วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550

This talk's not for you, it's is for my kids.

เราเขียนเรื่อง “บทเรียนชีวิต” ยังไม่ทันจบ แต่พอดีได้อ่านเรื่องของดร. แรนดี้ เพาส์ช (Dr. Randy Pausch) คิดว่าน่าจะเอามาเล่าให้ฟังคั่นเวลา

ดร. แรนดี้ เพาส์ชเป็นอาจารย์แผนก Computer Science มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน ในวัย 46 ปีเขาเป็นโรคมะเร็งที่ตับอ่อนและหมอบอกว่าเขาคงมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่เดือน

มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอนมีโครงการที่เรียกว่า “The Journey” ซึ่งเชิญอาจารย์มาเล่าเรื่องต่างๆ ที่พวกเขาได้พบเจอและเรียนรู้ในระหว่างการเดินทางของชีวิต โครงการนี้ครั้งหนึ่งเคยใช้ชื่อว่า “The Last Lecture” เพราะเขาตั้งโจทย์ให้บรรดาวิทยากรลองสมมติว่าถ้าเล็คเชอร์ครั้งนี้เป็นเล็คเชอร์ครั้งสุดท้าย พวกเขาจะพูดหรือจะบอกอะไรกับคนอื่น

เมื่อวันอังคาร (18 กันยา) ที่ผ่านมาดร. แรนดี้ เพาส์ชได้ให้เล็คเชอร์ครั้งสุดท้ายของเขาที่คาร์เนกี้เมลลอน (ต่อไปนี้เราจะเรียกแค่ แรนดี้ แทนที่จะเรียกว่า ดร. แรนดี้ หรือ ดร. เพาส์ช เพราะเรารู้สึกว่ามันทำให้รู้สึกถึงความเป็นคนธรรมดาๆ ที่จับต้องได้มากกว่า)

ผู้ฟังกว่า 400 คนในหอประชุมได้รับรู้ตั้งแต่แรกว่าสภาพร่างกายจิตใจของแรนดี้เป็นอย่างไร (และเขาเป็นคนอย่างไร เขามองโลกอย่างไร -- สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน) ตั้งแต่ประโยคแรกๆ ของเล็คเชอร์ของเขา

“ถ้าผมไม่ได้ดูหดหู่หรือเศร้าใจเท่าที่ควร ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้พวกคุณผิดหวัง” เขาบอกว่าเขาไม่ได้กำลังปฏิเสธความจริงว่าเขากำลังจะตายในไม่กี่เดือน แต่เขารู้สึกแข็งแรงดี... แข็งแรงกว่าคนส่วนใหญ่ในห้องประชุมนั้น (ว่าแล้วก็วิดพื้นโชว์ให้ดูซะหนึ่งยก)

“ถ้าใครอยากจะร้องไห้หรือรู้สึกสงสารผม ลองออกมาตรงนี้ วิดพื้นอย่างที่ผมทำเมื่อกี้นี้ แล้วถึงค่อยสงสารผม”

แรนดี้บอกว่าวันนี้เขาจะไม่พูดเรื่องมะเร็ง (เพราะเขาพูดถึงมันมามากเกินพอแล้ว) เขาจะพูดเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านั้น เขาจะไม่พูดเรื่องภรรยาหรือลูกๆ ของเขา ไม่ใช่ เพราะว่ามันไม่สำคัญ เขาบอกว่าเขารู้สึกแข็งแรงดี แต่ยังไม่ดีมากพอที่จะพูดถึงลูกและภรรยาโดยไม่ร้องไห้ สิ่งที่เขาจะพูดก็คือการไปให้ถึงความฝัน

แรนดี้เล่าให้ฟังถึงความฝันต่างๆ ในวัยเด็ก เขาอยากจะสัมผัสสภาพไร้น้ำหนัก เป็นนักฟุตบอลอาชีพ เป็นนักออกแบบเครื่องเล่นของดีสนีย์แลนด์ เขียนบทความลงใน World Book Encyclopedia เป็นกับตันเคิร์กในสตาร์เทร็ค

แรนดี้จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบราวน์และปริญญาเอกจากคาร์เนกี้เมลลอน ในช่วง 10 ปีที่เป็นอาจารย์ที่คาร์เนกี้เมลลอน เขาช่วยก่อตั้ง Entertainment Technology Center ซึ่งสอนหลักสูตรคอมพิวเตอร์สำหรับออกแบบวิดีโอเกมและโปรแกรม interactive ต่างๆ และเริ่มโครงการ Alice ซึ่งใช้โปรแกรม animation ในการสอนนักเรียนให้ได้เรียนวิชา computer programming ไปพร้อมๆ กับความสนุกสนาน

แรนดี้ได้สัมผัสสภาพไร้น้ำหนัก (เพราะเด็กนักเรียนที่เขาสอนชนะประกวดโครงการ Virtual Reality เพื่อจำลองสภาพไร้น้ำหนักของ U.S. Air Force และสิ่งที่ผู้ชนะได้รับก็คือการไปสัมผัสสภาพไร้น้ำหนักจริงๆ) ได้ออกแบบเครื่องเล่นของดีสนีย์แลนด์ (The Pirate of Caribbean ซึ่งเขาไปรับทำงานในระหว่างพักการสอน) ได้เขียนบทความใน World Book Encyclopedia เรื่อง Virtual Reality

แรนดี้ได้เล่นฟุตบอลแค่สมัยไฮสคูล เขาไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่สิ่งที่เขาได้จากการไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพคือ ประสบการณ์

Experience is what you get when you don't get what you want.

เขาไม่ได้เป็นกัปตันเคิร์ก แต่เขาได้เจอกับกัปตันเคิร์ก วิลเลียม แชทเนอร์ดาราที่เล่นเป็นกัปตันเคิร์กมาเยี่ยมชมแล็บของเขา (มันสุดยอดที่ได้เจอฮีโรในดวงใจสมัยเด็ก แต่มันสุดยอดกว่าถ้าเขามาหาคุณเพื่อดูผลงานที่คุณทำในแล็บ)

สิ่งต่างๆ ที่เขาได้ทำ ความฝันที่เป็นจริง หนทางไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ แต่มีอุปสรรคอยู่ตลอดเวลา (เวลาฝรั่งเจออุปสรรคหรือปัญหา เขาเรียกว่าเจอ brick wall กำแพงอิฐ ขวางหน้า) แรนดี้บอกว่า กำแพงอิฐมันอยู่ตรงนั้นอย่างมีจุดประสงค์ มันทำให้เราได้พิสูจน์ตัวเองว่าเราต้องการอะไรซักอย่างมากแค่ไหน ให้โอกาสเราได้แสดงว่าเราต้องการมันแค่ไหน เอาไว้หยุดคนที่ไม่ต้องการมันมากพอ เอาไว้หยุด “คนอื่น”

Brick walls are there for a reason. They let us prove how badly we want things. To give a chance to show how badly we want something. To stop people who don't want it badly enough. To stop the “other” people.

กำแพงอิฐหยุดแรนดี้ไม่ได้ กำแพงอิฐหยุดคนที่มุ่งมั่นและตั้งใจจริงไม่ได้

แรนดี้พูดถึงคนที่มีส่วนในความสำเร็จของเขา พ่อแม่ที่เลี้ยงดูเขามาอย่างดี บรรดาอาจารย์และเพื่อนร่วมงานที่เขาได้พบ บทเรียนอื่นๆ ที่เขาเรียนรู้และอยากบอกกับคนอื่นมีทั้ง... ต้องสนุกกับการทำงาน, ต้องทำงานหนัก (เคล็ด “ลับ” ของความสำเร็จ!!), รู้จักรับฟังคนอื่น (โดยเฉพาะคำติ ต้องยอมเปิดใจรับ และนำไปปรับปรุง), การจะได้รับความเคารพจากคนอื่น เราต้องเขาเคารพเขาก่อน, การคิดถึงคนอื่นก่อนตัวเอง ฯลฯ

เราต้องขอบอกว่าเล็คเชอร์ยาว 1 ชั่วโมงกว่าๆ เป็นหนึ่งในเล็คเชอร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยฟังมา แรนดี้ปล่อยมุขตลกขำๆ ไปพร้อมกับการบอกเล่าความคิดลึกซึ้งที่เขาได้จากการเดินทางของชีวิตเขา จนเราแทบไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือการเล็คเชอร์ของคนที่มีลูก 3 คน ที่กำลังจะตายในไม่กี่เดือน... จะตายก่อนที่จะได้เห็นลูกตัวเองจบชั้นประถม (ลูกชายคนโตของเขาอายุ 5 ขวบ) มันน่าอัศจรรย์มากที่เขาสามารถจัดการกับอารมณ์ของได้แบบนั้น

เราได้อ่านในบทความที่เขียนถึงเล็คเชอร์ของเขาใน Pittsburgh Post-Gazette แรนดี้บอกว่า เขายังมองโลกในแง่ดีอยู่มาก เวลาเดียวที่เขาจะร้องไห้ก็คือเวลาที่เขาคิดถึงลูกๆ ของเขา ไม่ใช่เพราะว่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ดูลูกๆ ทำโน่นทำนี่เป็นครั้งแรกในชีวิต แต่เป็นความรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำหน้าที่ให้สำเร็จ เสียใจที่ไม่ได้อยู่เพื่อเลี้ยงดูลูกๆ และเสียใจเขาจากไปโดยทิ้งภาระอันยิ่งใหญ่ไว้กับภรรยาของเขา

ตอนท้ายแรนดี้บอกว่าเล็คเชอร์นี้ไม่ได้เกี่ยวกับ “การไปให้ถึงความฝัน” แต่มันเกี่ยวกับว่าเราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไร ถ้าเราดำเนินชีวิตของเรา “อย่างถูกต้อง” กรรมจะเป็นตัวพาเราไปหาความฝันของเราเอง

ประโยคสุดท้ายที่เขาพูดกับผู้ฟังในหอประชุมคือ “การพูดครั้งนี้ไม่ใช่สำหรับพวกคุณหรอกนะ... แต่การพูดนี้สำหรับลูกๆ ของผมต่างหาก”

ปล. เล็คเชอร์ของแรนดี้ เพาส์ชออกอากาศในรายการ Good Morning America เมื่อวันที่ 21 กันยายน เว็บ Wall Street Journal ทำรายงานข่าวเรื่องเล็คเชอร์นี้ เป็นวิดีโอคลิปยาว 4 นาทีกว่าๆ ลองกดฟังได้ข้างล่าง


วิดีโอของเล็คเชอร์ฉบับเต็มมีให้ฟังที่ CMU ยาว 1 ชั่วโมง 45 นาที มีคนอื่นๆ ที่ร่วมงานกับแรนดี้มาพูด รวมทั้งการประกาศสร้างสะพานคนเดินเชื่อมตึกระหว่าง Gates Computer Sciences Building กับ Purnell Center for the Arts เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับแรนดี้ สะพานนี้จะเรียกว่า Randy Pausch Memorial Footbridge เป็นสัญลักษณ์ของผลงานของแรนดี้ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับศิลปะเข้าด้วยกัน

ปล. 2 ก่อนที่จะได้ฟังเล็คเชอร์ฉบับเต็ม เรานึกว่าจะมีสคริปท์ ว่าจะแปลเป็นภาษาไทยมาแบ่งกันอ่าน (เหมือนที่มีหลายๆ คนแปลสุนทรพจน์ของบิล เกทส์ หรือสตีฟ จ็อบส์) แต่พอไปฟังแล้วถึงรู้ว่าทำไมไม่มีสคริปท์ ก็อย่างที่บอกไปว่ายาวตั้งชั่วโมงกว่า ถ้ามีสคริปท์ก็ไม่รู้จะยาวเท่าไหร่ และถ้าเราแปลจริงไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ แถมเราก็ฟังแบบกระพร่องกระแพร่งเต็มที เพราะฟังไปทำงานไป จับรายละเอียดไม่ได้หมดเวลาที่เขาพูดถึงคนโน้นคนนี้ เราตั้งใจว่าจะไปฟังใหม่อีกรอบ (หรือหลายๆ รอบ) แต่ต้องหาจังหวะเหมาะๆ เพราะเขาทำเป็น streaming video ถ้าเน็ทช้าก็จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เราจะหาวิธีดาวน์โหลดไฟล์มาเก็บที่เครื่องก็ทำไม่เป็น -_-

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๔

วันนี้มาต่อตอนที่ ๔ สอนลูกเรื่องสังคม ในบทความต้นฉบับเขาเขียนเรื่องนี้ไว้ ๕ หัวข้อ แต่เราเอามารวบให้เหลือ ๓ หัวข้อซะงั้น :P ที่จริงจะสรุปให้สั้นกว่านี้อีกก็ได้ สรุปเหลือข้อเดียวว่า เป็นการสอนให้ลูกรู้จักคิดถึงคนอื่น ไม่เห็นแก่ตัว (เราเคยดูรายการ “ดิ ไอคอน ปรากฏการณ์คน” วันที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มาออกรายการ ท่านบอกว่า “การมีศีลธรรม หมายถึง การคิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง ทำเพื่อคนอื่นก่อนทำเพื่อตัวเอง” สั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความดีแท้ๆ)

สอนลูกเรื่องสังคม

๑. ต่อต้านการแข่งขันชิงดีชิงเด่น – ตอนเป็นเด็กเราถูกสอนให้แข่งขันกับคนอื่น ในโลกของผู้ใหญ่นั่นก็เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติกัน และผลลัพธ์ก็คือการหักหลังกัน การแทงข้างหลัง ความขุ่นข้องหมองใจ และความรู้สึกเลวร้ายอื่นๆ ในทำนองนั้น

