แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โทรทัศน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โทรทัศน์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไข่ปลอมจากจีน - อิทธิพลของอินเทอร์เน็ต กับ จรรยาบรรณของสื่อ

วันนี้ข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเป็นข่าวเกี่ยวกับไข่ปลอมที่ระบาดในเมืองจีน เราไม่ได้อ่านข่าวนี้ แต่ฟังทางวิทยุตอนขับรถมาทำงานตอนเช้า ได้ยินปุ๊บก็ร้อง ฮ้า!! อยู่ในใจ ทำไข่ปลอมขายเนี่ยนะ... (พอดีขับรถอยู่คนเดียวอ่ะนะ จะร้องฮ้า!! ดัง ๆ ก็ไม่รู้จะร้องให้ใครฟัง แค่ร้องในใจก็พอแล้ว อิอิ)

เราเข้าใจได้ว่าเมืองจีนชอบทำของปลอมออกมาขาย ทำของแบรนด์เนม อิเล็คทรอนิกส์ต่าง ๆ ปลอมก็มีเหตุผลดี เพราะของจริงราคาแพงเพราะค่าแบรนด์หรือค่าดีไซน์ ต้นทุนที่เป็นวัตถุดิบไม่แพง คนจีนทำปลอมมาขายก็ได้กำไรดี แต่ไข่เป็นสินค้าเกษตร ราคาขายปกติก็ไม่ได้แพงอยู่แล้ว จะปลอมไปทำเบื๊อกอะไร?

ฟังแล้วเราไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าเห็นเรื่องนี้ทางอินเทอร์เน็ต เราก็ฟันธงไปเลยว่านี่มัน hoax (เรื่องโกหกชัด ๆ) แต่พอนสพ.ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยเอามาลงข่าวหน้าหนึ่ง เราก็ต้องหาข้อมูลซะหน่อย เครื่องมือในการตามล่าหาความจริงของเราก็คืออินเทอร์เน็ตกับพี่กูเกิ้ลนั่นแหละ

เราเจอว่าข่าวคล้าย ๆ กันนี้ เป็นข่าวที่ลงในเว็บข่าวของสนุก (Sanook!) ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒๐ ก.ค. โดยอ้างข้อมูลจาก The Standard (www.thestandard.com.hk) กับ China.org.cn

เราตามลิงก์ไปที่ The Standard ก็เจอว่าเขาลงเรื่องนี้ตั้งแต่ ๑๗ ก.พ. ๒๐๐๙ ส่วน China.org.cn อ้างไปถึงข่าววันที่ ๒๔ ก.พ. ๒๐๐๙ ของ Xinhua News Agency สาวไปได้แค่นี้ก็ต้องหยุด เพราะไม่มีแหล่งอ้างอิงอะไรเพิ่มเติม เพราะเขาก็อ้างกันไปอ้างกันมาวนเวียนกันอยู่อย่างนั้น

เราไม่สามารถหาอะไรมาหักล้างได้เต็ม ๆ ว่าข่าวนี้เป็นเรื่องโกหก แต่เว็บข่าวของจีน ๓-๔ แห่งนั่นก็ไม่ทำให้เรารู้สึกเชื่อได้สนิทใจว่าเป็นข่าวจริง ที่สุดท้ายเราขอฟันธงว่านี่เป็นเรื่องโกหก เพราะ

๑. ข่าวนี้เอามาจากเว็บจีนตั้งแต่เดือน ก.พ. ทำไมใช้เวลาตั้ง ๖ เดือนถึงมาดังในเมืองไทย

๒. ในข่าวจากนสพ.เขาบอกว่าต้นทุนไข่ปลอมแค่ไม่ถึง ๒๐ สตางค์ แต่ราคาขายประมาณ ๑-๑.๒ บาท โอ้ว... กำไรตั้งฟองละบาท โอเคคิดว่าเมืองจีนมีประชากรเยอะ การบริโภคไข่ก็น่าจะเยอะกว่าไทย แต่ต้องขายซักกี่ฟองดีล่ะถึงจะคุ้มค่าปลอมไข่ พันฟอง หมื่นฟอง แสนฟอง? เราดูวิธีการทำไข่ปลอม (ที่ในข่าวเขาบอกว่ามีให้ดูเกลื่อนอินเทอร์เน็ต) มันเสียเวลาและแรงงานน่าดู กว่าจะได้ไข่ไก่ปลอมซัก ๑ ฟอง

๓. เราเสิร์ชเจอว่า ฟอร์เวิร์ดเมลเรื่องการทำไข่ปลอมในเมืองจีนเป็นเรื่องโกหก!!! โดยข่าวลือเกี่ยวกับไข่ปลอมทำนองนี้เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งกะปี ๒๐๐๔ โดยอ้างจากสำนักข่าวซินหัว ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่าถ้าเอาไข่ไปปรุงก็จะรู้ทันทีว่าเป็นไข่ปลอม แต่ฟอร์เวิร์ดเมลเวอร์ชั่นหลัง ๆ ไข่ปลอมก็พัฒนาขึ้น จนใกล้เคียงกับไข่จริงมากจนกระทั่งกินเข้าไปแล้วก็ยังแยกแทบไม่ออก (ไข่ปลอมพัฒนา หรือข่าวโกหกพัฒนา??)

เราได้บทเรียนอะไรจากข่าวนี้?? ก็จากชื่อหัวข้อนั่นเลย... สมัยนี้อินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลมาก มากขนาดสามารถวิวัฒนาการวิธีปลอมไข่ให้ก้าวหน้ามากขึ้น เอ้ย... มากขนาดทำให้คนเชื่อเรื่องอะไรต่ออะไรโดยไม่ใช้การวิเคราะห์ ทั้งที่หลาย ๆ เรื่องมันไร้ความน่าเชื่อถือสิ้นดี

นอกจากนี้สื่อมวลชนก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะสามารถจะนำเสนอข้อมูลที่ได้จากอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องพินิจพิเคราะห์ ไม่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ไม่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เป็นผู้ที่สามารถใช้ความสามารถของอินเทอร์เน็ตและคำสั่ง copy & paste ได้เต็มศักยภาพ (แต่ไร้ประสิทธิภาพ ไร้คุณภาพ และไร้ความรับผิดชอบ) ที่สุด

