โกรธ (Anger): “ทำไมถึงเป็นฉัน? ไม่ยุติธรรมเลย”
๓. ต่อรอง (Bargaining): “ยังไงก็ขอให้ได้อยู่จนเห็นลูกเรียนจบ”
๔. หดหู่ (Depresison): “ฉันเศร้าสุดๆ หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต”
๕. ยอมรับ (Acceptance): “แล้วมันก็จะโอเค”

คุณหมอคูเบลอร์-รอสบอกว่า นอกจากตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายแล้ว คนมักจะผ่านขบวนการแบบนี้ด้วยเหมือนกัน เวลาเกิดความสูญเสียอันใหญ่หลวง (เช่น ตกงาน สูญเสียรายได้ หรืออิสรภาพ) รวมทั้งสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักหรือการหย่าร้าง และแต่ละคนอาจจะไม่ได้ผ่านช่วงเวลาต่างๆ ตามลำดับที่ว่านี้ และไม่จำเป็นจะต้องมีครบทั้งห้าข้อ แต่ทั่วไปมักจะต้องผ่านอย่างน้อย ๒ ช่วงเวลา

ช่วงที่ผ่านมาเราได้ยินและอ่านเรื่องราวของน.พ. สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ทั้งทางหนังสือพิมพ์และทางวิทยุ ก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยรู้รายละเอียดเกี่ยวกับคุณหมอมากนัก แต่หลังจากคุณหมอเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้ เราก็ได้รู้เรื่องราวบางส่วนของคุณหมอมากขึ้น (แต่คิดว่ายังรู้น้อยมากเทียบกับผลงานและคุณงามความดีของคุณหมอซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเรื่องระบบบริการสุขภาพของไทย)

มติชนสุดสัปดาห์เอาบันทึกของคุณหมอมาลง คุณหมอเขียนเล่าเรื่องราวตั้งแต่ตอนที่ได้ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งที่ปอด อ่านแล้วก็ได้ข้อคิดต่างๆ มากมาย เป็นตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับโรคมะเร็ง

บางกอกโพสต์วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาเอา “บัญญัติ ๑๐ ประการสำหรับนักสู้ (มะเร็ง)” มาลงในคอลัมน์ Health Tips บางคนอาจจะได้เคยผ่านตามาแล้ว เพราะรู้สึกว่าจะเอามาจากหนังสือ “เปลี่ยนมะเร็งให้เป็นพลัง” ของคุณหมอ เราสรุปมาให้อ่าน (อาจจะแปลกๆ แปร่งๆ ซักหน่อย เพราะเราแปลมาจากภาษาอังกฤษ)

๑. หลังจากที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง อย่าตกใจ ทำใจให้สงบ คิดและเสาะหาที่ปรึกษาทางการแพทย์ และวิธีการรักษาทันที
๒. คิดในทางบวก อย่ายึดติดกับความเชื่อที่ว่า เป็นมะเร็งแล้วต้องตาย
๓. เปิดใจกว้างยอมรับทั้งการรักษาจากแพทย์สมัยใหม่และแพทย์แผนโบราณ เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง
๔. ทำงานกับแพทย์ผู้รักษาเราเหมือนเป็นทีมเดียวกัน เรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ควรปฏิบัติสำหรับคนไข้มะเร็ง และปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง
๕. ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพมากขึ้น กินอย่างมีสุขภาพมากขึ้น
๖. เข้าใจความสำคัญของสุขภาพทางอารมณ์และจิตใจ สภาพทางอารมณ์ที่ไม่ดีทำให้สภาพทางร่างกายแย่ไปด้วย
๗. มีความอดทน เพราะคนไข้มะเร็งจะต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และจะต้องเผชิญกับผลข้างเคียงที่รุนแรง
๘. ดูแลรักษาจิตใจ พยายามปล่อยวางและเรียนรู้ที่จะให้อภัย
๙. ช่วยเหลือผู้อื่น หลังจากฟื้นตัวแล้ว หาโอกาสทำความดีให้กับคนอื่น อาจจะไปเป็นอาสาสมัครทำงานเพื่อสังคม
๑๐. มีสติกับความตาย และเตรียมตัวที่จะจัดการสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะสามารถจากโลกนี้ไปได้อย่างสงบ