แทนที่พ่อแม่จะสอนให้ลูกแข่งขัน ควรสอนเขาว่ามีที่ว่างสำหรับทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ เขาไม่จำเป็นต้องชนะคนอื่นเพื่อเป็นคนเดียวที่ประสบความสำเร็จ สอนให้เขารู้ว่าถ้าเขารู้จักช่วยเหลือคนอื่น ตัวเขาเองจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะคนอื่นก็จะเต็มใจช่วยเหลือเขาเป็นการตอบแทน สอนให้เขารู้ว่าการสร้างพันธมิตรดีกว่าการสร้างศัตรู สอนให้เขารู้จักการช่วยเหลือเกื้อกูลและทำงานเป็นทีมก่อนจะให้สอนให้เขารู้จักการแข่งขัน

นอกจากการแข่งขันเพื่อเอาชนะแล้ว เราอยากจะเห็นสังคมไทยปราศจากความอิจฉาริษยาและหมั่นไส้คนอื่น ความอิจฉา คือ ความไม่พอใจที่เห็นคนอื่นดีกว่าเรา โดยไม่ยอมทำความเข้าใจว่าทำไมเขาจึงดีกว่าเรา

พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างให้ลูก ถ้าพ่อแม่ยังเห็นคนข้างบ้านดีกว่าแล้วอิจฉา ยังเห็นเพื่อนร่วมงานก้าวหน้ากว่าแล้วอิจฉา เห็นลูกคนอื่นเรียนเก่งกว่าแล้วอิจฉา ลูกก็จะติดนิสัยนั้นมาด้วย เวลาที่เห็นคนอื่นดีกว่า พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกดูว่า เราจะทำอย่างไรถึงจะดีเหมือนเขาได้ มีอะไรที่เขาทำแล้วเรายังไม่ได้ทำ ควรเปลี่ยนความอิจฉาริษยาให้เป็นแรงผลักดัน/แรงบันดาลใจ

๒. ความรักและความมีเมตตา – ความมีเมตตา คือการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เข้าใจในความทุกข์ยากของคนอื่น และพยายามช่วยให้คนอื่นพ้นจากความทุกข์หรือความลำบาก ความรักเป็นสิ่งที่คู่กับความมีเมตตา แต่ความรักต่างจากความเมตตาตรงที่ ถ้าเรามีความเมตตาต่อผู้อื่น เราไม่อยากเห็นเขามีความทุกข์ยาก เราจะพยายามช่วยกำจัดความทุกข์ยากออกไป ถ้าเรามีความรักต่อผู้อื่น เราจะอยากเห็นเขามีความสุขด้วย เราจะรู้สึกยินดีที่เขามีความสุข

๓. การรับฟังคนอื่นและการสนทนา – ในโรงเรียนมักจะไม่สอนให้เด็กรับฟังอื่น เมื่อเด็กโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีทักษะของการรับฟังคนอื่น สังคมก็วุ่นวาย เพราะมีแต่คนพูดๆๆ แต่ไม่มีคนฟัง พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักรับฟังคนอื่นอย่างจริงจังตั้งใจ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะบอก และเข้าใจความรู้สึกของคนพูด

การสนทนาเป็นสิ่งที่แทบจะแยกกันไม่ได้กับการรับฟังคนอื่น และเช่นเดียวกันโรงเรียนไม่ได้ก็สอนศิลปะในการสนทนา เด็กๆ ถูกสอนว่าการสนทนาเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่เด็กๆ ต้องการ คือ การสนทนา ไม่ใช่ การเล็คเชอร์ พ่อแม่จะต้องสอนทักษะของการสนทนา (ซึ่งหมายถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน) โดยการกระทำ เมื่ออยู่ในบ้านพ่อแม่ควรพยายามพูดคุยกับลูกๆ แทนที่จะบอกหรือสั่งให้พวกเขาทำอะไรๆ

อ่านต่อ ตอนที่ ๕ สอนลูกเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550

คลายเครียด

โพสต์เรื่องหนักๆ มาหลายตอน มาคลายเครียดด้วยการ์ตูนกันดีกว่า :)

ช่วงที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษเราชักจะฝืดๆ เต็มที ก็เลยตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทุกวัน ก็เลยหยิบนสพ.ที่บริษัทกลับบ้านไปทุกเย็น (ฝึกภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องลงทุน) ผ่านไป ๑ สัปดาห์อ่านยังอ่านฉบับแรกที่หยิบกลับไปไม่จบ ก็เลยเปลี่ยนเป็นหยิบเฉพาะฉบับวันอาทิตย์ (เพราะมีสกูปพิเศษเยอะดี)

แต่ฉบับวันอาทิตย์ฉบับเดียวอ่านไป ๑ สัปดาห์ก็ยังไม่จบ สุดท้ายเราก็เลยหยิบแค่ Section Outlook กลับบ้านไป อ่านได้สัปดาห์ละ ๒-๓ คอลัมน์ (กับ Section การ์ตูน) เล่น Sudoku กับ Crossword (กลัวเป็นอัลไซเมอร์ เลยต้องพยายามเล่นเกมกระตุ้นสมอง)

การ์ตูนในหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์จะมีหลายช่องกว่าวันธรรมดา บางทีเราอ่านแล้วก็ไม่เก็ทว่ามันขำยังไง อย่างอันที่เอามาโพสต์นี่ ผ่านไป ๒ อาทิตย์ถึงนึกได้ว่าต้องการจะสื่ออะไร (เวรกรรม!) เพราะเพิ่งสังเกตเห็นว่าอีตาหนุ่มเสื้อฟ้าขยับปาก... :P


(Comic strip จาก Monty วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๐ - คลิกที่รูป เพื่อดูรูปขนาดใหญ่กว่านี้)

ปล. ถ้าใครไม่เก็ท จะให้ช่วยเฉลยมุขก็บอกได้นะ :)

บทเรียนชีวิต ๓

ตอนต่อของต่อเรื่องบทเรียนที่พ่อแม่ควรสอนลูก (เพราะโรงเรียนไม่ได้สอน) หลังจากตอนแรก สอนลูกเรื่องการเงิน และตอนที่สอง สอนลูกเรื่องการคิด วันนี้มาตอนที่ ๓ สอนลูกเรื่องความสำเร็จ หัวข้อเหล่านี้เป็นสิ่งพ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูก เพื่อช่วยให้เขาประสบความสำเร็จและมีความสุขกับชีวิตเมื่อเขาโตขึ้น

สอนลูกเรื่องความสำเร็จ

๑. การคิดบวก – ในขณะที่การคิดแบบวิเคราะห์เป็นทักษะที่สำคัญมาก แต่การมองโลกในทางบวกก็สำคัญมากเช่นกัน แน่นอนว่าสิ่งต่างๆ ในโลกอาจจะเลวร้าย ชีวิตอาจจะเต็มไปด้วยปัญหา แต่ทุกสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ สอนให้ลูกพยายามหาทางแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่น่าพึงพอใจ แทนที่จะเอาเวลาไปบ่นคร่ำครวญ

สอนให้เขารู้ว่าบางครั้งก็มีปัญหาบางอย่างที่ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะแก้ไขได้ (แต่ก่อนอื่นเขาจะต้องได้พยายามคิดแก้ไขปัญหานั้นอย่างเต็มความสามารถแล้ว แต่ไม่สามารถแก้ไขได้) เขาก็ควรจะรู้จักปล่อยวางและยอมรับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตัวเอง และกำจัดความคิดในทางลบเกี่ยวกับตัวเองออกไป

๒. แรงจูงใจ – สอนให้ลูกรู้ว่า กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายและความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ ความมีวินัยเพียงอย่างเดียว แต่ แรงจูงใจ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก พ่อแม่ควรสอนให้เขารู้จักสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง ให้เขาได้เรียนรู้ถึงความรู้สึกดีๆ ที่จะได้รับเมื่อเขาสามารถทำได้สำเร็จตามเป้าหมาย ลองสอนให้ลูกเริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่สามารถทำสำเร็จได้ไม่ยาก แล้วค่อยๆ พัฒนาไปสู่สิ่งที่ยากและท้าทายความสามารถมากขึ้น

เรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเด็กสมัยนี้มีอยู่น้อยมากๆ เราไม่ค่อยเห็นว่าเด็กสมัยนี้จะอยากทำอะไร (ที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง) ถ้าไม่มีใครมาบอกหรือสั่งให้ทำ และกระทั่งมีคนบอกหรือสั่งให้ทำแล้ว ก็ยังต้องคอยชักจูงชี้นำตลอดเวลา ในความรู้สึกเราพ่อแม่สมัยนี้ กำลังเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเด็กพิการ ต้องคอยปกป้องดูแล ตระเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้ พ่อแม่อาจจะลืมนึกไปว่า ลูกต้องโตขึ้น พ่อแม่ต้องแก่ตัวลง ไม่สามารถจะอยู่ปกป้องดูแลลูกไปได้ตลอดชีวิต พ่อแม่น่าจะให้เขาได้เผชิญอุปสรรคและความยากลำบากในขณะที่พ่อแม่ยังอยู่คอยช่วยชี้นำเขาได้ ให้เขามีโอกาสได้ฝึกหัด เพื่อที่เขาจะได้พร้อมรับมือกับปัญหาในเวลาที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว

๓. นิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง – นี่เป็นปัญหาที่เราแทบทุกคนต้องเจอในฐานะผู้ใหญ่ เพราะแน่นอนว่าย่อมมีบางเวลาที่เราไม่อยากทำงาน รู้สึกเกียจคร้าน ไม่อยากทำงานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ อยากจะทำแต่เรื่องสนุกสนาน แต่เราทุกคนก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ พ่อแม่ควรจะสอนให้เขารู้ว่าจะบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่เป็นหน้าที่ได้อย่างไร อธิบายให้เขาเข้าใจต้นเหตุและผลที่จะตามมาของการผลัดวันประกันพรุ่ง และวิธีการแก้ไข

เรื่องที่ควรจะฝึกตั้งแต่เล็กๆ คือ ความรับผิดชอบในการเรียน (การทำการบ้านหรืออ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ) การแบ่งเวลาระหว่างเรื่องที่เป็นหน้าที่กับเรื่องที่เป็นกิจกรรมเพื่อความสนุกสนานบันเทิง (การเล่นเกมส์ อ่านหนังสือการ์ตูน ดูทีวี หรือเล่นกีฬา) ต้องให้ลูกรู้จักจัดการเวลาอย่างเหมาะสม อย่าปล่อยปละละเลยจนสายเกินไป (อย่าปล่อยให้ลูกเล่นเกมส์หรือดูทีวีจนดึก ทำให้ไม่ได้ทำการบ้านหรือนอนตื่นสายไปโรงเรียนสาย ฯลฯ)

๔. ความรักและศรัทธาอย่างแรงกล้า – หนึ่งในวิธีที่จะประสบความสำเร็จคือ การค้นหาสิ่งที่ตัวเองรักและศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะทำ และทำให้มันเป็นสิ่งที่สามารถเลี้ยงชีพได้ ลูกของคุณอาจจะยังไม่รู้ว่าเขารักที่จะทำอะไรตอนที่เขายังอายุน้อยๆ แต่พ่อแม่ต้องให้โอกาสเขาได้ค้นหาสิ่งที่เขาอยากจะทำ และวิธีที่จะสามารถก้าวไปตามความรักและความฝันของเขาได้

ในบทความต้นฉบับเขาเขียนเรื่องความสำเร็จไว้แค่นี้ แต่เราอยากจะเสริมเรื่อง “ความอดทน” และ “การทำงานหนัก” ไว้ด้วย

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชอบความสบาย ชอบของฟรี ชอบของที่ได้มาง่ายๆ เวลาที่เราบอกเล่าเรื่องของคนที่ประสบความสำเร็จ เราไม่ค่อยเน้นถึง “หนทาง” ที่แต่ละคนต้องฝ่าฟัน แต่เน้น “ปลายทาง” คือ ความสะดวกสบายหลังจากประสบสำเร็จแล้ว ทำให้ใครๆ ก็อยากจะประสบความสำเร็จ แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หลายๆ คนก็พยายามจะหาเคล็ดลับของความสำเร็จ และหวังว่ามันจะต้องเป็นเคล็ดลับที่ง่ายๆ สบายๆ ด้วย

เราว่าความสำเร็จไม่มีเคล็ดลับอะไรเลย ความจริงที่ชัดเจน คือ ต้องมีความอดทน และทำงานหนัก แต่คนมักไม่อยากจะยอมรับความจริงแบบนี้ เพราะมันเหนื่อย มันลำบาก มีแต่คนที่อยากจะประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องลงมือทำ ไม่ต้องทุ่มเท ไม่ต้องอดทน

คนที่ประสบความสำเร็จหลายๆ คน ล้มแล้วลุก ลุกแล้วล้ม อยู่นับครั้งไม่ถ้วน การมีแรงจูงใจ การมีความรักอย่างแรงกล้าในสิ่งที่จะทำ การคิดบวก อาจจะช่วยเรามีแรงที่จะล้มแล้วลุกได้หลายๆ ครั้ง แต่คำตอบสุดท้ายของการไปสู่ความสำเร็จก็คือ ต้องอดทนและทำงานหนัก