นี่ไม่ใช่กรณีแรกที่สื่อมวลชนกระแสหลักถูกข่าวโกหกจากอินเทอร์เน็ต หลอกให้เชื่อจนเสียเครดิต (เอ... แต่ที่จริงเขามีเครดิตกันด้วยเหรอฮะ???) ที่เราจำได้แม่น ๆ ก็ตอนที่รายการทีวีตอนเช้าที่มีสาว ๆ หลาย ๆ คนมาเล่าเรื่องมีสาระบ้างไร้สาระบ้างให้คนฟัง ก็เคยพลาดท่าประกาศว่า ขวดใส่น้ำที่ทำด้วยพลาสติกเพ็ท เอามาใช้ซ้ำ ๆ แล้วจะทำให้เป็นมะเร็ง พูดกันซะจนคนกลัวขี้หดตดหาย ต้องวิ่งแจ้นไปซื้อขวดพลาสติกอย่างอื่นมาใส่น้ำแทน (เอ... แล้วพลาสติกแบบอื่น มันไม่เป็นมะเร็งหรือไง?) สุดท้ายต้องมีคุณหมอมาเตือนสติว่า เรื่องจริงมันคืออะไร

สรุปว่าอย่าคิดว่า อินเทอร์เน็ตคือพระเจ้า และอย่าคิดว่าสื่อมวลชนจะเชื่อถือได้... สุดท้ายแล้วที่พึ่งได้ที่สุด ก็คือ สติและปัญญาของตัวเราเอง

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

เด็กพิเศษ กับ หนังสือคลาสสิก 5 เล่ม

วันก่อนดูรายการ “หนึ่งในพระราชดำริ” ทางโมเดิร์นไนน์ ตอน “เด็กพิเศษ” ซึ่งหมายถึงเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่เด็กอัจฉริยะ เด็กสมาธิสั้น เด็กออทิสติก เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้ (LD - Learning Disability) เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม ฯลฯ

พ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ลูกสามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป ซึ่งคุณหมอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กพิเศษบอกว่า ถ้าพ่อแม่ยอมรับว่าลูกมีปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ หมอก็จะสามารถแนะนำวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยเด็กได้

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความรักและความเอาใจใส่ของพ่อแม่ เพราะต่อให้หมอที่เก่งแค่ไหน นักกิจกรรมที่มีความสามารถแค่ไหน แต่คนที่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดก็คือพ่อแม่ นอกจากนี้พ่อแม่ยังต้องให้เวลา อย่าคิดว่าการเลี้ยงลูกที่เป็นเด็กพิเศษคือการวิ่งร้อยเมตร จะสปีดให้ถึงเส้นชัย มันเป็นไปไม่ได้ ให้นึกว่าเป็นการวิ่งมาราธอน ไม่ต้องสปีด แต่ก็ต้องไม่หยุดวิ่ง...

ในรายการบอกว่าปัจจุบันเด็กที่อยู่ในวัยเรียนมีประมาณ 10 ล้านคน มีเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษอยู่ไม่น้อย โดยมีเด็ก LD ประมาณ 6 แสน - 1 ล้านคน เด็กสมาธิสั้นประมาณ 5 แสน และเด็กออทิสติกอย่างน้อย 5 หมื่นคน หมายความว่าอย่างต่ำ ๆ มีเด็กพิเศษประมาณ 1 ล้านกว่าคน หรือในเด็กทุก ๆ 10 คน จะมีเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ 1 คน

จำนวนตัวเลข 1 ใน 10 อาจจะทำให้พ่อแม่วิตกกังวลว่าลูกตัวเองจะมีปัญหา แต่สิ่งที่พ่อแม่น่าจะวิตกกังวลมากกว่าก็คือ เด็กธรรมดาที่พ่อแม่ปล่อยให้ดูทีวี-เล่นเกมจนติด จะแสดงลักษณะและอาการคล้ายกับเด็กพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการมีพัฒนาการด้านการพูดและการสื่อสารที่ช้ากว่าปกติ การไม่ชอบสังคม การจัดการกับอารมณ์ของตัวเองไม่ได้ นี่ก็ตรงกับที่เราเคยเล่าเรื่องเด็กติดทีวีที่ได้ดูในรายการจุดเปลี่ยน

สรุปว่าพ่อแม่คงต้องตระหนักด้วยว่าควรจะเลี้ยงลูกกันอย่างไรถึงจะป้องกันไม่ให้ลูกที่เป็นเด็กปกติ กลายเป็นเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ “การสร้างวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกด้วยหนังสือ” อย่างในบทความ พัฒนาเด็กด้วยหนังสือ การลงทุนเพื่ออนาคต ของมูลนิธิซิเมนต์ไทย ที่ก็อปปี้มาโพสต์ไปเมื่อวันก่อนน่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เห็นผลแล้วเป็นรูปธรรม



หนังสือภาพ 5 เรื่องเอกของโลก

หลังจากที่เราโพสต์เรื่องพัฒนาเด็กด้วยหนังสือไป ก็มีคนบอกว่าเคยได้ยินว่ามูลนิธิซิเมนต์ไทยแนะนำหนังสือภาพคลาสสิกสำหรับเด็ก 5 เล่ม แต่ไม่รู้ว่าคืออะไรบ้าง เราเสิร์ชเจอแล้วก็ส่งลิงก์ไปให้ แต่พอดีเพื่อนเราที่มาโพสต์คอมเมนต์ไว้ก็พูดถึงเหมือนกัน เราคิดว่าคงมีประโยชน์กับหลายคน เลยก็อปปี้มาโพสต์ไว้ตรงนี้ด้วย

1. แมวล้านตัว (Million of cats)
เรื่องและภาพโดย แวนดา ก๊อก
แปลโดย ชีวัน วิสาสะ
ราคา 40 บาท
“แมวล้านตัว” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2498 และยังคงได้รับการตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องถึงทุกวันนี้ นับว่าเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กที่มีอายุยืนที่สุดของอเมริกาที่ยังมีการตีพิมพ์อยู่ในปัจจุบัน ภาพต้นฉบับใช้หมึกดำสีเดียว ลายเส้นประณีตและงดงามมาก แมวล้านตัวได้รับการตีความมากมาย ทั้งทางปรัชญา ศาสนา การใช้ชีวิต ความโลภ เสียดสี เหน็บแนม ความเห็นแก่ตัว และความไร้เดียงสาของมนุษย์ รวมถึงนิยามความเป็นมนุษย์และความงามอันหลากหลาย

2. เดินเล่นในป่า (In the forest)
เรื่องและภาพโดย มารี ฮอลล์ เอ็ตส์
แปลโดย อริยา ไพฑูรย์
ราคา 40 บาท
“เดินเล่นในป่า” มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นตามสไตล์ของ มารี ฮอลล์ เอ็ตส์ คือการใช้ดินสอเพื่อให้ได้ภาพที่ดูอบอุ่นและอ่อนโยน หนังสือของเธอทำให้ผู้ใหญ่จำนวนมากที่เคยเชื่อว่าหนังสือเด็กจะต้องมีสีสันมากมายนั้นต้องเปลี่ยนความคิดไป เพราะหลายเล่มได้รับการพิสูจน์แล้วว่าหนังสือสำหรับเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องมีสีสันสดเจิดจ้าเสมอไป ถ้าหนังสือเล่มนั้นสามารถสื่อสารกับเด็ก ๆ ได้ด้วยเรื่องและภาพที่ดี