ถ้าย้อนกลับไปดู Five Stages of Grief บัญญัติ ๑๐ ประการของคุณหมอ ข้ามช่วงที่ ๑-๔ พรวดมาที่ช่วงที่ ๕ เลย ซึ่งเราว่าคนที่จะทำแบบนี้ได้เวลาเผชิญหน้ากับความตาย ต้องมีสติและมีใจหนักแน่นมากๆ

คนเราเกิดมาต้องสูญเสีย ต้องเสียใจ และต้องตายกันทุกคน ถ้าวันไหนเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้น ต้องตั้งสติให้ดี จับอารมณ์ให้ได้ว่าเรากำลังอยู่ตรงไหน และพยายามทำใจไปให้ถึงช่วงสุดท้ายให้ได้ แล้วเราจะสามารถเปลี่ยนความโศกเศร้าสูญเสียให้กลายเป็นพลังได้เหมือนกัน

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2551

ไอเดียดีจากจิตแพทย์

เราฟังรายการ “มองชีวิตมีชีวา” ทางวิทยุช่อง ๙๖.๕ ค่อนข้างบ่อย เพราะเป็นเวลาขับรถกลับบ้านพอดี รู้สึกชื่นชมวิทยากรประจำท่านหนึ่งคือ นพ. อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ที่มักจะมีมุมมองในการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายแต่ก็น่าสนใจ

คุณหมอมักจะเล่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ท่านปฏิบัติเป็นประจำ ที่เรารู้สึกว่าน่าทำตาม บางคนอาจจะคิดว่ามันเล็กๆ น้อยๆ ไม่สำคัญ แต่เราคิดว่า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละดี เพราะเราค่อยๆ ทำ ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมาก ไม่ต้องทุ่มเทมากเกินกำลัง

แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย

เมื่อวานเราได้ฟังคุณหมออุดมศิลป์พูดเรื่องที่ว่า เวลาท่านตรวจคนไข้ (คุณหมอเป็นจิตแพทย์) ท่านจะไม่ได้นั่งรออยู่ในห้องแล้วให้พยาบาลเรียกคนไข้เข้ามา แต่จะถือการ์ดคนไข้นอก ออกไปตรงบริเวณที่คนไข้นั่งรอ แล้วก็เรียกชื่อคนไข้ ท่านบอกว่าการวินิจฉัยโรคของท่านเริ่มตั้งแต่ตรงนั้นเลย

คุณหมอจะสังเกตเวลาคนไข้ตอบสนองต่อเสียงเรียก ถ้าเป็นคนไข้ไฮเปอร์ ก็อาจจะแทบกระโดดออกมาทันทีที่สิ้นเสียงเรียก ส่วนคนไข้ที่ซึมเศร้าอาจจะต้องให้เรียกซ้ำสองรอบสามรอบ การเดินเหินของคนไข้ก็บอกได้ถึงสภาพร่างกายและสุขภาพโดยทั่วไป ท่านจะสังเกตไปถึงขนาดว่า คนไข้มากับใคร เป็นพ่อแม่ สามีภรรยา หรือญาติพีน้อง เวลานั่งรอนั่งรอกันอย่างไร นั่งใกล้ชิดกันหรือนั่งคนละมุมห้อง ก็บอกถึงสภาพความสัมพันธ์ของคนไข้กับผู้อื่นได้

หลังจากที่ตรวจคนไข้เสร็จแล้ว คุณหมอก็จะเดินออกไปส่งคนไข้ถึงประตูห้องทุกคน ถือเป็นการให้เกียรติคนไข้ ที่เลือกจะมารักษากับท่าน คุณหมอบอกว่าคนไข้ก็คงรู้สึกดีที่ท่านทำแบบนั้น แล้วก็ถือโอกาสมองดูคนไข้คนอื่นๆ ที่รออยู่ไปด้วย อาจจะมีการส่งยิ้มหรือทักทายคนไข้ที่ยังไม่ถึงคิวนิดหน่อย ก็จะช่วยลดความกระวนกระวายในระหว่างรอไปได้บ้าง