อ่านต่อ ตอนที่ ๔ สอนลูกเรื่องสังคม

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๒

ต่อจากตอนที่แล้ว วันนี้มาว่ากันเรื่อง การคิด

สอนลูกเรื่องการคิด

๑. การคิดแบบวิเคราะห์ – เป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่โรงเรียนไม่ได้สอน ทุกวันนี้เราถูกสอนให้เป็นหุ่นยนต์ ถูกสอนให้ฟังครูโดยไม่ตั้งคำถาม ถูกสอนให้ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นบอกโดยไม่ต้องคิดมาก ถูกสอนให้เป็นลูกจ้างที่ดีและหุบปากเอาไว้ ถ้าคุณเป็นนายจ้างคุณอาจจะอยากได้ลูกจ้างแบบนี้ และถ้าคุณเป็นนักการเมือง คุณก็อาจจะอยากให้ประชาชนเป็นแบบนี้ แต่คุณอยากให้ลูกของคุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า ให้เขาเป็นเด็กนักเรียน/ลูกจ้าง/ประชาชนที่ไม่รู้จักตั้งคำถาม พาซื่อ ไม่รู้ทันโลก ถ้าคุณคิดอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าไม่ใช่ คุณต้องหัดให้เขาเป็นคนช่างสงสัย ให้เขารู้จักถามว่า “ทำไม” จนเป็นนิสัย และสอนให้เขารู้จักค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง สอนให้เขารู้จักตั้งคำถามกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า เพราะคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

ในการสอนให้ลูกรู้จักคิดวิเคราะห์รู้จักตั้งคำถาม พ่อแม่เองต้องเปิดใจกว้างกับความคิดและเหตุผลของลูก ในการกระตุ้นให้กล้าท้าทายอำนาจเหนือกว่าพ่อแม่ก็ต้องพร้อมที่จะโดนท้าทายความคิดด้วยเช่นกัน ต้องสอนให้รู้จักกล้าแสดงความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลไม่ใช่อารมณ์ ต้องมั่นใจในตัวเองแต่ไม่ก้าวร้าว เรียนรู้ที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง สอนให้เขายึดมั่นคุณธรรมและความถูกต้อง

๒. การอ่าน - แน่นอนว่าพวกเราถูกสอนให้อ่าน แต่โรงเรียนมักทำให้การอ่านเป็นเรื่องน่าเบื่อ เราควรสอนให้ลูกรู้จักความอัศจรรย์แห่งโลกจินตนาการ สอนให้เขาได้เรียนรู้และเติบโตจากการอ่าน สอนวิธีค้นหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ผ่านอินเทอร์เน็ต และให้เขารู้จักประเมินความน่าเชื่อถือ ใช้เหตุผล และชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงของสิ่งที่เขาได้อ่าน

การอ่านกับการคิดแบบวิเคราะห์เป็นทักษะที่แยกออกจากกันไม่ได้ การอ่านเยอะๆ เป็นการสะสมข้อมูลให้เราสามารถคิดแบบวิเคราะห์ได้ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องใช้การคิดแบบวิเคราะห์ในการอ่านเรื่องต่างๆ ทั้งสองทักษะควรใช้หลักกาลามสูตร ๑๐ ประการ (อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา, อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา, อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ, อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา, อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา, อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา, อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้, อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน)

ในบทความต้นฉบับเขาพูดเรื่องการคิดไว้แค่ ๒ อย่าง แต่ความที่เพิ่งจะอ่านเจอกระทู้ในพันทิป เรื่องที่มีคนบ่นว่าเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่มีความรู้แต่ไม่มีความคิด (หรือไม่มีความสามารถในการคิดที่จะเอาความรู้มาประยุกต์ใช้) เขาพบว่าเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ต้องรอให้คนมาบอกว่าจะทำอะไรอย่างไร เราว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนที่น่าจะเสริมเข้าไปในการสอนให้ลูกรู้จักการคิดแบบวิเคราะห์ด้วยเหมือนกัน

นั่นคือ พ่อแม่ควรจะต้องสอดแทรกเรื่องของการประยุกต์ความรู้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันเข้าไปด้วย แต่หลายๆ คนก็อาจจะแย้งว่ามีหลายๆ วิชา (เช่น คณิตศาสตร์ยากๆ หรือ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ) ที่ตัวเองเรียนไป ก็ไม่เห็นจะได้เอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่ คำตอบแบบกำปั้นทุบดินของเราก็คือ มีบางอาชีพที่จะต้องใช้ความรู้ตรงนั้น เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ฯลฯ เราเรียนไปเพราะเรายังไม่รู้ว่าเราจะไปเป็นคนพวกนั้นหรือเปล่าในอนาคต เพราะฉะนั้นก็เรียนไว้ก่อน

แต่ถ้าเจอลูกย้อนกลับมาว่า มั่นใจว่าคงไม่ได้มีอาชีพที่ต้องใช้วิชาเหล่านั้นแหงๆ แล้วจะเรียนไปทำไม ก็ตอบ(กำปั้นทุบดินอีกที)ไปว่า หลายๆ ครั้งเราก็ต้องทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ ไม่ต้องการทำ เพราะมันเป็นหน้าที่ มันเป็นความรับผิดชอบ มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำในฐานะนักเรียน เป็นการฝึกตนเองเพื่อสร้างวินัยเพื่อให้เราโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญที่มีความรับผิดชอบ :)

ส่วนในเรื่องที่บ่นกันว่าเด็กสมัยนี้ต้องให้มีคนคอยบอกตลอดเวลาว่าต้องทำอะไรอย่างไร เราคิดว่าเป็นผลมาจากการที่พ่อแม่ไม่ให้ลูกได้มีโอกาสฝึกการคิดแบบวิเคราะห์ แต่สอนให้ลูกเป็นหุ่นยนต์ ซึ่งอาจจะเป็นการทำไปแบบไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้าลูกเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่พ่อแม่วางแผนทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว คอยแก้ปัญหาให้หมดทุกอย่าง ลูกก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย การจะที่ลูกจะสามารถคิดอะไรๆ เองได้ โดยไม่ต้องมีคนคอยบอก พ่อแม่ต้องมีเรื่องให้เขารับผิดชอบบ้าง ให้เขาได้เผชิญปัญหา และแก้ปัญหาเอง บางครั้งพ่อแม่ต้องทนที่จะเห็นลูกล้มเหลว ผิดหวัง ลำบากบ้าง เพราะนั่นคือชีวิตจริงที่ลูกจะต้องเจอเมื่อเขาโตขึ้น

อ่านต่อ ตอนที่ ๓ สอนลูกเรื่องความสำเร็จ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2550

บทเรียนชีวิต ๑

เราไปอ่านเจอบทความเรื่อง “๒๗ ทักษะที่ลูกควรรู้แต่ไม่ได้เรียนในโรงเรียน” (27 Skills Your Child Needs to Know that She's Not Getting In School) จากบล็อก The Best Article Everyday

เราว่าพ่อแม่สมัยนี้ส่วนใหญ่เลี้ยงลูกแบบทุ่มเทจัดการชีวิตให้หมดทุกอย่าง ลูกไม่ต้องรับผิดชอบไม่ต้องเอาใจใส่เรื่องอะไรเลยจนกว่าจะเรียนจบ ทำให้เด็กสมัยนี้เคยชินกับการมีคนทำอะไรให้ทุกอย่าง พ่อแม่กลัวลูกลำบาก กลายเป็นพ่อแม่สอนให้ลูกเป็นคนรักสบาย โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ ได้มาฟรีๆ พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้จักรับผิดชอบชีวิตตัวเองตั้งแต่เล็กๆ ให้ความรับผิดชอบที่เหมาะกับวัยของเขา ไม่ใช่รอให้เรียนจบมหาวิทยาลัยหรืออายุ ๒๕ ปี แล้วเพิ่งมานึกได้ว่าถึงเวลาลูกต้องรับผิดชอบตัวเองแล้ว

เด็กต้องค่อยๆ เติบโต ไม่ใช่นอนหลับไปแล้วพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เลย เด็กที่ไม่เคยทำอะไรมาเลยตลอดชีวิต เรียนจบมหาวิทยาลัย ต้องเริ่มทำงานหาเงิน ต้องเริ่มรับผิดชอบตัวเอง ก็ไม่พร้อมที่จะทำ บางคนก็ดิ้นรนทำไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ แต่บางคนไม่มีความอดทน-ไม่มีความรับผิดชอบมากพอ ก็ซื้อเวลาโดยการไปเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอก หรือกลายเป็นคนจับจด กลายเป็นคนล้มเหลว ฯลฯ

พ่อแม่ส่วนใหญ่ไปมุ่งมั่นที่ตระเตรียมสิ่งของทางวัตถุให้กับลูก แล้วก็โยนเรื่องสำคัญๆ อย่างการ “สอนลูกให้เป็นคน” ไปให้ครู โยนเรื่องการ “ดูแลปกป้องลูก” ให้กับรัฐ แต่ความจริงก็คือพ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูก อบรมสั่งสอนโดยการทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก เป็นคนที่จะต้องสอนบทเรียนชีวิตต่างๆ ให้ลูก พ่อแม่ดำเนินชีวิตอย่างไร ลูกก็ทำตามอย่างนั้น

ในบทความที่เราอ่านเจอ เขาแบ่งทักษะที่พ่อแม่ควรจะสอนลูก (เพราะโรงเรียนไม่ได้สอน) ออกเป็น ๖ กลุ่ม คือ การเงิน การคิด ความสำเร็จ สังคม เรื่องในชีวิตประจำวัน และความสุข

เราว่าอ่านดูแล้วก็น่าสนใจดี หลายๆ ข้อเป็นลักษณะนิสัยที่พ่อแม่ควรปลูกฝังให้กับลูก แต่หลายๆ ข้อก็เป็นแค่เรื่องที่พวกเขาจะต้องทำเวลาที่โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ คนเขียนก็แนะนำเหมือนที่เราเขียนไปข้างบนว่า การสอนเรื่องเหล่านี้ให้ลูก ไม่ใช่สอนเขาโดยการบอกการสั่งหรืออ้างตำรา แต่พ่อแม่ควรทำตัวเป็นตัวอย่างให้กับลูก ควรจะพูดคุยกับเขา และให้เขาได้ทดลองลงมือทำจริงๆ

เราเอาหัวข้อกับแนวความคิดที่เขาเขียนมา บางทีก็เพิ่มเติมความเห็นของเราเข้าไป บางทีก็ตัดส่วนที่เราไม่เห็นด้วย หรือส่วนที่ไม่น่าจะเข้ากันได้กับวัฒธรรมไทยออกไป วันนี้ว่ากันเรื่อง “การเงิน” แล้วจะค่อยๆ ทยอยเขียนเรื่องอื่นต่อไป ใครที่อยากจะอ่านต้นฉบับจริง ก็คลิกตามลิงก์ข้างบนไปอ่านได้เลย (อ่านต้นฉบับอาจจะดีกว่า เพราะคนเขียนน่าจะมีและวุฒิภาวะมากกว่าเรา และอคติน้อยกว่าเรา :P)

สอนลูกเรื่องการเงิน
๑. การออม – กฎง่ายๆ คือ “ใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้” แต่กระทั่งผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยก็ไม่เข้าใจกฎนี้ หรือเข้าใจแต่ทำไม่ได้ พ่อแม่ควรสอนลูกให้รู้จักเก็บเงินค่าขนมหรือเงินที่หามาได้ส่วนหนึ่งไว้ในธนาคารตั้งแต่ยังเล็กๆ สอนให้ลูกตั้งเป้าหมายในการออม ต้องออมเงินให้ได้ตามเป้าหมาย ก่อนที่จะเอาเงินไปใช้หรือซื้ออะไรที่เขาอยากได้

๒. การทำบัญชีรายรับรายจ่าย – กระทั่งพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังลำบากและทุกข์ใจกับเรื่องนี้ เพราะเราขาดความเข้าใจและทักษะที่จำเป็นในการทำให้การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องง่าย พ่อแม่อาจจะรอให้ลูกเข้าสู่วัยรุ่นก่อนแล้วค่อยสอนเรื่องนี้ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องดี เพราะมันจะแสดงให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไมคณิตศาสตร์พื้นฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เราอาจจะไม่ต้องคาดหวังให้ลูกบันทึกรายรับรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ แต่อย่างน้อยจะต้องให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่าตัวเองจับจ่ายใช้สอยเงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง ใช้จ่ายในเรื่องที่สมควรหรือไม่ ใช้จ่ายเกินตัวหรือเปล่า พ่อแม่น่าจะได้อาศัยการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเครื่องมือในการสร้างวินัยในการใช้เงินให้กับลูก

๓. การชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ – ลองเอาใบเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในบ้านให้ลูกไปชำระ และบอกให้เขาจ่ายเงินภายในเวลาที่กำหนด สมัยนี้อาจจะสอนลูกทั้งการจ่ายเงินจริงๆ หรือชำระเงินออนไลน์ สอนให้เขารู้จักเทคนิคที่จะช่วยให้ชำระเงินค่าใช้จ่ายภายในกำหนดเวลา เช่น พยายามจ่ายเงินทันทีที่ได้รับใบเรียกเก็บเงิน หรือใช้ระบบหักบัญชีอัตโนมัติ การหัดให้ลูกไปชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังอาจจะช่วยให้ลูกได้รู้คุณค่าของเงิน และเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบ้านที่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบ

๔. การลงทุน – พ่อแม่สมัยนี้มักสอนให้ลูกใช้เงินก่อนสอนให้ลูกหาเงิน สอนให้เขารู้ว่าการลงทุนคืออะไรและสำคัญอย่างไร ให้เขาเรียนรู้ว่าลงทุนอย่างไรและมีวิธีใดบ้าง สอนให้เขารู้จักหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน ให้รู้ว่าการลงทุนทำให้เงินงอกเงยขึ้นอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะเริ่มสอนลูกในช่วงวัยรุ่น