3. คอร์ดูรอย (Corduroy)
เรื่องและภาพโดย ดอน ฟรีแมน
แปลโดย อัจฉรา ประดิษฐ์
ราคา 50 บาท
“คอร์ดูรอย” พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. 2511 ด้วยเทคนิคภาพพิมพ์แกะไม้ (wood cut) และลงสีน้ำ ทำให้ภาพดูเคลื่อนไหว มีอารมณ์ และน่าตื่นเต้น กระทั่งได้รับการกล่าวอย่างชื่นชมว่า ไม่มีใครแกะไม้ให้ตัวละครมีหน้าตาเกลี้ยงเกลาและแสดงอารมณ์ได้มากเท่าภาพตัวละครในหนังสือเล่มนี้

4. มีหมวกมาขายจ้า (Caps for sale)
เรื่องและภาพโดย แอสไฟร์ สโลบ็อดกินา
แปลโดย ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลสวัสดิ์
ราคา 70 บาท
“มีหมวกมาขายจ้า” เป็นนิทานเก่าแก่ของอินเดีย ถูกนำมาทำเป็นหนังสือภาพสำหรับเด็กครั้งแรกเมื่อเกือบ 70 ปีมาแล้ว และยังคงติดอันดับขายดีจนถึงปัจจุบัน แอสไฟร์ สโลบ็อดกินา เป็นศิลปินนักออกแบบสามารถทำภาพประกอบได้อย่างมีชีวิตชีวาและมีอารมณ์ขัน การออกแบบฉากและตัวละครให้ดูใกล้ชิดกับเด็ก ๆ

5. เมล็ดแคร็อท (The Carrot Seed)
เรื่องและภาพโดย รัธ เคิร์ส และ คร็อคเก็ท จอห์นสัน
แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ
กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการจัดพิมพ์ (8 ก.ค. 51)
“เมล็ดแคร็อท” เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่าเรื่องง่าย ๆ ใช้คำเพียง 101 คำ แต่มีความลึกซึ้ง เนื้อหาของเรื่องทำให้เด็ก ๆ สามารถเข้าใจคำว่า “อดทน รอได้” เป็นอย่างดี Maurice Sandak เจ้าของเรื่อง ดินแดนแห่งเจ้าตัวร้าย ยกย่องหนังสือเล่มนี้เอาไว้ว่า “หนังสือภาพเล่มนี้สมบูรณ์แบบจนเรียกว่า เป็นบรรพบุรุษของหนังสือภาพทุกเล่มในสหรัฐอเมริกาก็ว่าได้ มันคือการปฏิวัติเล็ก ๆ ของหนังสือเล่มหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของการพิมพ์หนังสือภาพสำหรับเด็กไปตลอดกาล”

รูปและข้อมูลมาจากมูลนิธิซิเมนต์ไทย http://www.scgfoundation.org/update/2008-07-17/

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2551

คนดูไทยไร้การศีกษา

คราวก่อนโน้นที่เราเขียนเรื่องจัดเรทติ้งทีวีไทย ก็มีความเห็นต่อเนื่องจากการเสวนาระหว่างกรรมการจัดเรทติ้งกับผู้ทำรายการทีวีและผู้จัดละคร ทางคนดูบ่นว่าละครไทยน้ำเน่าและไร้ความสมจริง พระเอกนางเอกไปขึ้นเขาลงห้วย หน้าตาก็ยังขาวผ่อง ชุดสวยปิ๊งตลอด ตัวร้ายวันๆ ก็ไม่ทำงานการอะไร เอาแต่ด่านางเอกกับหาวิธีแย่งพระเอก คนจัดละครก็มาแก้ตัวว่า ตัวร้ายในละครมีอาชีพไม่ได้ เพราะ ถ้าตัวร้ายทำอาชีพอะไร ก็จะมีบุคคลในอาชีพนั้นๆ ออกมาประท้วงว่า อาชีพนั้นๆ ไม่ได้ร้ายอย่างในละคร

เราฟังแล้วก็ขำปนอนาถใจ นี่คนดูทีวีไทยจะปัญญาตื้นเขินขนาดที่จะไม่รู้เลยเหรอว่ามันคือละคร ไม่ใช่เรื่องจริง เราคิดว่าคนดูทีวีมีความรู้ความคิดพอจะตัดสินได้ว่า คนดีคนชั่วมีอยู่ทั่วไปทุกอาชีพ ภาพที่เห็นในละครก็เป็นแค่เรื่องสมมติ ละครก็ต้องใส่สีสันให้มันหวือหวาเกินจริงมันถึงจะมันส์... (แต่บางทีเรื่องจริงก็มีสีสันยิ่งกว่าละครนะ อย่ากรณีรถมินิคูเปอร์ หรือเรื่องนางแบบเป็นเพื่อนกับลูกนักการเมืองที่มีภรรยาแล้วนั่นไง!)

ทางวงการหนังก็วิพากษ์วิจารณ์กันหนักตอนที่คุณลัดดา ตั้งสุภาชัย (ผอ.กลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม) ออกมาพูดเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์หนังว่า “คนดูหนังส่วนใหญ่ไร้การศึกษา” ถึงต้องมีการเซ็นเซอร์ฉากโป๊ ทำโมเสคบังขวดเหล้า บุหรี่ มีดปืน และอบายมุขทั้งหลาย ดูดเสียงด่าทอ และเซ็นเซอร์ฉากที่ไม่เหมาะสมออกไป (ต่อเนื่องจากการเซ็นเซอร์ฉากพระเล่นกีตาร์ในหนัง แสงศตวรรษ ของคุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กับฉากชิซุกะอาบน้ำในการ์ตูนโดเรมอน)

เราฟังแล้วก็อนาถใจอีกรอบ ที่เขาคิดว่าคนดูหนังไทยจะตื้นเขิน ไร้ความคิดขนาดต้องให้ “คนมีการศึกษา” อย่างคุณลัดดาหรือกรรมการเซ็นเซอร์หนังคอยช่วยตัดสินให้ว่าอันนี้มันไม่ดีงาม ต้องตัดทิ้งหรือเอาโมเสคมาบัง

แล้วความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมมันขึ้นอยู่กับอะไร (ขึ้นอยู่กับ “ความรู้สึก” ของคนบางกลุ่มหรือเปล่า ถ้าเรามองย้อนไปอีกวงการหนึ่ง ในเรื่องภาพเขียนภิกษุสันดานกา) และการมองไม่เห็นขวดเหล้า แต่รู้ว่ากำลังกินเหล้า การไม่เห็นปืน แต่รู้ว่าโจรกำลังจะจ่อขมับยิงเผาขน มันช่วยแก้ปัญหาศีลธรรม, อบายมุข และความรุนแรงตรงไหน?

