แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แปลมาโพสต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แปลมาโพสต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2551

คิดไม่ทัน?

เวลาเห็นคนใส่เสื้อยืดพะยี่ห้อแบรนด์เนมอะไรสักอย่างอยู่กลางหน้าอก เราจะทันได้คิดกันไหมว่ามันเป็นตลกที่ขำไม่ค่อยออก เพราะคนที่ใส่เสื้อยืดต้องเสียเงินให้บริษัทเจ้าของแบรนด์เนมเพื่อโฆษณายี่ห้อให้เขา แทนที่จะเป็นทางกลับกัน...

และด้วยอภิสิทธิ์ของการได้เป็น “ป้ายโฆษณาเดิน” ได้นี้ ทำให้ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาที่แพงกว่าราคาจริงๆ ของสินค้าขึ้นไปอีกหลายเท่า

ดังนั้นครั้งต่อไปเวลาคุณใส่รองเท้ากีฬาติดโลโก้ยี่ห้อดังๆ สวมกางเกงที่ปักตัวย่อเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ที่บั้นท้าย หรือเสื้อยืดที่มีแบรนด์เนมติดหราอยู่ ความจริงคือคุณกำลังโฆษณาให้สินค้ายี่ห้อนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ (inadvertently advertise)

คำว่า advertise มามีรากศัพท์จากภาษาลาติน advertere หมายความว่า “หันไปหา” หรือ “ให้ความสนใจ” คำว่า inadvertently ก็มาจากรากศัพท์เดียวกัน

เวลาเราโฆษณาให้สินค้ายี่ห้อนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ (inadvertently advertise) หมายความว่า ด้วยการไม่ให้ความสนใจกับมัน เราก็กำลังให้ความสนใจมัน... :)

ตัดตอนจาก http://wordsmith.org/words/cingular.html

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2550

ฝรั่งมองไทย

วันก่อนมีเด็กในบริษัทส่งลิงก์ Presentation เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยมาให้ มันเป็นสไลด์ที่เอาไว้พรีเซนต์ให้ฝรั่งที่ออฟฟิศที่ต่างประเทศฟัง เขาจะได้รู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมไทยและคนไทย ประมาณว่าจะได้ช่วยให้ทำงานด้วยกันได้สะดวกขึ้น เราอ่านเร็วๆ แล้วมีมุมมองที่ “น่าสนใจ” หลายข้อ

การศึกษา
คำว่าการศึกษา หมายถึง การ “ให้” ความรู้ ไม่ใช่ “แลกเปลี่ยน” ความรู้
- ระบบการศึกษาส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารทางเดียว ครูเป็นผู้สอน นักเรียนเป็นผู้ฟังและเรียนรู้
- เพราะระบบอาวุโส นักเรียนมักจะไม่ตั้งคำถามหรือท้าทายความคิดความเห็นของครู
- เน้นที่การยอมรับและท่องจำเนื้อหามากกว่า การสำรวจ ทดลองทำ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ครอบครัว
ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวขยายและรักพวกพ้อง – ทุกคนเป็นญาติพี่น้องกัน
- คำว่า “ครอบครัว” ของคนไทยหมายรวมถึงทุกคน ไม่มีความแตกต่างระหว่างคนในครอบครัวเดียวกันจริงๆ หรือญาติญาติพี่น้อง
- ความคิดเห็นของพ่อแม่มีความสำคัญ และมักมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
- การขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาจากผู้ที่อาวุโสกว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งปัญหาส่วนตัวและธุรกิจการงาน
- การมีพวกพ้องและได้รับการยอมรับจากคนในกลุ่มเป็นเรื่องสำคัญ

คุณสมบัติและค่านิยมของคนไทย
- เป็นกันเองและสุภาพ
- ง่ายๆ ไม่เรื่องมาก
- ชอบความสนุกสนาน
- ให้ความสำคัญกับภาพพจน์และหน้าตา
- ตั้งรับและประนีประนอม
- เคารพความมีอาวุโส ระบบชนชั้น และอำนาจปกครอง

ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ - ความสัมพันธ์เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ
- คนไทยชอบตกลงธุรกิจกับคนรู้จักมากกว่า พอใจคนที่ยอมใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์ และจะสนับสนุนช่วยเหลือคนเหล่านั้นมากกว่า
- ความสัมพันธ์ที่ดีช่วยให้การงานสำเร็จได้รวดเร็วและราบรื่นขึ้นเสมอ

การสื่อสารกับคนไทย
- ระมัดระวังในการใช้ภาษา และพูดจาให้ชัดเจน
- พูดช้าๆ หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์แสลง และคำที่ยืดยาวเกินจำเป็น
- ต้องคอยตรวจสอบว่ามีความเข้าใจตรงกัน
- วิจารณ์ในที่ส่วนตัว
- อดทน
- ให้เน้นที่คน และอย่าพูดจาชื่นชมเกินจริง
- ละเอียดอ่อนต่อเรื่องทางวัฒนธรรม
- คอยสังเกตสิ่งที่ไม่ใช่คำพูด