๕. หนี้และบัตรเครดิต - เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับผู้ใหญ่จำนวนมาก พ่อแม่ควรสอนให้ลูกมีความรับผิดชอบการเงินของตัวเอง อย่าสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น และถ้าจำเป็นก็อย่ามีหนี้เกินตัว สอนให้เขารู้จักข้อดีข้อเสียของบัตรเครดิต รู้จักใช้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธีและมีความรับผิดชอบ

๖. การเกษียณ – คำถามที่คนมักจะถกเถียงกันคือ “เราควรจะทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพี่อเก็บเงินก้อนใหญ่ตามเป้าหมายแล้วเกษียณ หรือจะทำงานและหยุดพักเป็นช่วงๆ” นี่เป็นเรื่องที่แต่คนจะเลือกตามความพอใจ แต่พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้และเข้าใจทางเลือกเหล่านี้ เข้าใจว่าแต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียอะไร พวกเขาควรเรียนรู้ว่าทำไมการลงทุนเพื่อการเกษียณตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเป็นสิ่งสำคัญ สามารถคำนวณความแตกต่างของดอกผลที่จะงอกเงยขึ้นจากดอกเบี้ยทบต้น

๗. การบริจาคเพื่อการกุศล – สอนให้เขารู้จักการแบ่งเงินส่วนหนึ่งเพื่อการกุศล และพยายามทำให้เขารู้จักบริจาคเป็นนิสัย เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความรับผิดชอบในทางการเงินเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย พ่อแม่ต้องน่าจะสอนให้เขารู้จักเสียสละทั้งเวลาและเงินทองเพื่อการกุศล

อ่านต่อ ตอนที่ ๒ สอนลูกเรื่องการคิด
อ่านต่อ ตอนที่ ๓ สอนลูกเรื่องความสำเร็จ
อ่านต่อ ตอนที่ ๔ สอนลูกเรื่องสังคม
อ่านต่อ ตอนที่ ๕ สอนลูกเรื่องในชีวิตประจำวัน
อ่านต่อ ตอนที่ ๖ (จบ) สอนลูกเรื่องความสุข

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ดูแลสุขภาพ

เมื่อคืนดูรายการตาสว่าง เขาเชิญอาจารย์ สาทิสอินทรกำแหง ที่ทำเกี่ยวกับพวกชีวจิตมาออกรายการ พร้อมกับผู้ร่วมรายการอีก 3 คนที่เป็นมะเร็งที่รักษากับอจ.ด้วยแนวทางชีวจิตแล้วหาย

คนหนึ่งเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง บอกว่าก่อนรักษาแบบชีวจิต ทำคีโมไป 2 คอร์ส คอร์สแรกทำเสร็จ (8 ครั้ง) คอร์สที่สองทำได้ถึงครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 นี่แหละ แล้วก็ไม่ทำต่อ เขาบอกว่า ตอนนั้นร่างกายอ่อนแอมากๆ รู้ตัวเลยว่าถ้าทำอีกครั้งต้องตายแน่ๆ เพราะคีโมฆ่าทั้งเซลล์มะเร็ง และฆ่าเขาด้วย

เขาบอกว่าหมอพูดกับเขาว่า “ถ้าคุณมีเรื่องอะไรสำคัญๆ ก็ให้รีบทำนะ” เขาได้ยินแล้วก็นึกในใจว่า “เฮ้ย... แบบนี้มันตายชัดๆ” ก็เลยเลิกคีโม แล้วหันไปหาชีวจิต ตอนนี้อยู่มาได้ 2 ปีกว่าๆ แล้ว เขาไม่ได้ไปตรวจนับเซลล์มะเร็งต่อ แต่รู้สึกสบายดีมากๆ ต่างจากตอนที่ทำคีโมมาก ตอนนั้นทั้งอ่อนแอ ทั้งทุกข์ทรมานจนนึกว่าไม่กลัวตายแล้ว (เพราะตายน่าจะสบายกว่า) ร่างกายแข็งแรงดี สามารถวิ่งมินิมาราธอน 10 กม. ได้สบายๆ

อีกคนหนึ่งเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผ่าตัดออก แล้วต่อมาตรวจเจอว่าว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก ก็ตัดออกแล้วหันมารักษาแบบชีวจิต เขาบอกว่าตอนแรกหมอก็จะให้รักษาโดยทำคีโมเหมือนกัน แต่ลูกๆ บอกว่าไม่ยอม ให้ลองไปรักษาทางชีวจิตดีกว่า สุดท้ายก็หาย อีกคนเป็นมะเร็งที่ลิ้น ตรวจเจอเร็ว ก็รักษาได้ (คนนี้เราไม่ค่อยได้ฟังเขาเล่า เพราะเปลี่ยนช่องกลับไปกลับมา ไม่รู้มากกว่าเขารักษายังไง)

ในรายการเขาไม่ได้คุยลงไปในรายละเอียดการรักษามากนักว่า แต่ละคนต้องทำอะไรบ้าง หรือต้องอึดทนแค่ไหน กว่าจะผ่านวันร้ายๆ กว่าจะหายดีและมีสุขภาพดีแบบนี้ได้ แต่เรามั่นใจว่าคงไม่ง่ายๆ เหมือนการรักษาแผนปัจจุบันที่ใช้ผ่าตัด ให้คีโม ฉายรังสี เพราะมันเป็นการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตและพฤติกรรม ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง - จากหลังเท้าเป็นหน้ามือเลยก็ว่าได้ - แต่เราคิดว่านี่ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ - ถ้าคิดว่าร่างกายและสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต สำคัญมากกว่า เงินทอง ชื่อเสียง ความสุขสบายต่างๆ - คนที่ป่วยน่าจะยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจลงมือทำ อจ.สาทิสเองก็บอกว่า มันก็ไม่ได้ง่าย ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ หรอก

ถึงเราจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกินน้ำอาร์ซี การทำดีท็อกซ์ รำกระบอง ที่ดูเหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่เขาแนะนำให้กับคนที่จะใช้แนวทางชีวจิต (ถามว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วย เราก็ตอบไม่ได้ เพราะเราก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดจริงๆ ว่าเขาทำอะไรยังไง เอาเป็นว่าเป็นความไม่ค่อยเห็นด้วยอันเนื่องมาจากอคติและความโง่เขลาส่วนตัว) แต่คำแนะนำในการดูแลตัวเองที่เขาใช้คีย์เวิร์ดช่วยจำง่ายๆ ว่า “5 เล็ก” กับ “5 ใหญ่” ก็น่าจะเอามาปรับใช้ให้เหมาะกับตัวเรา และช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงได้ในระดับหนึ่ง เขาแนะนำไว้แบบนี้

5 เล็ก เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราเอง ร่างกายของเราเอง คือ 1. การกิน - กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ 2. การนอน - นอนหลับให้สนิท และนอนให้เพียงพอ 3. การทำงาน - ทำงานอย่าเครียด ถ้างานที่เครียด ไม่สนุก ก็ต้องพยายาม มองหามุมมองดีๆ ในงานนั้นๆ จะทำให้ทำงานอย่างมีความสุข 4. พักผ่อน อันนี้ก็คือ เพื่อลดความเครียดและเหนื่อยล้าจากการทำงาน บางคนอาจคิดว่าต้องเสียเงินเสียทอง ไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด ต่างประเทศ อันนั้นอาจจะดีต่อความคิดและจิตใจ แต่ถ้าจะให้ดีต่อร่างกาย การพักผ่อนง่ายๆ คือ การหายใจให้เต็มปอด ยืดตัวตรง หลังตรง หายใจถูกวิธี ร่างกายจะมีแรง 5. การออกกำลังกาย - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควรให้เหงื่อออกและชีพจรเต้น 120 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป เพราะร่างกายจะหลั่งเอ็นดอร์ฟิน และ “โกรธ” ฮอร์โมนออกมา (ไม่ใช่ ฮอร์โมนความโกรธนะ แต่เป็น growth ตะหาก) ทำให้รู้สึกสดชื่นและมีกำลัง

5 ใหญ่ เป็นเรื่องภายนอก เกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา คือ 1. ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ 2. ใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอดี 3. ใช้ชีวิตอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และรักกันอย่างพี่น้อง 4. สร้างความเป็นเลิศทางสุขภาพ (หมายถึง ใส่ใจดูแลตัวเอง ไม่ใช่อยากจะแข็งแรงดี ไม่มีโรค แต่ก็ปล่อยไปตามยถากรรม อยากกินอะไรก็กิน ไม่ออกกำลังกาย ฯลฯ) 5. ใช้ชีวิตเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคม ไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน (อันนี้เพื่อให้เกิดความผาสุกในบ้านเมืองและประเทศชาติ)

เราว่า ถ้าทุกคนพยายามทำ 5 เล็กได้ เราจะมีประชากรที่มีสุขภาพดี ลดปริมาณเงินทองหรืองบประมาณรัฐที่จะต้องเอาไปใช้รักษาคนป่วย และถ้าทุกคนทำ 5 ใหญ่ให้ได้ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่มีดัชนีความสุขมวลรวมสูงมากๆ

ทีนี้โยงจากเรื่องข้างบนอีกหน่อย พอดีช่วงนี้เป็นช่วงตรวจสุขภาพประจำปีที่บริษัทของเรา คนส่วนใหญ่ไปตรวจแล้วก็ไม่ได้อยู่รอฟังผลตรวจ พอประมาณสัปดาห์หนึ่งเขาก็จะส่งรายงานผลมาให้ที่บริษัท บางคนก็อ่านผลเข้าใจ แต่บางคนก็ไม่รู้เรื่องเลย เรื่องความดัน น้ำตาล โคเลสเตอรอล ฯลฯ แบบนี้บางทีตรวจร่างกายมาแล้วก็ไม่ค่อยได้ผลคุ้มค่าเท่าไหร่ สักแต่ว่าไปตรวจแล้วก็ได้รายงานเป็นเล่มๆ มา

พอดีวันนี้เราได้ฟอร์เวิร์ดเมลเรื่องการดูแลสุขภาพมา เป็น Power Point Presentation เรื่อง “การดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง” โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผอ. ศูนย์แพทย์อาชีวเวชศาสตร์กรุงเทพ เขาสรุปคำอธิบายเกือบทั้งหมดของรายการตรวจสุขภาพประจำปีเอาไว้ มีรายละเอียดดีมากๆ จนเราคิดว่าโรงพยาบาลทุกโรงพยาบาลน่าจะเอาไปพิมพ์แนบกับรายงานการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเป็นความรู้ที่คนที่ตรวจสุขภาพประจำปีควรจะได้รู้

แต่อย่างว่านะ บางคนก็อาจจะไม่สนใจ ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาพสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนหนุ่มๆ สาวๆ และคนที่ยังมีสุขภาพดีอยู่ เราได้ดูโฆษณาของโรงพยาบาล ที่เป็นคนหนุ่มๆ สาวๆ คุยกัน เขาจะบอกว่า ให้แต่งหน้าแต่งตัวให้ดูดี จะได้หาคู่ครองได้ ให้ทำโน่นทำนี่ แต่ไม่เห็นมีใครเตือนให้ดูแลรักษาสุขภาพให้ดี (เหมือนที่เขาบอกว่า แกงจืดจึงรู้คุณเกลือ อ่ะนะ เราจะไม่รู้คุณค่าของสุขภาพดี จนกว่าเราจะไม่มีมันแล้ว อันนี้เรื่องจริงเลย)

กับอีกเรื่องหนึ่งคือ สังคมไทยไม่ใช่สังคมอุดมปัญญา คนไม่ค่อยสนใจจะไขว่คว้าหาความรู้ (บางทีไม่ต้องใฝ่หาด้วย ขนาดป้อนให้ก็ยังไม่รับ) โดยเฉพาะเรื่องที่เรื่องที่มันยุ่งยากซับซ้อน เรื่องที่มีสาระ หรือเรื่องที่ไม่เฮฮาบันเทิง ทั้งๆ ที่บางเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราโดยตรง แต่พอเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเรา (เรียกง่ายๆ ว่า เรื่องของชาวบ้าน) กลับสนใจและอยากรู้มากเป็นพิเศษ อ้าว... ออกนอกเรื่องไปโน่นได้ไงแฮะ เอาเป็นว่าใครอยากเข้าใจว่า คำศัพท์ต่างๆ ที่เห็นในรายงานตรวจสุขภาพมีความหมายและความสำคัญยังไง ดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่นี่เลย

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2550

เมื่อไหร่จะได้เกษียณ

เมื่อไม่นานมานี้เพื่อนเราส่งลิงก์มาให้ไปทดลองคำนวณเงินออมหลังเกษียณที่ http://www.sec.or.th/th/educate/manage/rmf/cal/section2.php

เมื่อตอนที่เรากำลังจะเริ่มลงทุนในกองทุน เราก็เคยเห็นโปรแกรมช่วยคำนวณแบบนี้ที่เว็บของบางบลจ. อยู่บ้าง แต่ตอนโน้นเราเจอคำถามแรกว่าจะเกษียณที่อายุเท่าไหร่ และคำถามต่อมาว่าหลังเกษียณจะอยู่ไปอีกกี่ปี ก็ไม่ค่อยอยากคิดเท่าไหร่ เพราะฟังดูแล้วรู้สึกเหมือนต้องวางแผนตายไปในตัว แต่หลังๆ นี้เราเริ่มทำใจได้กับการตาย พอเพื่อนบอกลิงก์ก็เลยไปทดลองกรอกเล่นๆ ซะหน่อย

ครั้งแรกเรากรอกไปว่าจะเกษียณตอนอายุ ๕๐ แล้วอยู่ต่ออีก ๒๐ ปี (คิดว่าตายตอน ๗๐ น่าจะกำลังดี อยู่นานไปจะกลายเป็นแก่กะโหลกกะลา) แต่ผลการคำนวณแสดงว่าเงินติดลบอยู่ประมาณ ๒ ล้าน ถ้าเราอยากจะมีชีวิตระเริงอยู่หลังเกษียณ ๒๐ ปี เราจะต้องเถือกทำงานไปอีก ๕ ปี (แต่จะได้ยืดอายุไปอีกหน่อยหนึ่ง ไปตายตอนอายุ ๗๕ ปี) ก็โอเค ถือว่าพอรับได้...