คุณหมอบอกว่าการที่คุณหมอเดินมาเรียกคนไข้เองและส่งคนไข้เอง ที่จริงแล้วตัวคุณหมอเองได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะท่านได้ขยับเขยื้อนร่างกาย ไม่ต้องนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ตลอดเวลาทำงานของท่าน คือ เช้า ๓ ชั่วโมง เย็น ๓ ชั่วโมง

ท่านยังบอกอีกว่า เวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้า เมื่อยขบจริงๆ บางทีท่านก็จะขอเวลานอกซัก ๕ นาที แล้วก็ไปที่ช่องบันได เดินขึ้นบันไดซัก ๕ ชั้น ลง ๕ ชั้น แล้วก็กลับมาตรวจต่อ นับว่าท่านเข้าใจหาวิธีออกกำลังกายที่เหมาะกับอาชีพของท่าน แถมยังได้ประโยชน์กับคนอื่นอีกด้วย

เรานึกถึงวันทำงานของเรา แทบจะไม่ได้เดินไปไหนเลย ยิ่งมีอีเมลก็ยิ่งทำให้ไม่ต้องขยับตัวออกจากเก้าอี้ เพราะโต้ตอบงานผ่านอีเมล หลังๆ นี้ถ้ามีโอกาสที่เราจะใช้วิธีเดินไปคุยเรื่องงานแทนการส่งอีเมลได้ เราก็จะเดินไปคุยแทน แต่วันๆ หนึ่งเราก็ยังเดินไม่มาก บางวันเดินไปแค่หนึ่งพันเก้า (นี่รวมเดินไปกินข้าวตอนกลางวันแล้วด้วยนะ) เคยได้ยินเขาแนะนำว่าถ้าสามารถเดินได้วันละ ๑ หมื่นก้าว ก็ได้ออกแรงพอๆ กับออกกำลังกาย ๓๐ นาทีแล้ว แต่ที่เราเดินออกกำลังกายบนลู่วิ่ง ๓๐ นาทีได้ประมาณ ๔ พันก้าวเท่านั้น

ความจริงเรื่องเดินขึ้นลงบันได เราก็ทำอยู่บ้าง เวลาไปห้างสรรพสินค้าเราก็เดินบันไดแทนการใช้บันไดเลื่อน เวลาไปออกกำลังกายเสร็จ เราก็จะเดินลงบันได (ขาขึ้นไม่ได้เดิน เพราะเรามักจะไปสาย ถ้าต้องรีบวิ่งขึ้นบันได ๑๑ ชั้น อาจขาดใจตายได้) แต่ที่ออฟฟิศเราไม่ได้ใช้บันได เพราะชั้นที่เราทำงานไม่มีบันไดธรรมดา เขาจะมีบันไดธรรมดาถึงแค่ชั้นที่จอดรถ (ชั้น ๙) หลังจากนั้นจะเป็นบันไดหนีไฟ ซึ่งประตูจากช่องบันไดหนีไฟเป็นประตูเปิดทางเดียว คือเปิดออกจากออฟฟิศออกไปช่องบันไดหนีไฟได้ แต่จากช่องบันไดหนีไฟ เปิดเข้ามาออฟฟิศไม่ได้

แต่เมื่อวานเราเพิ่งนึกได้ว่าเราสามารถเดินขึ้นบันไดมาจนสุดชั้นจอดรถ (๙ ชั้น) แล้วก็ค่อยมาต่อลิฟท์อีก ๕ ชั้นเข้าออฟฟิศ วันนี้ไปกินข้าวเสร็จก็เลยเดินขึ้นบันไดมา ได้เดินเพิ่มขึ้นอีกร้อยกว่าเก้า :)