วัฒนธรรมไทย - เวลา
- ความตรงต่อเวลาไม่ใช่คุณธรรมประจำใจ
- ความล่าช้าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
- การไม่ตรงต่อเวลาไม่ใช่ความผิด ดังนั้นจึงไม่มีบทลงโทษ

การประนีประนอม คือ วิถีไทย
- เพื่อสร้างความสมานฉันท์ ควรเลือกข้อสรุปที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
- การประนีประนอมและสร้างความสมานฉันท์และสันติ สง่างามกว่า การบีบบังคับเพื่อเอาชนะ
- การโอนอ่อนผ่อนตาม สำคัญกว่า การแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นจึงควรจะต้อง
- รักษาหน้าผู้อื่น ไม่เผชิญหน้า และ สงบปากสงบคำ
- อย่าพูดจาดูถูกหรือทำให้เขาเสียหน้าในที่สาธารณะหรือต่อหน้ากลุ่มเพื่อน
- รักษาความสัมพันธ์อันดี และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
- คนไทยจะไม่แสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อเหตุการณ์ แต่จะเก็บความรู้สึกเอาไว้หลังรอยยิ้ม

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๕

กลับมาเรื่องบทเรียนชีวิตกันอีกที ตอนที่ ๕ แล้วเหลืออีกตอนเดียวก็จะจบแล้ว (เย้!) ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง อ่านโลด...

สอนลูกเรื่องในชีวิตประจำวัน

๑. รถยนต์ – สอนให้ลูกรู้ว่าทำไมถึงต้องมีรถ (ไม่ใช่เพราะมันเท่ดี!) ให้รู้ข้อดีข้อเสียของการมีรถ (สะดวกแต่ก็มีค่าใช้จ่าย เป็นภาระและความรับผิดชอบ) เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อรถ ก็ให้คำแนะนำในการซื้อรถที่เหมาะกับการใช้งาน สอนเรื่องการดูแลรถ ให้เข้าใจการทำงานของเครื่องยนต์อย่างง่ายๆ รู้ว่าอะไรที่มักจะพังหรือเสียหายได้ง่าย จะดูแล, ซ่อมแซมหรือแก้ไขได้อย่างไร เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงควรจะรู้ นอกจากนี้พ่อแม่ควรสอนเรื่องวินัยในการขับรถ สอนให้มีน้ำใจและมารยาทบนท้องถนน

ฝรั่งเขียนเฉพาะเรื่องรถยนต์ แต่ในเมืองไทยอาจจะรวมเรื่องรถจักรยานยนต์เข้าไปด้วย เรื่องรถ+รถจักรยานยนต์นี่ พ่อแม่คนไทยสมัยนี้ พอลูกเข้ามหาวิทยาลัยก็มักจะซื้อรถให้ลูก บ้างก็ว่าจำเป็น บ้างก็คิดว่าให้เป็นรางวัล แต่ละครอบครัวก็มีเหตุผลในการตัดสินใจ แต่เราคิดว่าที่สำคัญพ่อแม่ควรสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบให้มากๆ รู้จักรับผิดชอบกับค่าใช้จ่าย (มีลิมิตค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่นๆ) รู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำรับผิดชอบต่อสังคม (ขับรถให้ดีๆ ไม่ใช่ไปเที่ยวซิ่งปาดหน้าคนอื่น เอารถไปซิ่งแข่งตามถนนว่างๆ เวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ไม่ได้เสียหายเฉพาะตัวเอง แต่เสียหายถึงคนอื่นด้วย) นอกจากนี้แล้วที่สำคัญ “อย่าทำผิดกฎหมายและกฎจราจร”

เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับพ่อแม่ที่ให้ลูกขับรถก่อนจะมีใบขับขี่ได้ตามกฎหมาย ใครจะบอกว่าแค่ขับใกล้ๆ ขับโดยมีพ่อแม่อยู่ด้วยหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็คือการทำผิดกฏหมาย ความจริงพ่อแม่ที่ไม่ต้องการจะตามใจลูก หรือต้องการจะปฏิเสธคำรบเร้าอยากจะได้รถของลูกๆ นี่เป็นคำขาดที่ดีที่สุดที่ลูกไม่มีทางปฏิเสธ >> “มันยังไม่ถึงเวลา” “มันผิดกฎหมาย”

ลูกๆ อาจจะบอกว่า เพื่อนๆ เขาก็มีกัน พ่อแม่ของ... เขายังให้... ขับรถเลย พ่อแม่ต้องยึดมั่นกับจุดยืนนี้ การทำอะไรๆ ที่ผิดกฏหมายเพราะคนอื่นเขาก็ทำกัน หรือเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นการสอนลูกโดยอัตโนมัติว่ามันโอเคที่จะทำผิดกฎหมาย ความเคยชินว่าการผิดกฏเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องโอเค ต่อไปก็ผิดเรื่องใหญ่ๆ ได้ไม่ลำบาก