เมื่อวันก่อนเราได้ยินข่าวในทีวี เขาบอกว่าคนสมัยนี้อายุยืนขึ้น โดยเฉลี่ยคนญี่ปุ่นอายุยืนกว่าคนชาติอื่นๆ แล้วเราก็เห็นเขาขึ้นตัวเลขแว้บๆ ว่า ผู้หญิงอายุเฉลี่ย ๘๕ กว่าๆ ผู้ชาย ๗๙ เห็นแล้วตกตะลึงตึงตึง...

ก็ขนาดเราวางแผนว่าจะตายตอนอายุ ๗๕ ปี เรายังต้องทำงานถึงอายุ ๕๕ ปี แล้วนี่ถ้าเราต้องอยู่ไปจนถึง ๘๕ เท่าอายุเฉลี่ยของผู้หญิง จะต้องทำงานไปถึงอายุเท่าไหร่ฟระ คิดแล้วเหนื่อยใจ...

แต่แทนที่จะตั้งใจทำงานเก็บเงิน เราก็ไปกูเกิ้ลหาข้อมูลต่อ ปรากฏว่าไอ้ตัวเลขที่เห็น ๘๕/๗๙ เป็นอายุเฉลี่ยของคนญี่ปุ่นตะหาก ส่วนอายุเฉลี่ยของคนไทยปีที่ผ่านมาคือ ผู้หญิง ๗๔.๙๘ ผู้ชาย ๗๐.๒๔ (ยังไงผู้ชายก็ตายไวกว่าผู้หญิงแฮะ)

เราเห็นแล้วก็โล่งใจไปหน่อยหนึ่ง แต่ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ค่อยได้ เพราะดันไปเจอบทความอีกอันหนึ่งที่วิเคราะห์ว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ คนที่มีอายุยืน ก็จะมีโอกาสมีอายุยืนมากขึ้น เช่น คนที่มีอายุได้ถึง ๖๐ ปีในปี ๒๐๐๖ อาจจะมีโอกาสอยู่ได้อีก ๒๐ ปี แต่คนได้ที่มีอายุถึง ๖๐ ปีในปี ๒๐๑๖ อาจจะมีโอกาสอยู่ได้อีก ๓๐ ปี เพราะความก้าวหน้าทางการแพทย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคนรู้จักดูแลตัวเองมากขึ้น

เพราะฉะนั้นอีก ๕ ปีหรือ ๑๐ ปีข้างหน้า เขาอาจจะมาประกาศว่าอายุเฉลี่ยคนไทยเป็น ๘๕ ปีอย่างที่เรากลัวก็ได้

รู้แบบนี้แล้ว สงสัยต้องปรับแผนเกษียณใหม่อีกรอบหนึ่ง เพราะถ้าหากว่าวางแผนเกษียณ (และวางแผนตาย) ไว้ แล้วเกิด “โชคดี” อายุยืนกว่าที่วางแผนขึ้นมา จะกลายเป็น “โชคร้าย” ต้องลำบากทำงานหาเงินตอนแก่อีก จะเซ็งไปกันใหญ่

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ภัยจากจอสี่เหลี่ยม

เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน ได้ดูรายการ “จุดเปลี่ยน” ทางช่อง ๙ เขาเอาปัญหาเด็กติดทีวีมาให้ดู โอ้โห... ดูแล้วหนาว!!!

เขามีสถิติและความเชื่อผิดๆ ของพ่อแม่เกี่ยวกับทีวี บอกว่าเด็กๆ ดูทีวีกันเฉลี่ยวันละประมาณ ๔ ชั่วโมง (มีบางคนที่ดูเยอะๆ ถึง ๗-๘ ชั่วโมงด้วยซ้ำ) ประมาณว่ากลับจากโรงเรียนก็ดูทีวี พ่อแม่บอกว่าปล่อยให้เด็กดูทีวี เพื่อที่พ่อแม่จะได้มีเวลาไปทำอะไรๆ อย่างอื่น เช่น ทำงาน ไม่ต้องคอยเฝ้า ใช้ทีวีเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แถมพ่อแม่บางคนคิดว่า ลูกดูทีวีจะช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น เด็กเล็กๆ ดูทีวี จะได้รู้จักพูดได้เยอะๆ ฯลฯ

แล้วเขาก็ให้เรารู้จักเด็กที่ติดทีวีอย่างหนัก ชื่อน้องโอเว่นอายุประมาณ ๕ ขวบ อยู่กับอาม่าที่ต้องทำงานทั้งวัน ก็เลยเปิดทีวีให้น้องโอเว่นดู น้องจะได้ไม่กวนเวลาทำงาน ปรากฏว่าน้องโอเว่นติดทีวีอย่างหนัก ขนาดเวลาปิดทีวีปุ๊บ น้องร้องไห้ลงไปดิ้นที่พื้น เขาไปคุยกับครูของน้องโอเว่นที่โรงเรียน พาน้องโอเว่นไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพและพัฒนาการ

พบว่ามีพัฒนาการโดยรวมช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน การพูด ก็เพิ่งพูดได้แค่เป็นคำๆ ไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น (เวลาไปโรงเรียนก็จะไปเล่นคนเดียว ไม่ชอบเล่นกับเพื่อน) มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ โวยวาย ร้องไห้รุนแรง (โดยเฉพาะเวลาปิดทีวี)

วิธีการที่หมอแนะนำให้แก้ไข (ก่อนจะสายเกินไป) ก็คือ จำกัดการดูทีวี ให้อาม่าพูดคุยกับน้องโอเว่นมากขึ้น เล่นกับน้อง ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น สอนอ่านเขียนหนังสือ เวลาผ่านไป ๒ เดือน น้องโอเว่นหายก็ติดทีวีได้ แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกเพื่อไล่ให้ทันเพื่อนๆ ในด้านพัฒนาการต่างๆ ทางสังคม โชคดีที่น้องโอเว่นได้รับการรักษาก่อน ถ้าปล่อยไว้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไป

นี่แค่การดูทีวีเฉยๆ นะ ดูแต่รายการที่คนทั่วไปคิดว่าไม่มีพิษมีภัย อย่างการ์ตูน โฆษณาต่างๆ ยังไม่ได้มีเนื้อหาพะเรทติ้งที่สุ่มเสี่ยงอะไรเลย ยังก่อผลร้ายขนาดนี้ แต่พวกที่ทำรายการทีวีไม่สร้างสรรค์ก็ยังออกมาเถียงคอเป็นเอ็นว่า รายการทีวีไม่ได้ชี้นำ ไม่ได้สร้างปัญหาให้สังคมซะหน่อย

รายการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นตอนต่อเนื่อง เกี่ยวกับเด็กติดเกม เราไม่ได้ดู แต่คิดว่าน่าจะอันตรายพอกัน (หรือจะมากกว่า? เพราะเคยได้ยินข่าวเด็กติดเกม เล่นต่อเนื่องไม่หยุดจนตายที่ต่างประเทศ) อยากให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ดูรายการนี้เยอะๆ เวลจะเปิดการ์ตูนให้ลูกดู จะซื้อเกมให้ลูกเล่น ได้ตระหนักถึงพิษภัยแบบนี้ จะได้ยับยั้งชั่งใจกันบ้าง

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

เป้าหมายกับทัศนคติ

ความจริงตั้งใจไว้ว่าที่บล็อกนี้ จะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเขียน (เพราะกลัวเจอโจทก์) แต่พอดีมีเรื่องเพื่อนที่เรารู้สึกว่าน่าจะเอามาเขียนได้ (นินทาเพื่อนไม่เป็นไร ฮ่าๆ) ก็เลยขอเขียนเรื่องส่วนตัว (ของเพื่อน) ซะหน่อย เหตุจุดประกายเกิดจากการที่มีเพื่อนคนหนึ่งมาบ่นเพื่อนอีกคนให้ฟังด้วยความกลุ้มใจว่า ทำไม๊... ทำไม เพื่อนถึงชอบตัดสินใจทำอะไรโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา

เราฟังเขาบ่นยาวยืดแล้ว ก็สรุปว่า คนสองคนนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เวลาที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น คนหนึ่งก็ตัดสินใจไปอย่างหนึ่ง อีกคนก็ตัดสินใจไปทางตรงกันข้าม ต่างฝ่ายต่างก็คิดในมุมของตัวเองว่าที่ทำนี่แหละถูกต้องดีแล้ว แล้วก็ไม่เข้าใจ รับไม่ได้กับการตัดสินใจการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง

คนหนึ่งเป็นคนที่ตั้งเป้าหมายกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ไม่ว่าเรื่องงานเรื่องส่วนตัว มีเป้าหมายแล้ว ก็ “มุ่งมั่น” ที่จะประสบความสำเร็จทุกเป้าหมาย ส่วนอีกคนหนึ่งดูจะเหมือนจะไม่เคยตั้งเป้าหมายในชีวิตเลย ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เพราะเขามี “ความเชื่อมั่น” อยู่ลึกๆ ว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีความสามารถ ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เหมือนคนอื่นๆ

ในด้านความสามารถแล้ว เราคิดว่าทั้งสองคนนี้มีศักยภาพที่จะสำเร็จในเป้าหมายของตัวเองได้พอๆ กัน แต่ความแตกต่างคือ คนหนึ่ง “มุ่งมั่นจะประสบความสำเร็จในทุกอย่าง” แต่อีกคนหนึ่ง “เชื่อมั่นว่าจะล้มเหลวในทุกอย่าง”

ถ้ามองจากภายนอกคนทั่วไปก็คงคิดว่าคนทั้งสองคนนี้ก็ดูจะรับมือกับสถานการณ์ ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ในด้านจิตใจแล้วเราคิดว่า ทั้งสองคนต้องดิ้นรนพอๆ กัน เพราะในชีวิตของคนเรา มีแพ้มีชนะปะปนกันไป ไม่มีใครที่จะชนะได้ตลอด หรือแพ้ได้ตลอด

คนที่ต้องการประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง เจอ “เรื่องไม่กี่เรื่อง” ที่ตัวเองทำไม่สำเร็จ (หรือยังไม่สำเร็จ) ก็กลุ้มใจ หงุดหงิด รำคาญ คิดแต่จะแก้ปัญหา จะเอาชนะอุปสรรคให้ได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่ค่อยได้นึกถึง “เรื่องส่วนใหญ่” ที่ตัวเองจัดการได้ดี

การไม่ยอมปล่อยวางเรื่องบางเรื่อง ไม่ยอมรับว่าเป้าหมายบางอย่างเราก็ไม่มีวันจะไปถึงได้ การไม่ใช้เวลาชื่นชมความสำเร็จของตัวเองมากเท่าที่ควร ทำให้ชีวิตของคนซึ่งคนภายนอกมองว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง กลายเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาที่ยังต้องแก้ มีแต่เป้าหมายที่ยังไปไม่ถึงในความรู้สึกของเจ้าตัว

สำหรับคนที่เชื่อมั่นว่าจะล้มเหลวตลอดเวลา (ความจริงที่บอกว่า เขาเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตเลยก็อาจจะไม่ถูกซะทีเดียว แต่น่าจะเป็นว่าเขาไม่กล้าที่จะตั้งเป้าหมายอะไรในชีวิต เพราะตัวเองปักใจเชื่อไปแล้วว่า ตั้งไปก็ไม่มีทางสำเร็จ) เขาก็ยังสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จในเกณฑ์ที่น่าพอใจ คนทั่วไปอาจจะไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ล้มเหลวในชีวิต

ในสายตาของเจ้าตัว เขากลับคิดถึงความสำเร็จต่างๆ ในชีวิตของเขา ว่าได้มาเพราะ “ฟลุค” บ้าง “โชคดีที่มีคนช่วยบ้าง” ฯลฯ ส่วนเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็คิดตอกย้ำความรู้สึกตัวเองว่า “เห็นไหม เราไม่มีความสามารถจริงๆ ก็สมควรแล้วที่เราจะทำไม่สำเร็จ”

เราคิดว่าถ้าเพื่อนเราจะเริ่มให้เครดิตตัวเองมากขึ้น ว่าความสำเร็จเกิดจากความสามารถของเขาด้วย ค่อยๆ สร้างความมั่นใจให้กับตัวเองว่า ตัวเองมีโอกาสประบความสำเร็จได้เท่าๆ กับคนอื่น (หรือมากกว่า) และในเรื่องที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็กล้าที่จะคิดว่า มันสำเร็จได้ ไม่ใช่ ไปเตรียมใจที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ เพราะมันเป็นการสะกดจิตตัวเอง และยังกลายเป็นข้ออ้างในการที่จะไม่มุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรคอีกด้วย