วันนี้มีข่าวสหภาพแรงงานของการบินไทยกับตัวแทนแอร์โฮสเตส ออกมาโวยให้ยุติการฉายละครเรื่อง “สงครามนางฟ้า” เพราะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแอร์โฮสเตส

เราไม่ได้ดูละครเรื่องนี้แต่พอจะรู้เรื่องจากที่ฟังคนอื่นเล่า ประมาณว่าเป็นเรื่องของแอร์โฮสเตสที่ไปชอบกับผู้ชายที่มีภรรยาอยู่แล้ว ผู้ชายเลิกกับภรรยาไม่ได้ แอร์โฮสเตสจึงไปแต่งงานกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง แต่ต่างฝ่ายต่างก็ยังตัดใจจากกันไม่ได้ สุดท้ายก็นอกใจคู่สมรสของตัวเอง เป็นละครน้ำเน่าเมียน้อยเมียหลวงที่แสนจะไม่สร้างสรรค์ ไม่เหมาะกับศีลธรรมอันดีงามของไทย (แต่เราก็ไม่เห็นว่าจะต่างจากละครเรื่องอื่นๆ) และมีฉากด่าทอตบตีแย่งผู้ชายกันดุเดือด (แต่เราก็ไม่เห็นว่าจะต่างจากละครเรื่องอื่นๆ)

ที่จริงเราว่าละครเรื่องนี้ออกจะดีกว่าละครเรื่องอื่นๆ ด้วยซ้ำ เพราะมีความสมจริงสมจังบ้าง... อย่างน้อยตัวละครในเรื่องก็มีอาชีพ ต้องทำมาหากินอย่างคนทั่วไป แต่โชคร้ายที่ตัวละครดันมีอาชีพแอร์โฮสเตส เลยทำให้พวกแอร์โฮสเตสรับไม่ได้ ต้องออกมาประท้วงว่า พวกแอร์ฯไม่มีการด่าทอ ไม่มีการตบตี แย่งผู้ชายกันแบบนั้นหรอก (คนที่จะตบตีแย่งผู้ชาย ร้ายกาจขนาดแม่ค้าตามตลาดอยากจะเอาเปลือกทุเรียนตบหน้า เป็นแอร์โฮสเตสไม่ได้ ต้องเป็นพวกไม่มีอาชีพ เป็นพวกไม่ทำมาหากินอะไร ต่างหาก!!!)

นี่ขนาดคนที่ได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรี (เป็นอย่างน้อย) ก็ยังแยกไม่ออกระหว่างความเป็นจริงกับความเป็นละคร ที่เขาพูดว่า “คนดูไทยส่วนใหญ่ไร้การศึกษา” เห็นท่าจะเป็นความจริง และคนดูไทยก็คงต้องอาศัยกรรมการเซ็นเซอร์ให้ช่วยตัดฉากที่ไม่เหมาะสม เอาโมเสคมาบังขวดเหล้า, บุหรี่, มีดปืนกันต่อไป

ปล. เราสงสัยว่าในเมื่อพฤติกรรมต่างๆ ที่เห็นกันเจนตาอยู่ในละคร มันไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ขนาดใครๆ ก็ไม่อยากจะให้คนในอาชีพของตัวเองไปกระทำอย่างนั้นแม้แต่ในเรื่องสมมติในละคร รับไม่ได้ขนาดต้องออกมาประท้วงว่าทำให้เสียภาพลักษณ์ แล้วทำไมพวกผู้จัดละครยังจะเอาไปใส่ไว้ในละครกันอยู่ได้? เขาใส่ไปเพราะคนชอบดูหรือ? แล้วถ้าคนดูชอบดู แต่รับไม่ได้ถ้าคนในอาชีพตัวเองประพฤติแบบนั้น มันหมายความว่าอะไร?!?

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ดูแลสุขภาพ

เมื่อคืนดูรายการตาสว่าง เขาเชิญอาจารย์ สาทิสอินทรกำแหง ที่ทำเกี่ยวกับพวกชีวจิตมาออกรายการ พร้อมกับผู้ร่วมรายการอีก 3 คนที่เป็นมะเร็งที่รักษากับอจ.ด้วยแนวทางชีวจิตแล้วหาย

คนหนึ่งเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง บอกว่าก่อนรักษาแบบชีวจิต ทำคีโมไป 2 คอร์ส คอร์สแรกทำเสร็จ (8 ครั้ง) คอร์สที่สองทำได้ถึงครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 นี่แหละ แล้วก็ไม่ทำต่อ เขาบอกว่า ตอนนั้นร่างกายอ่อนแอมากๆ รู้ตัวเลยว่าถ้าทำอีกครั้งต้องตายแน่ๆ เพราะคีโมฆ่าทั้งเซลล์มะเร็ง และฆ่าเขาด้วย

เขาบอกว่าหมอพูดกับเขาว่า “ถ้าคุณมีเรื่องอะไรสำคัญๆ ก็ให้รีบทำนะ” เขาได้ยินแล้วก็นึกในใจว่า “เฮ้ย... แบบนี้มันตายชัดๆ” ก็เลยเลิกคีโม แล้วหันไปหาชีวจิต ตอนนี้อยู่มาได้ 2 ปีกว่าๆ แล้ว เขาไม่ได้ไปตรวจนับเซลล์มะเร็งต่อ แต่รู้สึกสบายดีมากๆ ต่างจากตอนที่ทำคีโมมาก ตอนนั้นทั้งอ่อนแอ ทั้งทุกข์ทรมานจนนึกว่าไม่กลัวตายแล้ว (เพราะตายน่าจะสบายกว่า) ร่างกายแข็งแรงดี สามารถวิ่งมินิมาราธอน 10 กม. ได้สบายๆ

อีกคนหนึ่งเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผ่าตัดออก แล้วต่อมาตรวจเจอว่าว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก ก็ตัดออกแล้วหันมารักษาแบบชีวจิต เขาบอกว่าตอนแรกหมอก็จะให้รักษาโดยทำคีโมเหมือนกัน แต่ลูกๆ บอกว่าไม่ยอม ให้ลองไปรักษาทางชีวจิตดีกว่า สุดท้ายก็หาย อีกคนเป็นมะเร็งที่ลิ้น ตรวจเจอเร็ว ก็รักษาได้ (คนนี้เราไม่ค่อยได้ฟังเขาเล่า เพราะเปลี่ยนช่องกลับไปกลับมา ไม่รู้มากกว่าเขารักษายังไง)