คุ้มค่า รักษาความสะอาด และรักษาสิ่งแวดล้อม

อีกเรื่องที่เราฟังคุณหมออุดมศิลป์พูดในรายการ แล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ดี ก็คือ การใช้กระดาษเช็ดมือ

ท่านบอกว่าเวลาท่านเข้าห้องน้ำ พอล้างมือเสร็จแล้ว เช็ดมือด้วยกระดาษแล้ว ท่านก็มักจะเอากระดาษที่เช็ดมือแล้ว ไปเช็ดน้ำที่กระเซ็นรอบๆ อ่างล้างมือก่อน แล้วค่อยทิ้ง ท่านนอกว่าช่วยรักษาความสะอาดของห้องน้ำ คนที่มาใช้ทีหลังก็จะรู้สึกสบายใจสบายตา

นับว่าเป็นการทำประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนอื่นโดยที่ไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย แล้วก็ยังได้ใช้กระดาษเช็ดมืออย่างคุ้มค่า ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

หลังจากฟังเรื่องนี้แล้ว เวลาเราล้างมือและเช็ดมือด้วยกระดาษแล้ว เราก็เอากระดาษเช็ดรอบๆ อ่างล้างมือด้วยเหมือนกัน :)

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2550

คนไทยเอาเวลาไปทำอะไร?

อาทิตย์ที่แล้วฟังวิทยุช่อง ๙๖.๕ เขาพูดเรื่องการอ่านหนังสือของคนไทย ว่าคนไทยทุกเพศทุกวัยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ ๒ เล่ม (เทียบกับประเทศแถวๆ บ้านเราอย่างสิงคโปร์หรือเวียดนาม เขาอ่านกันเฉลี่ยปีละ ๕๐-๖๐ เล่ม) เขาถามว่าทำไมคนไทยไม่อ่านหนังสือ ตัวเราเองตอบว่า “ไม่ค่อยมีเวลา”

อาทิตย์นี้ฟังรายการเดิม เขาพูดเรื่องการออกกำลังกายของคนไทย บอกว่าจากการสำรวจพบว่าคนไทยที่ออกกำลังกายเป็นประจำ (สัปดาห์ละ ๓ ครั้งเป็นอย่างน้อย) มีแค่ ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยมี ๒๕ เปอร์เซ็นต์ คนจัดรายการบอกต่ออีกว่า ในประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์ (อีกแล้ว) เขาออกกำลังกายเป็นประจำกันถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ พอถามเหตุผลว่าทำไมคนไทยไม่ออกกำลังกาย ข้อแรกคือ “ไม่มีเวลา” ข้อถัดมาคือ ไม่สนใจ (ไม่เห็นว่าจำเป็นต้องออกกำลังกาย)

เวลาแต่ละคนก็มีเท่าๆ กัน วันละ ๒๔ ชั่วโมง แล้วคนไทยเอาเวลาไปทำอะไรกันหนอ หนังสือก็ไม่อ่าน ออกกำลังกายก็ไม่ออก จะว่าทำงานหนัก ที่ออฟฟิศเราก็โดนบ่นว่าคนไทยทำไมวันหยุดนักขัตฤกษ์มันเยอะจัด (ปีละ ๑๔ วัน) ของอเมริกามีวันหยุดแค่ ๘ วันเอง แล้วเด็กไทยก็ถูกปล่อยไว้กับทีวี โรงเรียนสอนพิเศษ ร้านเกม จะว่าคนไทยเอาเวลาไปเลี้ยงลูกใกล้ชิดกับครอบครัวก็ไม่น่าใช่

เมื่อปีที่แล้วเราเริ่มออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยการเดินวันละ ๓๐ นาที พยายามเดินให้ได้อาทิตย์ละ ๓ ครั้ง บางอาทิตย์ก็ไม่ได้ บางอาทิตย์ก็เกิน แต่โดยรวมๆ แล้วก็ถือว่าสม่ำเสมอ คุณภาพชีวิตดีขึ้นเยอะ ไม่เป็นหวัดบ่อยๆ (ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราเป็นเหมือนตัวดักจับไวรัส ถ้ามีใครในออฟฟิศเป็นหวัด เราเป็นด้วย แถมอาการหนักว่า) ผลตรวจสุขภาพปีล่าสุดก็ดีกว่าปีก่อน (ไขมัน น้ำตาลลดลง ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการกินเลย)