เราไม่แน่ใจว่าที่เราเขียนมานี้จะเป็นการวิเคราะห์ที่ตรงประเด็นหรือเปล่า จะเป็นสิ่งที่เพื่อนต้องการได้ยินหรือเปล่า และที่สำคัญสุดเพื่อนจะนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่า (เพราะที่จริงก็อายุก็ป่านนี้เข้าไปแล้ว มันก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง) แต่ก็เขียนไปก่อน... ตามอุดมการณ์ของบล็อกนี้คือ ถ้าเราไม่แคร์ แล้วใครจะแคร์ล่ะฟระ? :)

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ธรรมชาติเอาคืน

ตอนนี้ที่อังกฤษน้ำท่วมหนัก โดยเฉพาะภาคกลาง เขาบอกว่าเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่สุดในรอบ ๖๐ ปี (หรืออะไรประมาณนั้น) ในขณะเดียวกันทางยุโรปตะวันออกก็เจอภัยร้อนภัยแล้ง เขาบอกว่านักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวตามป่าตามภูเขาก็เจอไฟป่า ต้องหนีตายลงมาตามชายหาด

อาทิตย์ก่อนเราดูทีวี เขามีข่าวอากาศโคตรร้อนที่อิตาลี ร้อนขนาดตอกไข่ใส่กระโปรงหน้ารถแล้วสุก พี่สาวเราบอกว่ากระโปรงหน้ารถมันก็ร้อนอยู่แล้ว เพราะเครื่องยนต์ร้อน เออ... ก็เป็นไปได้ แต่เขามีภาพว่ามันร้อนขนาดยางมะตอยที่ราดถนนละลาย สาวอิตาลีใส่รองเท้าส้นเข็ม เดินไปแล้วส้นรองเท้าจมลงไปในพื้นถนน อันนี้จะบอกว่าไม่ร้อนก็ไม่ไหวแล้ว

ในขณะเดียวกันก็มีข่าวหิมะตกที่ประเทศบราซิล เป็นครั้งแรกในรอบ ๑๒ ปี คนออกมาเล่นหิมะกันยกใหญ่ ก็น่าตื่นเต้นดี แต่เรารู้สึกว่าน่ากลัวอยู่ในที เพราะรู้สึกว่าอากาศมันชักจะวิปริตเกินขนาด (นึกถึงหนังเรื่อง The day after tomorrow) เมื่อปีที่แล้วประเทศไทยก็อ่วมอรทัยกับอุทกภัย แล้วเมื่อต้นปีก็เจอไฟป่า (บวกกับการเผาป่าแบบไม่มีความรู้) จนเชียงใหม่เชียงรายและอีกหลายๆ จังหวัดกลายเป็นเมืองในหมอก (ควันพิษ)

ตอนที่ An Inconvenient Truth ออกมา คนก็ตื่นตัวเรื่องโลกร้อน เวลาเกิดภัยพิบัติตามที่ต่างๆ คนก็วิตกกังวล และเริ่มจะหันมาใส่ใจธรรมชาติ แต่พอเหตุการณ์ผ่านไปความรู้สำนึกก็ชักจางไป เราอยากให้พวกสื่อมวลชนออกมาย้ำกันบ่อยๆ คนจะได้ไม่ลืมดูแลธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

วันก่อนเราไปกินสลัดซิซเลอร์ เพื่อนก็บอกว่า ตอนนี้โลกร้อน เอาจานเดิมไปตักสลัดดีกว่า (จะได้ไม่เปลืองต้องล้างจานเยอะ) ทุกวันนี้เราก็ไม่ค่อยได้เปิดแอร์นอน เปิดหน้าต่าง แล้วก็เปิดพัดลมแทน มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ประหยัดตรงไหนได้ก็ประหยัด ลดตรงไหนได้ก็ลด อะไรที่ไม่จำเป็นก็อย่าไปใช้ ช่วยกันคนละนิดคนละหน่อยหลายๆ คนทำมันก็เยอะขึ้นเอง

เรื่องประหยัดเรื่องใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า อย่าไปคิดว่าของเขาของเรา บางคนอยู่บ้านประหยัด แต่พอไปที่ทำงานหรือตามที่สาธารณะ ก็ไม่ใส่ใจ นึกว่าที่เสียเปล่าฟุ่มเฟือยไปมันไม่ใช่ของของเรา ไม่เดือดร้อน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นของประเทศของเรา เป็นของโลกของเรา อย่าทำร้ายโลก ทำร้ายธรรมชาติมากไปกว่านี้ เพราะเวลาธรรมชาติเอาคืน เขาเอาคืนทีเดียวหมด ไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นใครหน้าไหน ประเทศไหน เดือดร้อนกันไปทั้งโลกนั่นแหละนะ

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ทนสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ - วิถีแห่งความสุข

เราได้ฟังสัมภาษณ์คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา แห่ง Open ครั้งหนึ่ง เขาพูดว่าเขารู้สึกว่าหลังจากทำงานมานานๆ ปัญหาที่เขาต้องเผชิญมากๆ คือ ต้องพยายามทนรับกับ “สิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ” ให้ได้ เขาบ่นว่า บางทีทำงานกับคนเยอะๆ (โดยเฉพาะคนใหญ่ๆ โตๆ) คุยประชุมกันทีเป็นชั่วโมงๆ งานไม่ไปถึงไหน ไม่มีใครยอมตัดสินใจ ฯลฯ น่าโมโหหงุดหงิด เพราะ “มันไม่ได้ดั่งใจ”

เราฟังแล้วคิดว่า ไม่ใช่เฉพาะในการทำงานเท่านั้น ที่เราต้องทนกับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ แต่ที่จริงคือเราต้อง “ทนสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ” แทบจะทุกขณะของการดำเนินชีวิต

ลองมองดูดีๆ ชีวิตคนเรา มีเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเยอะมาก มีเรื่องที่ได้ดั่งใจเราน้อยมาก ตั้งแต่เด็กๆ ก็ ทำไมต้องไปเรียน ทำไมดูทีวีอ่านการ์ตูนทั้งวันไม่ได้ ทำไมพ่อแม่ไม่ให้ค่าขนมเยอะกว่านี้ ทำไมสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยคณะที่อยากเรียน ทำไมเรียนได้เกรดน้อย ทำไมต้องทำงาน ทำไมเงินเดือนน้อย ทำไมหัวหน้าไม่เห็นความดี ทำไมลูกน้องขี้เกียจทำงาน ทำไมสามีไม่รวย ทำไมลูกงอแง ทำไมฝนตก ทำไมรถติด ทำไมเราต้องเกิด แก่ เจ็บตาย ทำไม.... ทำไม... ฯลฯ

ตราบใดที่เรามีความต้องการและผลลัพธ์มันไม่เป็นตามที่เราต้องการ ก็คือ มันไม่ได้ดั่งใจเรา ถ้าทนไม่ได้เราก็จะเป็นทุกข์ ดังนั้นการทนสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจให้ได้ ก็คือ วิถีแห่งความสุข

ใน 1 ชีวิตเราจะเผชิญอยู่แค่ 2 สิ่ง คือ “สิ่งที่ได้ดั่งใจ” กับ “สิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ” ถ้าเวลาเจอกับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ แล้วเราทนได้ – เราก็ไม่ทุกข์ แล้วเวลาเจอสิ่งที่ได้ดั่งใจเรา – เราก็สุข โดยรวมชีวิตเราก็จะมีแต่สุขกับสุข เหมือนถูกหวย 2 เด้ง

แต่อย่าเพิ่งคิดว่า การทนรับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ หมายความว่าให้เราไม่ต้องสนใจอะไรเลย งอมืองอเท้า ยอมรับชะตากรรมกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนะ

เมื่อเจอสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ ให้พยายามตัดอารมณ์ทิ้งไป หยุดบ่น หยุดคร่ำครวญ หรือโทษโชคชะตาฟ้าลิขิต ฯลฯ แล้วพยายามมองทะลุเข้าไปหาต้นตอ พิจารณาว่าสาเหตุของมันคืออะไร คิดว่ามีอะไรบ้างที่เราสามารถแก้ไขหรือควบคุมให้สิ่งเหล่านั้นมันได้ดั่งใจเรา พยายามแก้ไขในจุดเหล่านั้น แต่ถ้าพิจารณารอบด้านแล้ว แก้ไขเต็มที่แล้ว ก็ยังแก้ไม่ได้ คราวนี้ก็ถึงค่อยทำใจยอมรับกับมัน

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

อย่าโดนสะกดจิต

เคยได้ยินเรื่องนี้กันหรือเปล่า ที่บริษัทผลิตยาสีฟันยี่ห้อดังพยายามจะคิดวิธีเพิ่มยอดขาย ก็ให้พนักงานระดมสมองกันคิดหาไอเดียใหม่ๆ หลังจากที่กลยุทธ์เดิมๆ เช่น การโหมโฆษณา ลดแลกแจกแถม ส่งกล่องชิงรางวัล ฯลฯ ใช้ไม่ได้ผลแล้ว

ก็มีคนเสนอไอเดียขึ้นมาว่า ให้ทำปากหลอดยาสีฟันให้ใหญ่ขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่บีบยาสีฟัน ก็มักจะบีบปรื้ดยาวเท่าแปรงสีฟัน ถ้าปากหลอดใหญ่ขึ้น แปรงฟันแต่ละครั้งก็จะใช้ยาสีฟันมากขึ้น ยาสีฟันก็จะหมดเร็ว คนก็ต้องซื้อบ่อยๆ

ตอนที่เราได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก เขาเอามาเล่ากันว่าเป็น “ความสำเร็จ” ของการคิดแก้ปัญหาแบบ “คิดนอกกรอบ” แต่เรากลับสงสัยว่าการคิดแบบนี้ เป็นการคิดแบบเอาแต่ได้เกินไปหรือเปล่า?

คนขายของต้องพยายามหาวิธีทำให้คนบริโภคของเขามากขึ้นๆ อยู่เรื่อยๆ ไป บางทีเราก็รู้เท่าทันกลเม็ดของเขา บางทีก็รู้ไม่ทัน (บางทีต้องสังเกตดีๆ ถึงจะรู้) อย่างโทรศัพท์มือถือ มีโปรโมชั่นประเภทยิ่งโทรนานยิ่งคุ้ม ยิ่งโทรมากยิ่งคุ้ม ฯลฯ จริงๆ ต้องย้ำเตือนกันว่า ไม่มีอะไรที่ยิ่งใช้มากยิ่งคุ้ม มีแต่ยิ่งใช้มากยิ่งเปลืองมาก

เหมือนที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในอเมริกา พยายามจะ super size ทุกอย่างใน “เมนูสุดคุ้ม” แทนที่จะขายน้ำอัดลมถ้วยเล็ก ก็ขายถ้วยใหญ่ กำหนดราคาต่างกันเล็กน้อย ให้คนซื้อคิดว่า เพิ่มเงินอีกนิดเดียว ได้ปริมาณเยอะกว่าเยอะ ดูแล้วคุ้มค่าเงินกว่า แต่ที่จริงมันเกินกว่าที่เราจะบริโภคเข้าไปได้ สุดท้ายก็เหลือทิ้ง นอกจากเราจะเปลืองเงินแล้ว ยังเป็นการใช้ทรัพยากรโลกแบบสุรุ่ยสุร่าย บริโภคเกินความจำเป็นอีกด้วย

ล่าสุดเราเจออีกแล้ว... โฆษณาครีมนวดผมยี่ห้อหนึ่ง เขาพยายามย้ำว่า “ใช้ทุกครั้งหลังสระ” (ให้นางแบบคนหนึ่ง มีผมสวยสะดุดตากว่าคนอื่นๆ จนกระทั่ง ช่างภาพต้องขอถ่ายรูปเดี่ยว นางแบบคนนี้ผมสวยกว่าคนอื่น เพราะใช้ครีมนวดผม “ทุกครั้งหลังสระ”)

ถ้าคนอื่นดูแล้วไม่สังเกตก็แล้วไป แต่เราดันไปสังเกต (จับผิด) ว่าเป็นความพยายามเพิ่มยอดขายครีมนวดผมโดย “การสะกดจิต” ผู้บริโภค

เขาคงได้ผลวิจัยมาว่า คนส่วนหนึ่งไม่ได้ใช้ครีมนวดผมทุกครั้งที่สระผม (อย่างน้อยก็เราคนหนึ่งหละ เพราะไม่รู้สึกว่าจำเป็น ผมไม่ได้แห้งจนต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งที่สระ บางทีเป็นหลายๆ อาทิตย์ไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ) เลยต้องออกโฆษณามาสะกดจิตว่า ต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งหลังสระ...ต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งหลังสระ... ต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งหลังสระ...

ผู้ใช้อย่างเราก็ต้องมานั่งคิดเอาเองว่า มันจำเป็นจริงๆ เหรอ ที่ต้องใช้ครีมนวดผมทุกครั้งหลังสระ?