ในรายการเขาไม่ได้คุยลงไปในรายละเอียดการรักษามากนักว่า แต่ละคนต้องทำอะไรบ้าง หรือต้องอึดทนแค่ไหน กว่าจะผ่านวันร้ายๆ กว่าจะหายดีและมีสุขภาพดีแบบนี้ได้ แต่เรามั่นใจว่าคงไม่ง่ายๆ เหมือนการรักษาแผนปัจจุบันที่ใช้ผ่าตัด ให้คีโม ฉายรังสี เพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตและพฤติกรรม ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง - จากหลังเท้าเป็นหน้ามือเลยก็ว่าได้ - แต่เราคิดว่านี่ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ - ถ้าคิดว่าร่างกายและสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต สำคัญมากกว่า เงินทอง ชื่อเสียง ความสุขสบายต่างๆ - คนที่ป่วยน่าจะยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจลงมือทำ อจ.สาทิสเองก็บอกว่า มันก็ไม่ได้ง่าย ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ หรอก

ถึงเราจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกินน้ำอาร์ซี การทำดีท็อกซ์ รำกระบอง ที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่เขาแนะนำให้กับคนที่จะใช้แนวทางชีวจิต (ถามว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วย เราก็ตอบไม่ได้ เพราะเราก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดจริงๆ ว่าเขาทำอะไรยังไง เอาเป็นว่าเป็นความไม่ค่อยเห็นด้วยอันเนื่องมาจากอคติและความโง่เขลาส่วนตัว) แต่คำแนะนำในการดูแลตัวเองที่เขาใช้คีย์เวิร์ดช่วยจำง่ายๆ ว่า “5 เล็ก” กับ “5 ใหญ่” ก็น่าจะเอามาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเรา และช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงได้ในระดับหนึ่ง เขาแนะนำไว้แบบนี้

5 เล็ก เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราเอง ร่างกายของเราเอง คือ 1. การกิน - กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ 2. การนอน - นอนหลับให้สนิท และนอนให้เพียงพอ 3. การทำงาน - ทำงานอย่าเครียด ถ้างานที่เครียด ไม่สนุก ก็ต้องพยายาม มองหามุมมองดีๆ ในงานนั้นๆ จะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข 4. พักผ่อน อันนี้ก็คือ เพื่อลดความเครียดและเหนื่อยล้าจากการทำงาน บางคนอาจคิดว่าต้องเสียเงินเสียทอง ไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด ต่างประเทศ อันนั้นอาจจะดีต่อความคิดและจิตใจ แต่ถ้าจะให้ดีต่อร่างกาย การพักผ่อนง่ายๆ คือ การหายใจให้เต็มปอด ยืดตัวตรง หลังตรง หายใจถูกวิธี ร่างกายจะมีแรง 5. การออกกำลังกาย - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรให้เหงื่อออกและชีพจรเต้น 120 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป เพราะร่างกายจะหลั่งเอ็นดอร์ฟิน และ “โกรธ” ฮอร์โมนออกมา (ไม่ใช่ ฮอร์โมนความโกรธนะ แต่เป็น growth ตะหาก) ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีกำลัง

5 ใหญ่ เป็นเรื่องภายนอก เกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา คือ 1. ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ 2. ใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอดี 3. ใช้ชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และรักกันอย่างพี่น้อง 4. สร้างความเป็นเลิศทางสุขภาพ (หมายถึง ใส่ใจดูแลตัวเอง ไม่ใช่อยากจะแข็งแรงดี ไม่มีโรค แต่ก็ปล่อยไปตามยถากรรม อยากกินอะไรก็กิน ไม่ออกกำลังกาย ฯลฯ) 5. ใช้ชีวิตเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคม ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน (อันนี้เพื่อให้เกิดความผาสุกในบ้านเมืองและประเทศชาติ)

เราว่า ถ้าทุกคนพยายามทำ 5 เล็กได้ เราจะมีประชากรที่มีสุขภาพดี ลดปริมาณเงินทองหรืองบประมาณรัฐที่จะต้องเอาไปใช้รักษาคนป่วย และถ้าทุกคนทำ 5 ใหญ่ให้ได้ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่มีดัชนีความสุขมวลรวมสูงมากๆ

ทีนี้โยงจากเรื่องข้างบนอีกหน่อย พอดีช่วงนี้เป็นช่วงตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัทของเรา คนส่วนใหญ่ไปตรวจแล้วก็ไม่ได้อยู่รอฟังผลตรวจ พอประมาณสัปดาห์หนึ่งเขาก็จะส่งรายงานผลมาให้ที่บริษัท บางคนก็อ่านผลเข้าใจ แต่บางคนก็ไม่รู้เรื่องเลย เรื่องความดัน น้ำตาล โคเลสเตอรอล ฯลฯ แบบนี้บางทีตรวจร่างกายมาแล้วก็ไม่ค่อยได้ผลคุ้มค่าเท่าไหร่ สักแต่ว่าไปตรวจแล้วก็ได้รายงานเป็นเล่มๆ มา

พอดีวันนี้เราได้ฟอร์เวิร์ดเมลเรื่องการดูแลสุขภาพมา เป็น Power Point Presentation เรื่อง “การดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง” โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผอ. ศูนย์แพทย์อาชีวเวชศาสตร์กรุงเทพ เขาสรุปคำอธิบายเกือบทั้งหมดของรายการตรวจสุขภาพประจำปีเอาไว้ มีรายละเอียดดีมากๆ จนเราคิดว่าโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลน่าจะเอาไปพิมพ์แนบกับรายงานการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเป็นความรู้ที่คนที่ตรวจสุขภาพประจำปีควรจะได้รู้

แต่อย่างว่านะ บางคนก็อาจจะไม่สนใจ ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาพสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนหนุ่มๆ สาวๆ และคนที่ยังมีสุขภาพดีอยู่ เราได้ดูโฆษณาของโรงพยาบาล ที่เป็นคนหนุ่มๆ สาวๆ คุยกัน เขาจะบอกว่า ให้แต่งหน้าแต่งตัวให้ดูดี จะได้หาคู่ครองได้ ให้ทำโน่นทำนี่ แต่ไม่เห็นมีใครเตือนให้ดูแลรักษาสุขภาพให้ดี (เหมือนที่เขาบอกว่า แกงจืดจึงรู้คุณเกลือ อ่ะนะ เราจะไม่รู้คุณค่าของสุขภาพดี จนกว่าเราจะไม่มีมันแล้ว อันนี้เรื่องจริงเลย)

กับอีกเรื่องหนึ่งคือ สังคมไทยไม่ใช่สังคมอุดมปัญญา คนไม่ค่อยสนใจจะไขว่คว้าหาความรู้ (บางทีไม่ต้องใฝ่หาด้วย ขนาดป้อนให้ก็ยังไม่รับ) โดยเฉพาะเรื่องที่เรื่องที่มันยุ่งยากซับซ้อน เรื่องที่มีสาระ หรือเรื่องที่ไม่เฮฮาบันเทิง ทั้งๆ ที่บางเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราโดยตรง แต่พอเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเรา (เรียกง่ายๆ ว่า เรื่องของชาวบ้าน) กลับสนใจและอยากรู้มากเป็นพิเศษ อ้าว... ออกนอกเรื่องไปโน่นได้ไงแฮะ เอาเป็นว่าใครอยากเข้าใจว่า คำศัพท์ต่างๆ ที่เห็นในรายงานตรวจสุขภาพมีความหมายและความสำคัญยังไง ดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่นี่เลย

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ภัยจากจอสี่เหลี่ยม

เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ได้ดูรายการ “จุดเปลี่ยน” ทางช่อง ๙ เขาเอาปัญหาเด็กติดทีวีมาให้ดู โอ้โห... ดูแล้วหนาว!!!