สรุปว่า เราขอชักชวนให้หันมาออกกำลังกายกันดีกว่า อย่ามัวเอาเวลาไปตามข่าวว่าใครเป็นคนผ่อนรถ ใครเอาไปให้ใครขับอยู่เลย ส่วนเรื่องอ่านหนังสือ เราคิดว่าถ้าเราจะเป็นคนที่ชักชวนคนอื่น เราคงต้องลองทำดูก่อนว่า ทำได้ไหม ทำแล้วดีไหม

เอาเป็นว่าถึงตัวเองจะบอกว่าไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ “ไม่ค่อยมีเวลา” (เพราะมัวแต่ดูทีวี ท่องเน็ท เขียนบล็อก ปั่นเว็บบอร์ด) แต่ก็จะลองดูสักตั้งหนึ่งว่า ต่อจากนี้ไปจะอ่านหนังสือให้ได้สัปดาห์ละ ๑ เล่ม ปีหนึ่งมี ๕๒ สัปดาห์ เราก็อ่านหนังสือได้ปีละ ๕๒ เล่ม เดี๋ยวปีหน้าเวลาประมาณนี้ จะมารายงานว่าทำได้สำเร็จแค่ไหน คนอื่นจะลองทำไปพร้อมๆ กันก็ได้ ได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังบ้างก็ดี

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ดูแลสุขภาพ

เมื่อคืนดูรายการตาสว่าง เขาเชิญอาจารย์ สาทิสอินทรกำแหง ที่ทำเกี่ยวกับพวกชีวจิตมาออกรายการ พร้อมกับผู้ร่วมรายการอีก 3 คนที่เป็นมะเร็งที่รักษากับอจ.ด้วยแนวทางชีวจิตแล้วหาย

คนหนึ่งเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง บอกว่าก่อนรักษาแบบชีวจิต ทำคีโมไป 2 คอร์ส คอร์สแรกทำเสร็จ (8 ครั้ง) คอร์สที่สองทำได้ถึงครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 นี่แหละ แล้วก็ไม่ทำต่อ เขาบอกว่า ตอนนั้นร่างกายอ่อนแอมากๆ รู้ตัวเลยว่าถ้าทำอีกครั้งต้องตายแน่ๆ เพราะคีโมฆ่าทั้งเซลล์มะเร็ง และฆ่าเขาด้วย

เขาบอกว่าหมอพูดกับเขาว่า “ถ้าคุณมีเรื่องอะไรสำคัญๆ ก็ให้รีบทำนะ” เขาได้ยินแล้วก็นึกในใจว่า “เฮ้ย... แบบนี้มันตายชัดๆ” ก็เลยเลิกคีโม แล้วหันไปหาชีวจิต ตอนนี้อยู่มาได้ 2 ปีกว่าๆ แล้ว เขาไม่ได้ไปตรวจนับเซลล์มะเร็งต่อ แต่รู้สึกสบายดีมากๆ ต่างจากตอนที่ทำคีโมมาก ตอนนั้นทั้งอ่อนแอ ทั้งทุกข์ทรมานจนนึกว่าไม่กลัวตายแล้ว (เพราะตายน่าจะสบายกว่า) ร่างกายแข็งแรงดี สามารถวิ่งมินิมาราธอน 10 กม. ได้สบายๆ