เราไปนึกถึงอีกโฆษณาหนึ่งที่เป็นเรื่องของหมอ (หรือหมอฟัน?) ที่ไปอยู่ต่างจังหวัด และใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ ด้วยแรงบันดาลใจจาก “หลอดยาสีพระทนต์” ของในหลวงที่บีบจนบี้แบน ขนาดในหลวงยังทรงใช้ของอย่างประหยัดมัธยัสถ์ คุณหมอในโฆษณาก็อยู่อย่างประหยัด ใช้เท่าที่จำเป็น (สังเกตว่าคุณหมอก็บีบยาสีฟันนิดเดียว)

สิ่งที่เราใช้ๆ อยู่ทุกวันนี้ ต้องผลิตต้องสร้างมาจากสิ่งอื่นๆ ทั้งสิ้น พวกคนขายของก็เอาแต่มุ่งเน้นการขาย นึกถึงแต่ยอดขายผลกำไร โดยไม่คิดถึงสังคมหรือโลก พวกเราก็ต้องคอยเตือนสติกันเองว่า ให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด บริโภคอย่างพอเพียง เท่าที่จำเป็น

เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่เรากำลังทำเพื่อลูกๆ หลานๆ ของเราในอนาคต ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อโลกด้วย

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ฉ.ฉิ่ง น.หนู ท.ทหาร

ช่วงนี้มีคนพูดเรื่องจัดเรทติ้งรายการทีวีกันเยอะ ทีวีเมืองไทยมีระบบเรทติ้งมาพักใหญ่แล้ว (จำระยะเวลาไม่ได้แน่ เหมือนได้ยินแว่วๆ ว่า ๙ เดือนแล้ว) แต่เราก็ไม่เห็นว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไร เดิมเขากำหนดว่า รายการที่มีความรุนแรง ภาษาไม่สุภาพ เนื้อหาไม่เหมาะสม ก็ให้ได้เรทติ้ง น.หนู (แนะนำ คือ ไม่เหมาะจะให้เด็กดูตามลำพัง ต้องมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำ) หรือ ฉ.ฉิ่ง (เฉพาะ)

เราเห็นละครที่ฉายช่วงไพรม์ไทม์หลังข่าวก็ติดเรทติ้ง น.หนู กันทั้งนั้น กลายเป็นว่าการจัดเรทติ้งไม่ได้ทำให้คนทำรายการ พยายามทำรายการให้ดีขึ้น สร้างสรรค์ขึ้น แต่แค่ทำให้พวกเราได้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ในช่วงหนึ่งทุ่ม-สามทุ่ม ทีวีเมืองไทยมีรายการที่ไม่เหมาะกับเด็กมากขนาดไหน (เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์) ที่น่าขำปนเศร้ามากกว่า คือ รายการทีวีตอนดึกๆ ยังมีรายการ ท.ทหาร (ทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ชมทั่วไป) เยอะกว่าตอนค่ำซะอีก

เรื่องเรทติ้งมาฮ็อตอีกรอบก็เพราะคราวนี้เขาจะเพิ่มเงื่อนไขขึ้นมาใหม่ว่า นอกจากจะจัดเรทติ้งแล้วยังมีการกำหนดช่วงเวลาฉายด้วย คือ รายการที่ได้เรทติ้งน. ขึ้นไป จะต้องไปฉายหลัง ๓ ทุ่ม (เพราะสังคมสมัยใหม่ คนทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น กว่าพ่อแม่จะกลับบ้าน ก็มืดค่ำ ถ้าปล่อยให้ทีวีฉายรายการน.หนูช่วงหัวค่ำ พ่อแม่ยังไม่กลับมาถึงบ้าน ก็ไม่รู้ว่าเด็กจะได้รับคำแนะนำจากใคร) และรายการฉ.ฉิ่งเริ่มฉายได้หลังสี่ทุ่ม

ปรากฏว่าพวกผู้จัดรายการออกมาโวยวายกันยกใหญ่ ว่าจะทำให้รายการไม่มีคนดู ไม่มีสปอนเซอร์ พวกผู้จัดรายการอยู่ไม่ได้ ฯลฯ พวกที่โดนผลกระทบเต็มๆ ก็มีแต่พวกผู้จัดละครน้ำเน่าที่ฉายช่วงหนึ่งทุ่ม-สี่ทุ่มนั่นแหละ

ปกติเราก็ดูละครหลังข่าวนะ แต่ดูเป็นบางเรื่องและที่จริงเราก็ชอบ “ละครน้ำเน่า” นะ แต่คำว่า “น้ำเน่า” ของเรา คือ มีฉากกุ๊กกิ๊กโรแมนติก นางเอกต้องสวย พระเอกต้องหล่อ ถึงชีวิตมีอุปสรรค แต่สุดท้ายพระเอกกับนางเอกต้องลงเอยกันด้วยดี เราเรียกแบบนี้ว่าน้ำเน่า เพราะในชีวิตจริงชีวิตมันยุ่งยาก ซับซ้อน ลำบากกว่านั้นเยอะ

ยกตัวอย่างเรื่อง “รักเธอทุกวัน” ที่เพิ่งจบไป พล็อตเรื่องน้ำเน่ามาก พระเอกรวย นางเอกจน แต่ความแตกต่างด้านฐานะไม่สามารถแบ่งแยกความรักได้ แต่ในความน้ำเน่า ยังมีเรื่องดีๆ ที่จะช่วยส่งเสริมจิตใจได้ พระเอกรักนางเอกมากๆ รักเดียวใจเดียว รักนางเอกตั้งแต่แรกเจอและรักทุกวันสมชื่อเรื่อง นางเอกก็เป็นคนดี จิตใจดีงาม มีความตั้งใจมุ่งมั่นและพยายามทำตามความฝันของตัวเอง (คือเป็นช่างตัดผมที่มีชื่อเสียง หาเงินมาปลูกบ้านให้ได้ตามที่พ่อแม่ตั้งใจไว้)

เราว่าละครเรื่องนี้สามารถทำออกมาให้เป็นเรทติ้ง ท.ทหารได้สบายๆ การสร้างอุปสรรคให้พระเอก/นางเอก ไม่จำเป็นต้องให้ตัวอิจฉามาด่าทอ ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าด ไม่จำเป็นต้องมีตัวร้ายที่เกลียดชังริษยาพระเอกนางเอกอย่างไร้เหตุผลและความสมจริง มีฉากหนึ่งที่เรารับไม่ได้เลยคือ ตอนที่ตัวร้ายจะเอาน้ำกรดไปสาดหน้านางเอก (เราเคยดูรายการสัมภาษณ์คนที่เป็นเหยื่อโดนน้ำกรดสาดหน้า น้ำกรดกัดเนื้อลึกลงไปถึงกระดูก เป็นแผลเหวอะหวะ ขนาดรักษาแผลหายแล้ว แต่แผลเป็นก็ยังดูน่าหวาดเสียวและสลดใจมากๆ) โชคดีที่ตัวร้ายซุ่มซ่ามทำขวดน้ำกรดตกแตก นางเอกเลยรอดไม่โดนน้ำกรดสาด แต่ตัวร้ายก็ยังไม่ละความพยายามที่จะทำชั่ว คว้าหม้อแบบที่ใส่กุ้งอบวุ้นเส้นจากร้านอาหารข้างถนน มาตีหัวนางเอกจนสลบและมีผลกับสมองจนตาบอด เราว่าฉากแบบนี้ควรจะโดนตัดทิ้งไปตั้งแต่ตอนเขียนบทแล้ว

หรืออีกเรื่องหนึ่งที่เราดูก็คือ “รักแท้แซ่บหลาย” (เพิ่งจบไปเหมือนกัน) เราไม่ได้ดูตอนแรกๆ แต่จับเรื่องได้ประมาณว่านางเอกเป็นแม่ค้าขายปลาร้า น้องสาวเรียนเมืองนอก แล้วพ่อแม่ตายเลยต้องกู้หนี้ยืมสินมาส่งให้น้องเรียนจนจบ น้องสาวมีแฟนเป็นลูกเจ้าของโรงแรม ก็เลยอายไม่ยอมบอกว่าครอบครัวตัวเองขายปลาร้า หลอกว่าขายผ้าไหมส่งออก กะว่าหลังจากได้แต่งงานกันแล้วเรื่องก็จะจบ แต่ความแตกซะก่อน แฟนของน้องสาวก็เลยโกรธและเลิกกันไป (แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาคืนดีกันตามสไตล์ละครน้ำเน่าอยู่แล้ว)

ข้อคิดดีๆ ของเรื่องนี้ ก็คือ ตัวนางเอกที่รักในอาชีพของตัวเอง เป็นแม่ค้าปลาร้าที่ตั้งใจและมุ่งมั่น พยายามทำของดีมีคุณภาพออกมาขาย มีหนี้สินก็ไม่คิดจะเบี้ยว และไม่ยอมแพ้ พยายามจะหาเงินมาใช้หนี้ด้วยวิธีสุจริต

ละครน้ำเน่าพวกนี้ ตอนที่เป็นฉากธรรมดาๆ เราก็ดูอย่างสบายใจ แต่พอถึงฉากที่มีตัวอิจฉาออกมากรี๊ดๆ ด่ากันฉอดๆ ทำตัวไม่สร้างสรรค์ เว่อร์จนเกินเหตุ เราจะเบื่อมากจนบางทีต้องเปลี่ยนไปดูช่องอื่น พวกผู้จัดละครเขาบอกว่า “ต้องใส่ฉากพวกนี้เข้าไป เพราะคนดูชอบดู” เราไม่แน่ใจว่าที่มันเป็นความจริงหรือเขาคิดเอาเอง โอเค... คงมีคนส่วนหนึ่งที่ชอบดูจริงๆ ดูแล้วมันสะใจดี แต่น่าจะมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ชอบดู แต่จำใจดูเพราะเขาไม่มีทางเลือก เปิดไปช่องไหนก็แย่เหมือนกันไปหมด ทีนี้จริงๆ แล้วคนดูกลุ่มไหนมากกว่ากันล่ะ?

วันก่อนเราฟังรายการวิทยุ “แทนคุณ จิตต์อิสระ” ให้ความเห็นที่น่าคิดว่า ผู้จัดรายการโวยวายว่า การกำหนดช่วงเวลาฉาย คือการที่รัฐบาลจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการดูรายการทีวี แต่พวกเขาน่าจะได้ลองคิดในมุมกลับด้วยว่า การที่ผู้จัดรายการทำละครออกมา (ไม่สร้างสรรค์) เหมือนกันหมดทุกช่อง ก็เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลุ่มที่ไม่อยากดูรายการแบบนี้เหมือนกัน เพราะเขาไม่มีสิทธิจะเลือกดูรายการแบบอื่นเลย

เราว่าเรื่องนี้มันเป็น “วงจรอุบาทว์” คนทำรายการบอกว่า ต้องทำแบบนี้ก็เพราะคนดูชอบดู แต่ที่คนชอบดูรายการแบบนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะการโดนสะกดจิต ได้ดูแต่เรื่องทำนองเดียวกันซ้ำๆๆๆๆ จนฝังในจิตใต้สำนึก หรือคนดูจำต้องดูเพราะไม่มีอะไรดีๆ ดู

เราจะตัดวงจรอุบาทว์นี้ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้บริโภคสื่อตัดสินใจประท้วงไม่ยอมดูรายการที่ไม่สร้างสรรค์พวกนี้ หรือ คนทำรายการมีจิตสำนึกที่จะผลิตรายการที่สร้างสรรค์มากขึ้น เราว่ามันยากทั้งสองทาง เพราะคนจำนวนมากก็ยังอยากบริโภคสิ่งที่ตอบสนองกิเลส คนบางส่วนก็โดนสะกดจิต ส่วนที่เหลือก็ได้แต่บ่นหรือไม่ก็เลิกดูไปเลย จะหวังทางผู้ผลิตก็ยาก เพราะมีเรื่องผลประโยชน์ รายได้มหาศาล ที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องสนใจว่า สังคมจะเลวร้ายหรือแย่ลงยังไง

เราไพล่ไปนึกถึงที่ ดร. สมเกียรติ (อ่อนวิมล) พูดเรื่องอยากทำนิตยสารดีๆ อย่างไทม์ แต่หานายทุนไม่ได้ เพราะนายทุนบอกว่าขายคนไทยไม่ได้หรอก ดร. สมเกียรติ บอกว่า อย่าไปดูถูกคนอ่าน คนที่มีความคิดและต้องการบริโภคสิ่งดีๆ ยังมีอยู่เยอะ และถึงกระทั่งว่าคนอ่านมีไม่เยอะ ในฐานะคนเป็นสื่อที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม สื่อควรเป็นคนนำตลาด นำมวลชนไปในทางที่สร้างสรรค์ สื่อสามารถยกระดับการบริโภคของคนได้ แต่เท่าที่พวกผู้จัดละครน้ำเน่าทำอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นการลดระดับของผู้บริโภค นำพากันไปในทางเสื่อมทั้งสิ้น

วันก่อนเราอ่านความเห็นของคนหนึ่งในนสพ. เขาบอกว่าความจริงเขาไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่หรอกว่า รายการทีวีจะเรทติ้งอะไร ฉ.ฉิ่ง น.หนู หรือ ท.ทหาร แต่ถ้าคนทำรายการ ตั้งใจว่าจะทำสิ่งดีๆ ทำด้วยเจตนาที่ดี มีสำนึกที่ดี รายการมันก็จะออกมาดี แถมเรื่องร้ายๆ ในสังคมนี้ มันไม่ได้มีแค่ในทีวี นอกจากละครน้ำเน่าในทีวีแล้ว เรื่องอื่นก็น่าห่วงเหมือนกัน

ก่อนหน้านี้ที่เราเคยคุยกับพี่สาวเรื่องทำนองนี้ พี่สาวเราบอกว่า อยากจะเขียนจดหมายไปหาคุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล บอกว่า ไหนๆ ไทยรัฐก็เป็นหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดในประเทศ มีนโยบายสร้างทำเพื่อสังคม ไปสร้างโรงเรียนให้ตั้ง ๗๐-๘๐ โรง ไทยรัฐน่าจะตัดสินใจเลิกลงรูปดาราโป๊ๆ ทุกวันอาทิตย์ เลิกเสนอข่าวความรุนแรง ลงเรื่องคนไปไหว้อะไรต่ออะไรขอหวย ฯลฯ คือนำตลาดไปในทางที่สร้างสรรค์ เราบอกว่า ทำยากนะ พี่เราบอกว่า แต่เขาทำได้ถ้าเลือกจะทำ เพราะเขาอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จมากแล้ว