๒. งานในบ้าน – สอนให้รู้จักดูแลซ่อมแซมสิ่งต่างๆ ในบ้าน ดูแลรักษาให้สิ่งของต่างๆ ใช้การได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องระบบท่อน้ำ (เปลี่ยนก๊อกน้ำ เปลี่ยนสายฝักบัว) ระบบไฟฟ้า (เปลี่ยนหลอดไฟ เช็คฟิวส์ ตู้ไฟ) ระบบแอร์ (ทำความสะอาดแผ่นกรอง) เรื่องทั่วๆ ไป (เปลี่ยนกลอนประตู ติดชั้นวางของ ตัดหญ้า ฯลฯ) เป็นเรื่องที่ลูกน่าจะได้รู้ และเป็นกิจกรรมที่ดีที่พ่อแม่จะได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูก สอนให้เขารู้จักใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างถูกวิธีและปลอดภัย

๓. การทำความสะอาด – สมัยนี้เรามักจะมีแม่บ้านหรือคนรับใช้คอยซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน ฯลฯ แต่พ่อแม่ก็ควรสอนให้ลูกรู้วิธีทำความสะอาดบ้าน กวาดบ้านถูบ้าน ซักผ้ารีดผ้า และควรให้ลูกรับผิดชอบเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง เช่น ทำความสะอาดหรือรักษาห้องตัวเองให้มีระเบียบ กินข้าวแล้วเก็บจานให้เรียบร้อย เก็บเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไปไว้ในตะกร้ารอซัก ฯลฯ

๔. การจัดการ – สอนให้ลูกวิธีการเก็บเอกสารอย่างมีระเบียบ เก็บสิ่งของให้เป็นที่เป็นทาง รู้จักทำลิสต์ของสิ่งที่ต้องทำ รู้ว่ามีหน้าที่ความรับผิดชอบอะไรที่ต้องทำเป็นประจำ รู้จักจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำ และรู้จักแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเหมาะสม

อ่านตอนสุดท้าย สอนลูกเรื่องความสุข

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๔

วันนี้มาต่อตอนที่ ๔ สอนลูกเรื่องสังคม ในบทความต้นฉบับเขาเขียนเรื่องนี้ไว้ ๕ หัวข้อ แต่เราเอามารวบให้เหลือ ๓ หัวข้อซะงั้น :P ที่จริงจะสรุปให้สั้นกว่านี้อีกก็ได้ สรุปเหลือข้อเดียวว่า เป็นการสอนให้ลูกรู้จักคิดถึงคนอื่น ไม่เห็นแก่ตัว (เราเคยดูรายการ “ดิ ไอคอน ปรากฏการณ์คน” วันที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาออกรายการ ท่านบอกว่า “การมีศีลธรรม หมายถึง การคิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง ทำเพื่อคนอื่นก่อนทำเพื่อตัวเอง” สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความดีแท้ๆ)

สอนลูกเรื่องสังคม

๑. ต่อต้านการแข่งขันชิงดีชิงเด่น – ตอนเป็นเด็กเราถูกสอนให้แข่งขันกับคนอื่น ในโลกของผู้ใหญ่นั่นก็เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติกัน และผลลัพธ์ก็คือการหักหลังกัน การแทงข้างหลัง ความขุ่นข้องหมองใจ และความรู้สึกเลวร้ายอื่นๆ ในทำนองนั้น

แทนที่พ่อแม่จะสอนให้ลูกแข่งขัน ควรสอนเขาว่ามีที่ว่างสำหรับทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ เขาไม่จำเป็นต้องชนะคนอื่นเพื่อเป็นคนเดียวที่ประสบความสำเร็จ สอนให้เขารู้ว่าถ้าเขารู้จักช่วยเหลือคนอื่น ตัวเขาเองจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะคนอื่นก็จะเต็มใจช่วยเหลือเขาเป็นการตอบแทน สอนให้เขารู้ว่าการสร้างพันธมิตรดีกว่าการสร้างศัตรู สอนให้เขารู้จักการช่วยเหลือเกื้อกูลและทำงานเป็นทีมก่อนจะให้สอนให้เขารู้จักการแข่งขัน

นอกจากการแข่งขันเพื่อเอาชนะแล้ว เราอยากจะเห็นสังคมไทยปราศจากความอิจฉาริษยาและหมั่นไส้คนอื่น ความอิจฉา คือ ความไม่พอใจที่เห็นคนอื่นดีกว่าเรา โดยไม่ยอมทำความเข้าใจว่าทำไมเขาจึงดีกว่าเรา

พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างให้ลูก ถ้าพ่อแม่ยังเห็นคนข้างบ้านดีกว่าแล้วอิจฉา ยังเห็นเพื่อนร่วมงานก้าวหน้ากว่าแล้วอิจฉา เห็นลูกคนอื่นเรียนเก่งกว่าแล้วอิจฉา ลูกก็จะติดนิสัยนั้นมาด้วย เวลาที่เห็นคนอื่นดีกว่า พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกดูว่า เราจะทำอย่างไรถึงจะดีเหมือนเขาได้ มีอะไรที่เขาทำแล้วเรายังไม่ได้ทำ ควรเปลี่ยนความอิจฉาริษยาให้เป็นแรงผลักดัน/แรงบันดาลใจ