เขามีสถิติและความเชื่อผิดๆ ของพ่อแม่เกี่ยวกับทีวี บอกว่าเด็กๆ ดูทีวีกันเฉลี่ยวันละประมาณ ๔ ชั่วโมง (มีบางคนที่ดูเยอะๆ ถึง ๗-๘ ชั่วโมงด้วยซ้ำ) ประมาณว่ากลับจากโรงเรียนก็ดูทีวี พ่อแม่บอกว่าปล่อยให้เด็กดูทีวี เพื่อที่พ่อแม่จะได้มีเวลาไปทำอะไรๆ อย่างอื่น เช่น ทำงาน ไม่ต้องคอยเฝ้า ใช้ทีวีเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แถมพ่อแม่บางคนคิดว่า ลูกดูทีวีจะช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น เด็กเล็กๆ ดูทีวี จะได้รู้จักพูดได้เยอะๆ ฯลฯ

แล้วเขาก็ให้เรารู้จักเด็กที่ติดทีวีอย่างหนัก ชื่อน้องโอเว่นอายุประมาณ ๕ ขวบ อยู่กับอาม่าที่ต้องทำงานทั้งวัน ก็เลยเปิดทีวีให้น้องโอเว่นดู น้องจะได้ไม่กวนเวลาทำงาน ปรากฏว่าน้องโอเว่นติดทีวีอย่างหนัก ขนาดเวลาปิดทีวีปุ๊บ น้องร้องไห้ลงไปดิ้นที่พื้น เขาไปคุยกับครูของน้องโอเว่นที่โรงเรียน พาน้องโอเว่นไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพและพัฒนาการ

พบว่ามีพัฒนาการโดยรวมช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน การพูด ก็เพิ่งพูดได้แค่เป็นคำๆ ไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น (เวลาไปโรงเรียนก็จะไปเล่นคนเดียว ไม่ชอบเล่นกับเพื่อน) มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ โวยวาย ร้องไห้รุนแรง (โดยเฉพาะเวลาปิดทีวี)

วิธีการที่หมอแนะนำให้แก้ไข (ก่อนจะสายเกินไป) ก็คือ จำกัดการดูทีวี ให้อาม่าพูดคุยกับน้องโอเว่นมากขึ้น เล่นกับน้อง ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น สอนอ่านเขียนหนังสือ เวลาผ่านไป ๒ เดือน น้องโอเว่นหายก็ติดทีวีได้ แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกเพื่อไล่ให้ทันเพื่อนๆ ในด้านพัฒนาการต่างๆ ทางสังคม โชคดีที่น้องโอเว่นได้รับการรักษาก่อน ถ้าปล่อยไว้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป

นี่แค่การดูทีวีเฉยๆ นะ ดูแต่รายการที่คนทั่วไปคิดว่าไม่มีพิษมีภัย อย่างการ์ตูน โฆษณาต่างๆ ยังไม่ได้มีเนื้อหาพะเรทติ้งที่สุ่มเสี่ยงอะไรเลย ยังก่อผลร้ายขนาดนี้ แต่พวกที่ทำรายการทีวีไม่สร้างสรรค์ก็ยังออกมาเถียงคอเป็นเอ็นว่า รายการทีวีไม่ได้ชี้นำ ไม่ได้สร้างปัญหาให้สังคมซะหน่อย

รายการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นตอนต่อเนื่อง เกี่ยวกับเด็กติดเกม เราไม่ได้ดู แต่คิดว่าน่าจะอันตรายพอกัน (หรือจะมากกว่า? เพราะเคยได้ยินข่าวเด็กติดเกม เล่นต่อเนื่องไม่หยุดจนตายที่ต่างประเทศ) อยากให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ดูรายการนี้เยอะๆ เวลจะเปิดการ์ตูนให้ลูกดู จะซื้อเกมให้ลูกเล่น ได้ตระหนักถึงพิษภัยแบบนี้ จะได้ยับยั้งชั่งใจกันบ้าง

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ฉ.ฉิ่ง น.หนู ท.ทหาร

ช่วงนี้มีคนพูดเรื่องจัดเรทติ้งรายการทีวีกันเยอะ ทีวีเมืองไทยมีระบบเรทติ้งมาพักใหญ่แล้ว (จำระยะเวลาไม่ได้แน่ เหมือนได้ยินแว่วๆ ว่า ๙ เดือนแล้ว) แต่เราก็ไม่เห็นว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไร เดิมเขากำหนดว่า รายการที่มีความรุนแรง ภาษาไม่สุภาพ เนื้อหาไม่เหมาะสม ก็ให้ได้เรทติ้ง น.หนู (แนะนำ คือ ไม่เหมาะจะให้เด็กดูตามลำพัง ต้องมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ) หรือ ฉ.ฉิ่ง (เฉพาะ)

เราเห็นละครที่ฉายช่วงไพรม์ไทม์หลังข่าวก็ติดเรทติ้ง น.หนู กันทั้งนั้น กลายเป็นว่าการจัดเรทติ้งไม่ได้ทำให้คนทำรายการ พยายามทำรายการให้ดีขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น แต่แค่ทำให้พวกเราได้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ในช่วงหนึ่งทุ่ม-สามทุ่ม ทีวีเมืองไทยมีรายการที่ไม่เหมาะกับเด็กมากขนาดไหน (เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์) ที่น่าขำปนเศร้ามากกว่า คือ รายการทีวีตอนดึกๆ ยังมีรายการ ท.ทหาร (ทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ชมทั่วไป) เยอะกว่าตอนค่ำซะอีก

เรื่องเรทติ้งมาฮ็อตอีกรอบก็เพราะคราวนี้เขาจะเพิ่มเงื่อนไขขึ้นมาใหม่ว่า นอกจากจะจัดเรทติ้งแล้วยังมีการกำหนดช่วงเวลาฉายด้วย คือ รายการที่ได้เรทติ้งน. ขึ้นไป จะต้องไปฉายหลัง ๓ ทุ่ม (เพราะสังคมสมัยใหม่ คนทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น กว่าพ่อแม่จะกลับบ้าน ก็มืดค่ำ ถ้าปล่อยให้ทีวีฉายรายการน.หนูช่วงหัวค่ำ พ่อแม่ยังไม่กลับมาถึงบ้าน ก็ไม่รู้ว่าเด็กจะได้รับคำแนะนำจากใคร) และรายการฉ.ฉิ่งเริ่มฉายได้หลังสี่ทุ่ม