อีกคนหนึ่งเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผ่าตัดออก แล้วต่อมาตรวจเจอว่าว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก ก็ตัดออกแล้วหันมารักษาแบบชีวจิต เขาบอกว่าตอนแรกหมอก็จะให้รักษาโดยทำคีโมเหมือนกัน แต่ลูกๆ บอกว่าไม่ยอม ให้ลองไปรักษาทางชีวจิตดีกว่า สุดท้ายก็หาย อีกคนเป็นมะเร็งที่ลิ้น ตรวจเจอเร็ว ก็รักษาได้ (คนนี้เราไม่ค่อยได้ฟังเขาเล่า เพราะเปลี่ยนช่องกลับไปกลับมา ไม่รู้มากกว่าเขารักษายังไง)

ในรายการเขาไม่ได้คุยลงไปในรายละเอียดการรักษามากนักว่า แต่ละคนต้องทำอะไรบ้าง หรือต้องอึดทนแค่ไหน กว่าจะผ่านวันร้ายๆ กว่าจะหายดีและมีสุขภาพดีแบบนี้ได้ แต่เรามั่นใจว่าคงไม่ง่ายๆ เหมือนการรักษาแผนปัจจุบันที่ใช้ผ่าตัด ให้คีโม ฉายรังสี เพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตและพฤติกรรม ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง - จากหลังเท้าเป็นหน้ามือเลยก็ว่าได้ - แต่เราคิดว่านี่ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ - ถ้าคิดว่าร่างกายและสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต สำคัญมากกว่า เงินทอง ชื่อเสียง ความสุขสบายต่างๆ - คนที่ป่วยน่าจะยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจลงมือทำ อจ.สาทิสเองก็บอกว่า มันก็ไม่ได้ง่าย ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ หรอก

ถึงเราจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกินน้ำอาร์ซี การทำดีท็อกซ์ รำกระบอง ที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่เขาแนะนำให้กับคนที่จะใช้แนวทางชีวจิต (ถามว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วย เราก็ตอบไม่ได้ เพราะเราก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดจริงๆ ว่าเขาทำอะไรยังไง เอาเป็นว่าเป็นความไม่ค่อยเห็นด้วยอันเนื่องมาจากอคติและความโง่เขลาส่วนตัว) แต่คำแนะนำในการดูแลตัวเองที่เขาใช้คีย์เวิร์ดช่วยจำง่ายๆ ว่า “5 เล็ก” กับ “5 ใหญ่” ก็น่าจะเอามาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเรา และช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงได้ในระดับหนึ่ง เขาแนะนำไว้แบบนี้

5 เล็ก เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราเอง ร่างกายของเราเอง คือ 1. การกิน - กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ 2. การนอน - นอนหลับให้สนิท และนอนให้เพียงพอ 3. การทำงาน - ทำงานอย่าเครียด ถ้างานที่เครียด ไม่สนุก ก็ต้องพยายาม มองหามุมมองดีๆ ในงานนั้นๆ จะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข 4. พักผ่อน อันนี้ก็คือ เพื่อลดความเครียดและเหนื่อยล้าจากการทำงาน บางคนอาจคิดว่าต้องเสียเงินเสียทอง ไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด ต่างประเทศ อันนั้นอาจจะดีต่อความคิดและจิตใจ แต่ถ้าจะให้ดีต่อร่างกาย การพักผ่อนง่ายๆ คือ การหายใจให้เต็มปอด ยืดตัวตรง หลังตรง หายใจถูกวิธี ร่างกายจะมีแรง 5. การออกกำลังกาย - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรให้เหงื่อออกและชีพจรเต้น 120 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป เพราะร่างกายจะหลั่งเอ็นดอร์ฟิน และ “โกรธ” ฮอร์โมนออกมา (ไม่ใช่ ฮอร์โมนความโกรธนะ แต่เป็น growth ตะหาก) ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีกำลัง

5 ใหญ่ เป็นเรื่องภายนอก เกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา คือ 1. ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ 2. ใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอดี 3. ใช้ชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และรักกันอย่างพี่น้อง 4. สร้างความเป็นเลิศทางสุขภาพ (หมายถึง ใส่ใจดูแลตัวเอง ไม่ใช่อยากจะแข็งแรงดี ไม่มีโรค แต่ก็ปล่อยไปตามยถากรรม อยากกินอะไรก็กิน ไม่ออกกำลังกาย ฯลฯ) 5. ใช้ชีวิตเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคม ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน (อันนี้เพื่อให้เกิดความผาสุกในบ้านเมืองและประเทศชาติ)