๒. ความรักและความมีเมตตา – ความมีเมตตา คือการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจในความทุกข์ยากของคนอื่น และพยายามช่วยให้คนอื่นพ้นจากความทุกข์หรือความลำบาก ความรักเป็นสิ่งที่คู่กับความมีเมตตา แต่ความรักต่างจากความเมตตาตรงที่ ถ้าเรามีความเมตตาต่อผู้อื่น เราไม่อยากเห็นเขามีความทุกข์ยาก เราจะพยายามช่วยกำจัดความทุกข์ยากออกไป ถ้าเรามีความรักต่อผู้อื่น เราจะอยากเห็นเขามีความสุขด้วย เราจะรู้สึกยินดีที่เขามีความสุข

๓. การรับฟังคนอื่นและการสนทนา – ในโรงเรียนมักจะไม่สอนให้เด็กรับฟังอื่น เมื่อเด็กโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีทักษะของการรับฟังคนอื่น สังคมก็วุ่นวาย เพราะมีแต่คนพูดๆๆ แต่ไม่มีคนฟัง พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักรับฟังคนอื่นอย่างจริงจังตั้งใจ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะบอก และเข้าใจความรู้สึกของคนพูด

การสนทนาเป็นสิ่งที่แทบจะแยกกันไม่ได้กับการรับฟังคนอื่น และเช่นเดียวกันโรงเรียนไม่ได้ก็สอนศิลปะในการสนทนา เด็กๆ ถูกสอนว่าการสนทนาเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เด็กๆ ต้องการ คือ การสนทนา ไม่ใช่ การเล็คเชอร์ พ่อแม่จะต้องสอนทักษะของการสนทนา (ซึ่งหมายถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน) โดยการกระทำ เมื่ออยู่ในบ้านพ่อแม่ควรพยายามพูดคุยกับลูกๆ แทนที่จะบอกหรือสั่งให้พวกเขาทำอะไรๆ

อ่านต่อ ตอนที่ ๕ สอนลูกเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๓

ตอนต่อของต่อเรื่องบทเรียนที่พ่อแม่ควรสอนลูก (เพราะโรงเรียนไม่ได้สอน) หลังจากตอนแรก สอนลูกเรื่องการเงิน และตอนที่สอง สอนลูกเรื่องการคิด วันนี้มาตอนที่ ๓ สอนลูกเรื่องความสำเร็จ หัวข้อเหล่านี้เป็นสิ่งพ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูก เพื่อช่วยให้เขาประสบความสำเร็จและมีความสุขกับชีวิตเมื่อเขาโตขึ้น

สอนลูกเรื่องความสำเร็จ

๑. การคิดบวก – ในขณะที่การคิดแบบวิเคราะห์เป็นทักษะที่สำคัญมาก แต่การมองโลกในทางบวกก็สำคัญมากเช่นกัน แน่นอนว่าสิ่งต่างๆ ในโลกอาจจะเลวร้าย ชีวิตอาจจะเต็มไปด้วยปัญหา แต่ทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ สอนให้ลูกพยายามหาทางแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่น่าพึงพอใจ แทนที่จะเอาเวลาไปบ่นคร่ำครวญ

สอนให้เขารู้ว่าบางครั้งก็มีปัญหาบางอย่างที่ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะแก้ไขได้ (แต่ก่อนอื่นเขาจะต้องได้พยายามคิดแก้ไขปัญหานั้นอย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่ไม่สามารถแก้ไขได้) เขาก็ควรจะรู้จักปล่อยวางและยอมรับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตัวเอง และกำจัดความคิดในทางลบเกี่ยวกับตัวเองออกไป

๒. แรงจูงใจ – สอนให้ลูกรู้ว่า กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ ความมีวินัยเพียงอย่างเดียว แต่ แรงจูงใจ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก พ่อแม่ควรสอนให้เขารู้จักสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง ให้เขาได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่จะได้รับเมื่อเขาสามารถทำได้สำเร็จตามเป้าหมาย ลองสอนให้ลูกเริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่สามารถทำสำเร็จได้ไม่ยาก แล้วค่อยๆ พัฒนาไปสู่สิ่งที่ยากและท้าทายความสามารถมากขึ้น

เรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเด็กสมัยนี้มีอยู่น้อยมากๆ เราไม่ค่อยเห็นว่าเด็กสมัยนี้จะอยากทำอะไร (ที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง) ถ้าไม่มีใครมาบอกหรือสั่งให้ทำ และกระทั่งมีคนบอกหรือสั่งให้ทำแล้ว ก็ยังต้องคอยชักจูงชี้นำตลอดเวลา ในความรู้สึกเราพ่อแม่สมัยนี้ กำลังเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเด็กพิการ ต้องคอยปกป้องดูแล ตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้ พ่อแม่อาจจะลืมนึกไปว่า ลูกต้องโตขึ้น พ่อแม่ต้องแก่ตัวลง ไม่สามารถจะอยู่ปกป้องดูแลลูกไปได้ตลอดชีวิต พ่อแม่น่าจะให้เขาได้เผชิญอุปสรรคและความยากลำบากในขณะที่พ่อแม่ยังอยู่คอยช่วยชี้นำเขาได้ ให้เขามีโอกาสได้ฝึกหัด เพื่อที่เขาจะได้พร้อมรับมือกับปัญหาในเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว

๓. นิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง – นี่เป็นปัญหาที่เราแทบทุกคนต้องเจอในฐานะผู้ใหญ่ เพราะแน่นอนว่าย่อมมีบางเวลาที่เราไม่อยากทำงาน รู้สึกเกียจคร้าน ไม่อยากทำงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ อยากจะทำแต่เรื่องสนุกสนาน แต่เราทุกคนก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ พ่อแม่ควรจะสอนให้เขารู้ว่าจะบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ได้อย่างไร อธิบายให้เขาเข้าใจต้นเหตุและผลที่จะตามมาของการผลัดวันประกันพรุ่ง และวิธีการแก้ไข

เรื่องที่ควรจะฝึกตั้งแต่เล็กๆ คือ ความรับผิดชอบในการเรียน (การทำการบ้านหรืออ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ) การแบ่งเวลาระหว่างเรื่องที่เป็นหน้าที่กับเรื่องที่เป็นกิจกรรมเพื่อความสนุกสนานบันเทิง (การเล่นเกมส์ อ่านหนังสือการ์ตูน ดูทีวี หรือเล่นกีฬา) ต้องให้ลูกรู้จักจัดการเวลาอย่างเหมาะสม อย่าปล่อยปละละเลยจนสายเกินไป (อย่าปล่อยให้ลูกเล่นเกมส์หรือดูทีวีจนดึก ทำให้ไม่ได้ทำการบ้านหรือนอนตื่นสายไปโรงเรียนสาย ฯลฯ)

๔. ความรักและศรัทธาอย่างแรงกล้า – หนึ่งในวิธีที่จะประสบความสำเร็จคือ การค้นหาสิ่งที่ตัวเองรักและศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะทำ และทำให้มันเป็นสิ่งที่สามารถเลี้ยงชีพได้ ลูกของคุณอาจจะยังไม่รู้ว่าเขารักที่จะทำอะไรตอนที่เขายังอายุน้อยๆ แต่พ่อแม่ต้องให้โอกาสเขาได้ค้นหาสิ่งที่เขาอยากจะทำ และวิธีที่จะสามารถก้าวไปตามความรักและความฝันของเขาได้

ในบทความต้นฉบับเขาเขียนเรื่องความสำเร็จไว้แค่นี้ แต่เราอยากจะเสริมเรื่อง “ความอดทน” และ “การทำงานหนัก” ไว้ด้วย

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบความสบาย ชอบของฟรี ชอบของที่ได้มาง่ายๆ เวลาที่เราบอกเล่าเรื่องของคนที่ประสบความสำเร็จ เราไม่ค่อยเน้นถึง “หนทาง” ที่แต่ละคนต้องฝ่าฟัน แต่เน้น “ปลายทาง” คือ ความสะดวกสบายหลังจากประสบสำเร็จแล้ว ทำให้ใครๆ ก็อยากจะประสบความสำเร็จ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หลายๆ คนก็พยายามจะหาเคล็ดลับของความสำเร็จ และหวังว่ามันจะต้องเป็นเคล็ดลับที่ง่ายๆ สบายๆ ด้วย

เราว่าความสำเร็จไม่มีเคล็ดลับอะไรเลย ความจริงที่ชัดเจน คือ ต้องมีความอดทน และทำงานหนัก แต่คนมักไม่อยากจะยอมรับความจริงแบบนี้ เพราะมันเหนื่อย มันลำบาก มีแต่คนที่อยากจะประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องลงมือทำ ไม่ต้องทุ่มเท ไม่ต้องอดทน

คนที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คน ล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม อยู่นับครั้งไม่ถ้วน การมีแรงจูงใจ การมีความรักอย่างแรงกล้าในสิ่งที่จะทำ การคิดบวก อาจจะช่วยเรามีแรงที่จะล้มแล้วลุกได้หลายๆ ครั้ง แต่คำตอบสุดท้ายของการไปสู่ความสำเร็จก็คือ ต้องอดทนและทำงานหนัก

อ่านต่อ ตอนที่ ๔ สอนลูกเรื่องสังคม

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๒

ต่อจากตอนที่แล้ว วันนี้มาว่ากันเรื่อง การคิด

สอนลูกเรื่องการคิด

๑. การคิดแบบวิเคราะห์ – เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่โรงเรียนไม่ได้สอน ทุกวันนี้เราถูกสอนให้เป็นหุ่นยนต์ ถูกสอนให้ฟังครูโดยไม่ตั้งคำถาม ถูกสอนให้ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นบอกโดยไม่ต้องคิดมาก ถูกสอนให้เป็นลูกจ้างที่ดีและหุบปากเอาไว้ ถ้าคุณเป็นนายจ้างคุณอาจจะอยากได้ลูกจ้างแบบนี้ และถ้าคุณเป็นนักการเมือง คุณก็อาจจะอยากให้ประชาชนเป็นแบบนี้ แต่คุณอยากให้ลูกของคุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า ให้เขาเป็นเด็กนักเรียน/ลูกจ้าง/ประชาชนที่ไม่รู้จักตั้งคำถาม พาซื่อ ไม่รู้ทันโลก ถ้าคุณคิดอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าไม่ใช่ คุณต้องหัดให้เขาเป็นคนช่างสงสัย ให้เขารู้จักถามว่า “ทำไม” จนเป็นนิสัย และสอนให้เขารู้จักค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง สอนให้เขารู้จักตั้งคำถามกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เพราะคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