ปรากฏว่าพวกผู้จัดรายการออกมาโวยวายกันยกใหญ่ ว่าจะทำให้รายการไม่มีคนดู ไม่มีสปอนเซอร์ พวกผู้จัดรายการอยู่ไม่ได้ ฯลฯ พวกที่โดนผลกระทบเต็มๆ ก็มีแต่พวกผู้จัดละครน้ำเน่าที่ฉายช่วงหนึ่งทุ่ม-สี่ทุ่มนั่นแหละ

ปกติเราก็ดูละครหลังข่าวนะ แต่ดูเป็นบางเรื่องและที่จริงเราก็ชอบ “ละครน้ำเน่า” นะ แต่คำว่า “น้ำเน่า” ของเรา คือ มีฉากกุ๊กกิ๊กโรแมนติก นางเอกต้องสวย พระเอกต้องหล่อ ถึงชีวิตมีอุปสรรค แต่สุดท้ายพระเอกกับนางเอกต้องลงเอยกันด้วยดี เราเรียกแบบนี้ว่าน้ำเน่า เพราะในชีวิตจริงชีวิตมันยุ่งยาก ซับซ้อน ลำบากกว่านั้นเยอะ

ยกตัวอย่างเรื่อง “รักเธอทุกวัน” ที่เพิ่งจบไป พล็อตเรื่องน้ำเน่ามาก พระเอกรวย นางเอกจน แต่ความแตกต่างด้านฐานะไม่สามารถแบ่งแยกความรักได้ แต่ในความน้ำเน่า ยังมีเรื่องดีๆ ที่จะช่วยส่งเสริมจิตใจได้ พระเอกรักนางเอกมากๆ รักเดียวใจเดียว รักนางเอกตั้งแต่แรกเจอและรักทุกวันสมชื่อเรื่อง นางเอกก็เป็นคนดี จิตใจดีงาม มีความตั้งใจมุ่งมั่นและพยายามทำตามความฝันของตัวเอง (คือเป็นช่างตัดผมที่มีชื่อเสียง หาเงินมาปลูกบ้านให้ได้ตามที่พ่อแม่ตั้งใจไว้)

เราว่าละครเรื่องนี้สามารถทำออกมาให้เป็นเรทติ้ง ท.ทหารได้สบายๆ การสร้างอุปสรรคให้พระเอก/นางเอก ไม่จำเป็นต้องให้ตัวอิจฉามาด่าทอ ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด ไม่จำเป็นต้องมีตัวร้ายที่เกลียดชังริษยาพระเอกนางเอกอย่างไร้เหตุผลและความสมจริง มีฉากหนึ่งที่เรารับไม่ได้เลยคือ ตอนที่ตัวร้ายจะเอาน้ำกรดไปสาดหน้านางเอก (เราเคยดูรายการสัมภาษณ์คนที่เป็นเหยื่อโดนน้ำกรดสาดหน้า น้ำกรดกัดเนื้อลึกลงไปถึงกระดูก เป็นแผลเหวอะหวะ ขนาดรักษาแผลหายแล้ว แต่แผลเป็นก็ยังดูน่าหวาดเสียวและสลดใจมากๆ) โชคดีที่ตัวร้ายซุ่มซ่ามทำขวดน้ำกรดตกแตก นางเอกเลยรอดไม่โดนน้ำกรดสาด แต่ตัวร้ายก็ยังไม่ละความพยายามที่จะทำชั่ว คว้าหม้อแบบที่ใส่กุ้งอบวุ้นเส้นจากร้านอาหารข้างถนน มาตีหัวนางเอกจนสลบและมีผลกับสมองจนตาบอด เราว่าฉากแบบนี้ควรจะโดนตัดทิ้งไปตั้งแต่ตอนเขียนบทแล้ว

หรืออีกเรื่องหนึ่งที่เราดูก็คือ “รักแท้แซ่บหลาย” (เพิ่งจบไปเหมือนกัน) เราไม่ได้ดูตอนแรกๆ แต่จับเรื่องได้ประมาณว่านางเอกเป็นแม่ค้าขายปลาร้า น้องสาวเรียนเมืองนอก แล้วพ่อแม่ตายเลยต้องกู้หนี้ยืมสินมาส่งให้น้องเรียนจนจบ น้องสาวมีแฟนเป็นลูกเจ้าของโรงแรม ก็เลยอายไม่ยอมบอกว่าครอบครัวตัวเองขายปลาร้า หลอกว่าขายผ้าไหมส่งออก กะว่าหลังจากได้แต่งงานกันแล้วเรื่องก็จะจบ แต่ความแตกซะก่อน แฟนของน้องสาวก็เลยโกรธและเลิกกันไป (แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาคืนดีกันตามสไตล์ละครน้ำเน่าอยู่แล้ว)

ข้อคิดดีๆ ของเรื่องนี้ ก็คือ ตัวนางเอกที่รักในอาชีพของตัวเอง เป็นแม่ค้าปลาร้าที่ตั้งใจและมุ่งมั่น พยายามทำของดีมีคุณภาพออกมาขาย มีหนี้สินก็ไม่คิดจะเบี้ยว และไม่ยอมแพ้ พยายามจะหาเงินมาใช้หนี้ด้วยวิธีสุจริต

ละครน้ำเน่าพวกนี้ ตอนที่เป็นฉากธรรมดาๆ เราก็ดูอย่างสบายใจ แต่พอถึงฉากที่มีตัวอิจฉาออกมากรี๊ดๆ ด่ากันฉอดๆ ทำตัวไม่สร้างสรรค์ เว่อร์จนเกินเหตุ เราจะเบื่อมากจนบางทีต้องเปลี่ยนไปดูช่องอื่น พวกผู้จัดละครเขาบอกว่า “ต้องใส่ฉากพวกนี้เข้าไป เพราะคนดูชอบดู” เราไม่แน่ใจว่าที่มันเป็นความจริงหรือเขาคิดเอาเอง โอเค... คงมีคนส่วนหนึ่งที่ชอบดูจริงๆ ดูแล้วมันสะใจดี แต่น่าจะมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ชอบดู แต่จำใจดูเพราะเขาไม่มีทางเลือก เปิดไปช่องไหนก็แย่เหมือนกันไปหมด ทีนี้จริงๆ แล้วคนดูกลุ่มไหนมากกว่ากันล่ะ?