เราว่า ถ้าทุกคนพยายามทำ 5 เล็กได้ เราจะมีประชากรที่มีสุขภาพดี ลดปริมาณเงินทองหรืองบประมาณรัฐที่จะต้องเอาไปใช้รักษาคนป่วย และถ้าทุกคนทำ 5 ใหญ่ให้ได้ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่มีดัชนีความสุขมวลรวมสูงมากๆ

ทีนี้โยงจากเรื่องข้างบนอีกหน่อย พอดีช่วงนี้เป็นช่วงตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัทของเรา คนส่วนใหญ่ไปตรวจแล้วก็ไม่ได้อยู่รอฟังผลตรวจ พอประมาณสัปดาห์หนึ่งเขาก็จะส่งรายงานผลมาให้ที่บริษัท บางคนก็อ่านผลเข้าใจ แต่บางคนก็ไม่รู้เรื่องเลย เรื่องความดัน น้ำตาล โคเลสเตอรอล ฯลฯ แบบนี้บางทีตรวจร่างกายมาแล้วก็ไม่ค่อยได้ผลคุ้มค่าเท่าไหร่ สักแต่ว่าไปตรวจแล้วก็ได้รายงานเป็นเล่มๆ มา

พอดีวันนี้เราได้ฟอร์เวิร์ดเมลเรื่องการดูแลสุขภาพมา เป็น Power Point Presentation เรื่อง “การดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง” โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผอ. ศูนย์แพทย์อาชีวเวชศาสตร์กรุงเทพ เขาสรุปคำอธิบายเกือบทั้งหมดของรายการตรวจสุขภาพประจำปีเอาไว้ มีรายละเอียดดีมากๆ จนเราคิดว่าโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลน่าจะเอาไปพิมพ์แนบกับรายงานการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเป็นความรู้ที่คนที่ตรวจสุขภาพประจำปีควรจะได้รู้

แต่อย่างว่านะ บางคนก็อาจจะไม่สนใจ ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาพสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนหนุ่มๆ สาวๆ และคนที่ยังมีสุขภาพดีอยู่ เราได้ดูโฆษณาของโรงพยาบาล ที่เป็นคนหนุ่มๆ สาวๆ คุยกัน เขาจะบอกว่า ให้แต่งหน้าแต่งตัวให้ดูดี จะได้หาคู่ครองได้ ให้ทำโน่นทำนี่ แต่ไม่เห็นมีใครเตือนให้ดูแลรักษาสุขภาพให้ดี (เหมือนที่เขาบอกว่า แกงจืดจึงรู้คุณเกลือ อ่ะนะ เราจะไม่รู้คุณค่าของสุขภาพดี จนกว่าเราจะไม่มีมันแล้ว อันนี้เรื่องจริงเลย)

กับอีกเรื่องหนึ่งคือ สังคมไทยไม่ใช่สังคมอุดมปัญญา คนไม่ค่อยสนใจจะไขว่คว้าหาความรู้ (บางทีไม่ต้องใฝ่หาด้วย ขนาดป้อนให้ก็ยังไม่รับ) โดยเฉพาะเรื่องที่เรื่องที่มันยุ่งยากซับซ้อน เรื่องที่มีสาระ หรือเรื่องที่ไม่เฮฮาบันเทิง ทั้งๆ ที่บางเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราโดยตรง แต่พอเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเรา (เรียกง่ายๆ ว่า เรื่องของชาวบ้าน) กลับสนใจและอยากรู้มากเป็นพิเศษ อ้าว... ออกนอกเรื่องไปโน่นได้ไงแฮะ เอาเป็นว่าใครอยากเข้าใจว่า คำศัพท์ต่างๆ ที่เห็นในรายงานตรวจสุขภาพมีความหมายและความสำคัญยังไง ดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่นี่เลย

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์