ในการสอนให้ลูกรู้จักคิดวิเคราะห์รู้จักตั้งคำถาม พ่อแม่เองต้องเปิดใจกว้างกับความคิดและเหตุผลของลูก ในการกระตุ้นให้กล้าท้าทายอำนาจเหนือกว่าพ่อแม่ก็ต้องพร้อมที่จะโดนท้าทายความคิดด้วยเช่นกัน ต้องสอนให้รู้จักกล้าแสดงความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลไม่ใช่อารมณ์ ต้องมั่นใจในตัวเองแต่ไม่ก้าวร้าว เรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง สอนให้เขายึดมั่นคุณธรรมและความถูกต้อง

๒. การอ่าน - แน่นอนว่าพวกเราถูกสอนให้อ่าน แต่โรงเรียนมักทำให้การอ่านเป็นเรื่องน่าเบื่อ เราควรสอนให้ลูกรู้จักความอัศจรรย์แห่งโลกจินตนาการ สอนให้เขาได้เรียนรู้และเติบโตจากการอ่าน สอนวิธีค้นหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ผ่านอินเทอร์เน็ต และให้เขารู้จักประเมินความน่าเชื่อถือ ใช้เหตุผล และชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงของสิ่งที่เขาได้อ่าน

การอ่านกับการคิดแบบวิเคราะห์เป็นทักษะที่แยกออกจากกันไม่ได้ การอ่านเยอะๆ เป็นการสะสมข้อมูลให้เราสามารถคิดแบบวิเคราะห์ได้ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องใช้การคิดแบบวิเคราะห์ในการอ่านเรื่องต่างๆ ทั้งสองทักษะควรใช้หลักกาลามสูตร ๑๐ ประการ (อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา, อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา, อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ, อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา, อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา, อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา, อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน)

ในบทความต้นฉบับเขาพูดเรื่องการคิดไว้แค่ ๒ อย่าง แต่ความที่เพิ่งจะอ่านเจอกระทู้ในพันทิป เรื่องที่มีคนบ่นว่าเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่มีความรู้แต่ไม่มีความคิด (หรือไม่มีความสามารถในการคิดที่จะเอาความรู้มาประยุกต์ใช้) เขาพบว่าเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ต้องรอให้คนมาบอกว่าจะทำอะไรอย่างไร เราว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนที่น่าจะเสริมเข้าไปในการสอนให้ลูกรู้จักการคิดแบบวิเคราะห์ด้วยเหมือนกัน

นั่นคือ พ่อแม่ควรจะต้องสอดแทรกเรื่องของการประยุกต์ความรู้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันเข้าไปด้วย แต่หลายๆ คนก็อาจจะแย้งว่ามีหลายๆ วิชา (เช่น คณิตศาสตร์ยากๆ หรือ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ) ที่ตัวเองเรียนไป ก็ไม่เห็นจะได้เอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่ คำตอบแบบกำปั้นทุบดินของเราก็คือ มีบางอาชีพที่จะต้องใช้ความรู้ตรงนั้น เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ฯลฯ เราเรียนไปเพราะเรายังไม่รู้ว่าเราจะไปเป็นคนพวกนั้นหรือเปล่าในอนาคต เพราะฉะนั้นก็เรียนไว้ก่อน

แต่ถ้าเจอลูกย้อนกลับมาว่า มั่นใจว่าคงไม่ได้มีอาชีพที่ต้องใช้วิชาเหล่านั้นแหงๆ แล้วจะเรียนไปทำไม ก็ตอบ(กำปั้นทุบดินอีกที)ไปว่า หลายๆ ครั้งเราก็ต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ ไม่ต้องการทำ เพราะมันเป็นหน้าที่ มันเป็นความรับผิดชอบ มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำในฐานะนักเรียน เป็นการฝึกตนเองเพื่อสร้างวินัยเพื่อให้เราโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญที่มีความรับผิดชอบ :)

ส่วนในเรื่องที่บ่นกันว่าเด็กสมัยนี้ต้องให้มีคนคอยบอกตลอดเวลาว่าต้องทำอะไรอย่างไร เราคิดว่าเป็นผลมาจากการที่พ่อแม่ไม่ให้ลูกได้มีโอกาสฝึกการคิดแบบวิเคราะห์ แต่สอนให้ลูกเป็นหุ่นยนต์ ซึ่งอาจจะเป็นการทำไปแบบไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้าลูกเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่พ่อแม่วางแผนทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว คอยแก้ปัญหาให้หมดทุกอย่าง ลูกก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย การจะที่ลูกจะสามารถคิดอะไรๆ เองได้ โดยไม่ต้องมีคนคอยบอก พ่อแม่ต้องมีเรื่องให้เขารับผิดชอบบ้าง ให้เขาได้เผชิญปัญหา และแก้ปัญหาเอง บางครั้งพ่อแม่ต้องทนที่จะเห็นลูกล้มเหลว ผิดหวัง ลำบากบ้าง เพราะนั่นคือชีวิตจริงที่ลูกจะต้องเจอเมื่อเขาโตขึ้น