วันก่อนเราฟังรายการวิทยุ “แทนคุณ จิตต์อิสระ” ให้ความเห็นที่น่าคิดว่า ผู้จัดรายการโวยวายว่า การกำหนดช่วงเวลาฉาย คือการที่รัฐบาลจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการดูรายการทีวี แต่พวกเขาน่าจะได้ลองคิดในมุมกลับด้วยว่า การที่ผู้จัดรายการทำละครออกมา (ไม่สร้างสรรค์) เหมือนกันหมดทุกช่อง ก็เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลุ่มที่ไม่อยากดูรายการแบบนี้เหมือนกัน เพราะเขาไม่มีสิทธิจะเลือกดูรายการแบบอื่นเลย

เราว่าเรื่องนี้มันเป็น “วงจรอุบาทว์” คนทำรายการบอกว่า ต้องทำแบบนี้ก็เพราะคนดูชอบดู แต่ที่คนชอบดูรายการแบบนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะการโดนสะกดจิต ได้ดูแต่เรื่องทำนองเดียวกันซ้ำๆๆๆๆ จนฝังในจิตใต้สำนึก หรือคนดูจำต้องดูเพราะไม่มีอะไรดีๆ ดู

เราจะตัดวงจรอุบาทว์นี้ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้บริโภคสื่อตัดสินใจประท้วงไม่ยอมดูรายการที่ไม่สร้างสรรค์พวกนี้ หรือ คนทำรายการมีจิตสำนึกที่จะผลิตรายการที่สร้างสรรค์มากขึ้น เราว่ามันยากทั้งสองทาง เพราะคนจำนวนมากก็ยังอยากบริโภคสิ่งที่ตอบสนองกิเลส คนบางส่วนก็โดนสะกดจิต ส่วนที่เหลือก็ได้แต่บ่นหรือไม่ก็เลิกดูไปเลย จะหวังทางผู้ผลิตก็ยาก เพราะมีเรื่องผลประโยชน์ รายได้มหาศาล ที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องสนใจว่า สังคมจะเลวร้ายหรือแย่ลงยังไง

เราไพล่ไปนึกถึงที่ ดร. สมเกียรติ (อ่อนวิมล) พูดเรื่องอยากทำนิตยสารดีๆ อย่างไทม์ แต่หานายทุนไม่ได้ เพราะนายทุนบอกว่าขายคนไทยไม่ได้หรอก ดร. สมเกียรติ บอกว่า อย่าไปดูถูกคนอ่าน คนที่มีความคิดและต้องการบริโภคสิ่งดีๆ ยังมีอยู่เยอะ และถึงกระทั่งว่าคนอ่านมีไม่เยอะ ในฐานะคนเป็นสื่อที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม สื่อควรเป็นคนนำตลาด นำมวลชนไปในทางที่สร้างสรรค์ สื่อสามารถยกระดับการบริโภคของคนได้ แต่เท่าที่พวกผู้จัดละครน้ำเน่าทำอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นการลดระดับของผู้บริโภค นำพากันไปในทางเสื่อมทั้งสิ้น

วันก่อนเราอ่านความเห็นของคนหนึ่งในนสพ. เขาบอกว่าความจริงเขาไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่หรอกว่า รายการทีวีจะเรทติ้งอะไร ฉ.ฉิ่ง น.หนู หรือ ท.ทหาร แต่ถ้าคนทำรายการ ตั้งใจว่าจะทำสิ่งดีๆ ทำด้วยเจตนาที่ดี มีสำนึกที่ดี รายการมันก็จะออกมาดี แถมเรื่องร้ายๆ ในสังคมนี้ มันไม่ได้มีแค่ในทีวี นอกจากละครน้ำเน่าในทีวีแล้ว เรื่องอื่นก็น่าห่วงเหมือนกัน

ก่อนหน้านี้ที่เราเคยคุยกับพี่สาวเรื่องทำนองนี้ พี่สาวเราบอกว่า อยากจะเขียนจดหมายไปหาคุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล บอกว่า ไหนๆ ไทยรัฐก็เป็นหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดในประเทศ มีนโยบายสร้างทำเพื่อสังคม ไปสร้างโรงเรียนให้ตั้ง ๗๐-๘๐ โรง ไทยรัฐน่าจะตัดสินใจเลิกลงรูปดาราโป๊ๆ ทุกวันอาทิตย์ เลิกเสนอข่าวความรุนแรง ลงเรื่องคนไปไหว้อะไรต่ออะไรขอหวย ฯลฯ คือนำตลาดไปในทางที่สร้างสรรค์ เราบอกว่า ทำยากนะ พี่เราบอกว่า แต่เขาทำได้ถ้าเลือกจะทำ เพราะเขาอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จมากแล้ว

เรากลับคิดไปในอีกทางหนึ่งว่า เราอยากเขียนจดหมายไปหาผู้จัดละครต่างๆ ว่า ทำไมไม่ลองทำละคร ทำรายการที่สร้างสรรค์ ไม่มีความรุนแรง ไม่มีความอิจฉาริษยา ไม่มีการทำร้ายกันทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ส่งเสริมค่านิยมดีๆ ให้คนรู้จักทำงานหนัก แข่งขันกันอย่างยุติธรรม เราเชื่อว่ายังมีคนอยากดูอีกเยอะ

ละครซิทคอมหลายๆ เรื่องดูสนุกโดยไม่ต้องอาศัยตัวอิจฉาที่วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่แต่งตัวโป๊ๆ ทำท่าร้ายกาจด่าทอคนอื่น และยั่วยวนพระเอก เกมโชว์/ทอล์คโชว์หลายๆ รายการดูสนุกโดยไม่ต้องให้พิธีกรพูดจาไม่รู้เรื่อง หรือเล่นเกมไร้สาระ เรายังเชื่อว่าคนไทยเก่งกาจ มีสติปัญญามากพอที่ทำรายการทำละครที่มีคุณภาพได้ แต่พี่เราก็บอกว่า ทำยากเหมือนกัน เพราะก็ต้องไปเกี่ยวพันกับเจ้าของเวลา สปอนเซอร์ ฯลฯ

เท่าที่เราเขียนๆ ที่บล็อกนี้มา ผลตอบรับน้อยมากๆๆ (แทบไม่มีคนคอมเมนต์เลย... เดาว่าอาจจะไม่มีคนอ่านจนจบ) แต่ถ้าที่เราเขียนไปวันนี้มีคนอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ลองช่วยแสดงความเห็นกันหน่อยได้ไหม ว่าถ้าเราจะล่ารายชื่อให้ได้ซักปริมาณหนึ่ง แล้วทำจดหมาย (ไม่ว่าจะไปถึงไทยรัฐ หรือผู้จัดละคร) ว่าไม่เอาแล้วรูปโป๊ๆ ในหนังสือพิมพ์ หรือละครน้ำเน่าในทีวี จะมีใครสนใจมาร่วมลงชื่อกับเราบ้างไหม

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์