อ่านต่อ ตอนที่ ๓ สอนลูกเรื่องความสำเร็จ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๑

เราไปอ่านเจอบทความเรื่อง “๒๗ ทักษะที่ลูกควรรู้แต่ไม่ได้เรียนในโรงเรียน” (27 Skills Your Child Needs to Know that She's Not Getting In School) จากบล็อก The Best Article Everyday

เราว่าพ่อแม่สมัยนี้ส่วนใหญ่เลี้ยงลูกแบบทุ่มเทจัดการชีวิตให้หมดทุกอย่าง ลูกไม่ต้องรับผิดชอบไม่ต้องเอาใจใส่เรื่องอะไรเลยจนกว่าจะเรียนจบ ทำให้เด็กสมัยนี้เคยชินกับการมีคนทำอะไรให้ทุกอย่าง พ่อแม่กลัวลูกลำบาก กลายเป็นพ่อแม่สอนให้ลูกเป็นคนรักสบาย โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ ได้มาฟรีๆ พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้จักรับผิดชอบชีวิตตัวเองตั้งแต่เล็กๆ ให้ความรับผิดชอบที่เหมาะกับวัยของเขา ไม่ใช่รอให้เรียนจบมหาวิทยาลัยหรืออายุ ๒๕ ปี แล้วเพิ่งมานึกได้ว่าถึงเวลาลูกต้องรับผิดชอบตัวเองแล้ว

เด็กต้องค่อยๆ เติบโต ไม่ใช่นอนหลับไปแล้วพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เลย เด็กที่ไม่เคยทำอะไรมาเลยตลอดชีวิต เรียนจบมหาวิทยาลัย ต้องเริ่มทำงานหาเงิน ต้องเริ่มรับผิดชอบตัวเอง ก็ไม่พร้อมที่จะทำ บางคนก็ดิ้นรนทำไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ แต่บางคนไม่มีความอดทน-ไม่มีความรับผิดชอบมากพอ ก็ซื้อเวลาโดยการไปเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอก หรือกลายเป็นคนจับจด กลายเป็นคนล้มเหลว ฯลฯ

พ่อแม่ส่วนใหญ่ไปมุ่งมั่นที่ตระเตรียมสิ่งของทางวัตถุให้กับลูก แล้วก็โยนเรื่องสำคัญๆ อย่างการ “สอนลูกให้เป็นคน” ไปให้ครู โยนเรื่องการ “ดูแลปกป้องลูก” ให้กับรัฐ แต่ความจริงก็คือพ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก อบรมสั่งสอนโดยการทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก เป็นคนที่จะต้องสอนบทเรียนชีวิตต่างๆ ให้ลูก พ่อแม่ดำเนินชีวิตอย่างไร ลูกก็ทำตามอย่างนั้น

ในบทความที่เราอ่านเจอ เขาแบ่งทักษะที่พ่อแม่ควรจะสอนลูก (เพราะโรงเรียนไม่ได้สอน) ออกเป็น ๖ กลุ่ม คือ การเงิน การคิด ความสำเร็จ สังคม เรื่องในชีวิตประจำวัน และความสุข

เราว่าอ่านดูแล้วก็น่าสนใจดี หลายๆ ข้อเป็นลักษณะนิสัยที่พ่อแม่ควรปลูกฝังให้กับลูก แต่หลายๆ ข้อก็เป็นแค่เรื่องที่พวกเขาจะต้องทำเวลาที่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ คนเขียนก็แนะนำเหมือนที่เราเขียนไปข้างบนว่า การสอนเรื่องเหล่านี้ให้ลูก ไม่ใช่สอนเขาโดยการบอกการสั่งหรืออ้างตำรา แต่พ่อแม่ควรทำตัวเป็นตัวอย่างให้กับลูก ควรจะพูดคุยกับเขา และให้เขาได้ทดลองลงมือทำจริงๆ

เราเอาหัวข้อกับแนวความคิดที่เขาเขียนมา บางทีก็เพิ่มเติมความเห็นของเราเข้าไป บางทีก็ตัดส่วนที่เราไม่เห็นด้วย หรือส่วนที่ไม่น่าจะเข้ากันได้กับวัฒธรรมไทยออกไป วันนี้ว่ากันเรื่อง “การเงิน” แล้วจะค่อยๆ ทยอยเขียนเรื่องอื่นต่อไป ใครที่อยากจะอ่านต้นฉบับจริง ก็คลิกตามลิงก์ข้างบนไปอ่านได้เลย (อ่านต้นฉบับอาจจะดีกว่า เพราะคนเขียนน่าจะมีและวุฒิภาวะมากกว่าเรา และอคติน้อยกว่าเรา :P)

สอนลูกเรื่องการเงิน
๑. การออม – กฎง่ายๆ คือ “ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้” แต่กระทั่งผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยก็ไม่เข้าใจกฎนี้ หรือเข้าใจแต่ทำไม่ได้ พ่อแม่ควรสอนลูกให้รู้จักเก็บเงินค่าขนมหรือเงินที่หามาได้ส่วนหนึ่งไว้ในธนาคารตั้งแต่ยังเล็กๆ สอนให้ลูกตั้งเป้าหมายในการออม ต้องออมเงินให้ได้ตามเป้าหมาย ก่อนที่จะเอาเงินไปใช้หรือซื้ออะไรที่เขาอยากได้

๒. การทำบัญชีรายรับรายจ่าย – กระทั่งพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังลำบากและทุกข์ใจกับเรื่องนี้ เพราะเราขาดความเข้าใจและทักษะที่จำเป็นในการทำให้การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องง่าย พ่อแม่อาจจะรอให้ลูกเข้าสู่วัยรุ่นก่อนแล้วค่อยสอนเรื่องนี้ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องดี เพราะมันจะแสดงให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไมคณิตศาสตร์พื้นฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เราอาจจะไม่ต้องคาดหวังให้ลูกบันทึกรายรับรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ แต่อย่างน้อยจะต้องให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่าตัวเองจับจ่ายใช้สอยเงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง ใช้จ่ายในเรื่องที่สมควรหรือไม่ ใช้จ่ายเกินตัวหรือเปล่า พ่อแม่น่าจะได้อาศัยการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเครื่องมือในการสร้างวินัยในการใช้เงินให้กับลูก

๓. การชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ – ลองเอาใบเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในบ้านให้ลูกไปชำระ และบอกให้เขาจ่ายเงินภายในเวลาที่กำหนด สมัยนี้อาจจะสอนลูกทั้งการจ่ายเงินจริงๆ หรือชำระเงินออนไลน์ สอนให้เขารู้จักเทคนิคที่จะช่วยให้ชำระเงินค่าใช้จ่ายภายในกำหนดเวลา เช่น พยายามจ่ายเงินทันทีที่ได้รับใบเรียกเก็บเงิน หรือใช้ระบบหักบัญชีอัตโนมัติ การหัดให้ลูกไปชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังอาจจะช่วยให้ลูกได้รู้คุณค่าของเงิน และเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบ้านที่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ

๔. การลงทุน – พ่อแม่สมัยนี้มักสอนให้ลูกใช้เงินก่อนสอนให้ลูกหาเงิน สอนให้เขารู้ว่าการลงทุนคืออะไรและสำคัญอย่างไร ให้เขาเรียนรู้ว่าลงทุนอย่างไรและมีวิธีใดบ้าง สอนให้เขารู้จักหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน ให้รู้ว่าการลงทุนทำให้เงินงอกเงยขึ้นอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะเริ่มสอนลูกในช่วงวัยรุ่น

๕. หนี้และบัตรเครดิต - เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับผู้ใหญ่จำนวนมาก พ่อแม่ควรสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบการเงินของตัวเอง อย่าสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น และถ้าจำเป็นก็อย่ามีหนี้เกินตัว สอนให้เขารู้จักข้อดีข้อเสียของบัตรเครดิต รู้จักใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธีและมีความรับผิดชอบ

๖. การเกษียณ – คำถามที่คนมักจะถกเถียงกันคือ “เราควรจะทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพี่อเก็บเงินก้อนใหญ่ตามเป้าหมายแล้วเกษียณ หรือจะทำงานและหยุดพักเป็นช่วงๆ” นี่เป็นเรื่องที่แต่คนจะเลือกตามความพอใจ แต่พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้และเข้าใจทางเลือกเหล่านี้ เข้าใจว่าแต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียอะไร พวกเขาควรเรียนรู้ว่าทำไมการลงทุนเพื่อการเกษียณตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเป็นสิ่งสำคัญ สามารถคำนวณความแตกต่างของดอกผลที่จะงอกเงยขึ้นจากดอกเบี้ยทบต้น

๗. การบริจาคเพื่อการกุศล – สอนให้เขารู้จักการแบ่งเงินส่วนหนึ่งเพื่อการกุศล และพยายามทำให้เขารู้จักบริจาคเป็นนิสัย เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความรับผิดชอบในทางการเงินเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย พ่อแม่ต้องน่าจะสอนให้เขารู้จักเสียสละทั้งเวลาและเงินทองเพื่อการกุศล

อ่านต่อ ตอนที่ ๒ สอนลูกเรื่องการคิด
อ่านต่อ ตอนที่ ๓ สอนลูกเรื่องความสำเร็จ
อ่านต่อ ตอนที่ ๔ สอนลูกเรื่องสังคม
อ่านต่อ ตอนที่ ๕ สอนลูกเรื่องในชีวิตประจำวัน
อ่านต่อ ตอนที่ ๖ (จบ) สอนลูกเรื่องความสุข

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์