เรากลับคิดไปในอีกทางหนึ่งว่า เราอยากเขียนจดหมายไปหาผู้จัดละครต่างๆ ว่า ทำไมไม่ลองทำละคร ทำรายการที่สร้างสรรค์ ไม่มีความรุนแรง ไม่มีความอิจฉาริษยา ไม่มีการทำร้ายกันทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ส่งเสริมค่านิยมดีๆ ให้คนรู้จักทำงานหนัก แข่งขันกันอย่างยุติธรรม เราเชื่อว่ายังมีคนอยากดูอีกเยอะ

ละครซิทคอมหลายๆ เรื่องดูสนุกโดยไม่ต้องอาศัยตัวอิจฉาที่วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่แต่งตัวโป๊ๆ ทำท่าร้ายกาจด่าทอคนอื่น และยั่วยวนพระเอก เกมโชว์/ทอล์คโชว์หลายๆ รายการดูสนุกโดยไม่ต้องให้พิธีกรพูดจาไม่รู้เรื่อง หรือเล่นเกมไร้สาระ เรายังเชื่อว่าคนไทยเก่งกาจ มีสติปัญญามากพอที่ทำรายการทำละครที่มีคุณภาพได้ แต่พี่เราก็บอกว่า ทำยากเหมือนกัน เพราะก็ต้องไปเกี่ยวพันกับเจ้าของเวลา สปอนเซอร์ ฯลฯ

เท่าที่เราเขียนๆ ที่บล็อกนี้มา ผลตอบรับน้อยมากๆๆ (แทบไม่มีคนคอมเมนต์เลย... เดาว่าอาจจะไม่มีคนอ่านจนจบ) แต่ถ้าที่เราเขียนไปวันนี้มีคนอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว ลองช่วยแสดงความเห็นกันหน่อยได้ไหม ว่าถ้าเราจะล่ารายชื่อให้ได้ซักปริมาณหนึ่ง แล้วทำจดหมาย (ไม่ว่าจะไปถึงไทยรัฐ หรือผู้จัดละคร) ว่าไม่เอาแล้วรูปโป๊ๆ ในหนังสือพิมพ์ หรือละครน้ำเน่าในทีวี จะมีใครสนใจมาร่วมลงชื่อกับเราบ้างไหม

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ต้มยำกุ้ง ๑๐ ปี

เมื่อวานฟังวิทยุตอนเช้า เขาพูดถึงประโยคทองของคุณสวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ตอนสมัยฟองสบู่แตกใหม่ๆ แล้วก็มีหนี้ท่วมตัว ที่บอกว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” เราก็ไม่ทันได้คิดอะไร พอกลับบ้านไปอ่านไทยรัฐ ถึงได้รู้ว่า เมื่อวานเป็นวันครบรอบ ๑๐ ที่รัฐบาลบิ๊กจิ๋วประกาศลอยตัวค่าเงินบาท

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผ่านมาแล้ว ๑๐ ปี...

ที่น่าประหลาดใจก็คือ เมื่อวานเป็นวันที่ตลาดหุ้นปิดตัวในระดับเกือบ ๘๐๐ จุด สูงที่สุดในรอบ ๑ ปี ๑ เดือนที่ผ่านมา

เราจำเหตุการณ์ตอนฟองสบู่แตกไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยรู้สึกว่ามีผลกระทบกับเรามากนัก (คงเพราะยังเด็ก เพิ่งเรียนจบ ทำงานใหม่ๆ) ที่เท่าที่จำได้ก็คือ เงินเดือนไม่ขึ้นอยู่ ๓ ปี แต่การงานเราก็มั่นคงดี ถึงแม้จะต้องระเห็ดไปเป็นกะเหรี่ยงขายแรงงานอยู่ต่างชาติถึง ๑๘ เดือน

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผ่านมาแล้ว ๑๐ ปี...

ในไทยรัฐเขาสรุปเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตอนนั้นให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นความอู้ฟู่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โครงการที่มีแค่กระดาษร่างแบบ ก็ขายเป็นเทน้ำเทท่า ที่ดินบูมขนาดซื้อมาวันนี้ พรุ่งนี้ก็ขายได้กำไรเป็นแสนๆ ตลาดหุ้นรุ่งโรจน์ดัชนีอยู่ในระดับพันกว่าจุด

แล้วพอฟองสบู่แตกก็สิ้นเนื้อประดาตัวกันหมด ค่าเงินบาทอ่อนไปถึง ๕๐ กว่าบาท คนที่เคยมีโครงการเป็นร้อยๆ พันๆ ล้าน แต่เป็นเงินที่กู้มาจากต่างชาติ เพียงข้ามคืนหนี้บานเป็นพันๆ หมื่นๆ ล้าน (วันก่อนไปรพ.กรุงเทพ ยังเจอคุณศิริวัฒน์ อดีตเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์และเหยื่อ “ต้มยำกุ้ง” ที่สุดท้ายต้องไปขายแซนด์วิชช์ จนในปัจจุบันก็รู้สึกจะปลดหนี้ได้เกือบหมดแล้ว)

ตลาดหุ้นรูดจากพันกว่าจุดลงไปสองร้อยกว่า คนที่เคยรวยอู้ฟู่จากหุ้น เหลือแค่ใบหุ้นที่มีค่าเท่ากับเศษกระดาษ ธนาคารหลายๆ ธนาคารต้องปิดตัว อีกหลายธนาคารพยายามเอาตัวรอดด้วยการขายหุ้นให้ต่างชาติ หรือควบรวมกิจการกัน

เจ้าของธุรกิจหลายๆ คนต้องปิดกิจการ บางคนก็ต้องขายหุ้นให้กับคนอื่น บางคนก็สู้ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี (เช่น คุณสวัสดิ์ ที่ว่าไป ถึงจะบอกว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” แต่ก็เจรจากับเจ้าหนี้ทุกราย ตัดสินใจขายกิจการบางส่วน และพยายามค่อยๆ ใช้หนี้ไป จนปัจจุบันก็หมดแล้ว หรืออย่างคุณบุญชัย เบญจรงคกุล เจ้าของยูคอม หรือกระทั่งกิจการของเจ้าสัวใหญ่ระดับอินเตอร์อย่างเครือซีพี) แต่บางรายก็ตัดสินใจหนีหนี้หรือล้มบนฟูก ปล่อยให้หนี้ตัวเองกลายเป็นหนี้เน่าที่รัฐต้องเข้าไปรับภาระ

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผ่านมาแล้ว ๑๐ ปี...

ตอนกลางคืนเราฟังวิเคราะห์ ว่าตอนนี้เศรษฐกิจเมืองไทยก็ดูท่าจะสดใส แต่บางคนก็เป็นกังวลว่า จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว มีคนไปสัมภาษณ์คุณสวัสดิ์ว่ามีความเห็นว่าอย่างไร คุณสวัสดิ์บอกว่า คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีกแล้ว เพราะระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทย ไม่ได้เป็นแบบสมัยก่อน การโจมตีค่าเงินบาทจะไม่ง่ายเหมือนสมัยโน้นแล้ว

นักธุรกิจตอนนี้ก็ได้บทเรียนจากคราวนั้นและมีความระมัดระวังรอบคอบในการทำธุรกิจกันมากขึ้น รู้จักการวางแผนประกันความเสี่ยงต่างๆ กันมากขึ้น คุณสวัสดิ์บอกว่า คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับเมื่อปี ๒๕๔๐ ในช่วงชีวิตของคุณสวัสดิ์ “เพราะคนเราตายหนเดียวก็เกินพอแล้ว”

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ทำเพื่อคนอื่น ออกแบบเพื่อคนจน

ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจในมติชนฉบับล่าสุดเขียนเรื่องสุนทรพจน์ของบิล เกทส์ที่กล่าวกับบัณฑิตมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดปี ๒๐๐๗ พูดถึงสิ่งที่ฮาร์วาร์ดไม่ได้สอน แต่เขาได้เรียนรู้หลังจาก ๓๐ ปีผ่านมา

บิล เกทส์พูดเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของคนในโลก และการที่คนธรรมดาๆ อย่างเราจะสามารถทำให้ช่องว่างระหว่างคนที่มีโอกาสกับคนที่ไร้โอกาสแคบเข้ามา (ถ้าเรามีเวลาว่างอาทิตย์ละสองสามชั่วโมง มีเงินเหลือสองสามเหรียญต่อเดือน ทีเราสามารถเสียสละหรือบริจาคได้ เราจะเอาไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างหรือเปล่า)

ในฐานะคนที่มีโอกาสเหนือกว่าคนอื่นมากมาย ในฐานะคนที่ได้เป็นบัณฑิตในสถาบันอันทรงเกียรติอย่างฮาร์วาร์ด พวกเขาน่าจะได้ทำอะไรๆ เพื่อคนที่ด้อยโอกาสนับล้านๆ ในโลกนี้บ้าง เป็นไปได้ไหมที่คนของฮาร์วาร์ดจะทำอะไรเพื่อคนที่ไม่เคยกระทั่งได้ยินชื่อฮาร์วาร์ด?

หนุ่มเมืองจันทน์เขียนบทความนี้ไว้แค่เป็นน้ำจิ้ม ทำให้เราต้องเสิร์ชอินเทอร์เน็ตหาสุนทรพจน์ตัวจริงของบิล เกทส์มาอ่าน แต่ด้วยความยาวขนาด ๕ หน้ากระดาษเอสี่ ก็ทำเอาเราชะงักไปหน่อยหนึ่ง โชคดีที่เสิร์ชต่อไปอีกหน่อย ก็เจอที่คุณ ‘คนชายขอบ’ แปลเป็นไทยไว้ให้อ่านแล้ว ที่ http://www.fringer.org/?p=249

(ตอนที่เราเสิร์ชหาเรื่องนี้ ก็มีคนพูดถึงสุนทรพจน์ของสตีฟ จ็อบส์ที่สแตนฟอร์ดปี ๒๐๐๕ ซึ่งเราเคยอ่านจากฟอร์เวิร์ดเมล (หรือบล็อกไหนสักแห่งหนึ่ง) แต่ลืมไปแล้ว ได้มาอ่านอีกรอบหนึ่งก็ถึงได้นึกได้ว่าเป็นสุนทรพจน์ที่ดีอีกอันหนึ่ง อันนี้คุณ ‘คนชายขอบ’ ก็แปลเป็นไทยให้อ่านได้ที่ http://www.fringer.org/?p=30 แถมยังมีคนอื่นๆ แปลไว้อีกหลายเวอร์ชัน ตามลิงก์ในคอมเมนต์ของคุณ iMenn โพสต์ไว้ เลือกอ่านกันได้ตามใจชอบ)

เรารู้สึกดีใจที่คนที่มีเหลือจนเกินพอ รู้จักพอ และรู้จักคิดถึงคนอื่น คนมองโลกในแง่ร้ายบางคน อาจจะสงสัยว่าบิล เกทส์ตั้งมูลนิธิโดยมีจุดประสงค์แอบแฝง ทำบุญเอาหน้า มากกว่าทำไปด้วยใจบริสุทธิ์ ครั้งแรกที่เราได้ยินเราก็คลางแคลงใจเหมือนกัน แต่พอได้อ่านสุนทรพจน์เขาครั้งนี้ ก็คิดว่าน่าจะของจริง แต่ถึงจะไม่ใช่ของจริง ถึงเขาจะทำบุญเอาหน้า เราว่าก็ยังดีกว่า ไม่ทำบุญแล้วยังเอาหน้า ซะอีกนะ

อ่านเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน เรื่องคนอภิสิทธิ์กับคนจน แล้วก็ไพล่ไปนึกถึงคอลัมน์เล็กๆ ที่ได้อ่านในบางกอกโพสต์ อ่านมานานแล้ว ว่าจะเขียนถึงแต่ก็ยังไม่ได้จังหวะจนวันนี้ โดนัลด์ จี แม็คนีล จูเนียร์ เขียนเรื่อง “การออกแบบเพื่อแก้ปัญหาให้คนจนทั่วโลก”


พอล โพแล็ค กล่าวปราศรัยต่อกลุ่มนักประดิษฐ์ว่า “ผู้บริโภคนับล้านล้านคนในโลกนี้กำลังรอคอยจะซื้อแว่นตาอันละ ๒ เหรียญ โคมไฟพลังแสงอาทิตย์ราคา ๑๐ เหรียญ และบ้านหลังละ ๑๐๐ เหรียญ”

พอลซึ่งเคยเป็นจิตแพทย์และในปัจจุบันทำงานให้กับองค์กรที่ช่วยให้ชาวไร่ชาวนาที่ยากจนกลายเป็นนักคิดนักธุรกิจ บอกว่า นักออกแบบที่ฉลาดที่สุดในโลกทำงานรับใช้บรรดาคนรวยที่สุดซึ่งมีจำนวนแค่ ๑๐% ของประชากรโลก ทุ่มเทมันสมองสร้างสรรค์ผลงานอย่าง ฉลากขวดไวน์ กูตูร์ (Couture เสื้อผ้าไฮโซหรูระยับ) และมาเซอราติ (รถยนต์สปอร์ตราคาแพง)

เขาบอกว่า “ต้องมีการปฏิวัติเพื่อล้มล้างอัตราส่วนที่ไร้สาระนั่น”

เพื่อการปฏิวัติ พิพิธภัณฑ์ Cooper-Hewitt National Museum (ซึ่งอยู่ในแมนชันขนาด ๖๔ ห้องของแอนดรู คาร์เนกี บนถนนฟิฟท์แอฟเวนิว และมีออมสินรูปหมูทำด้วยทองแดงขายในร้านขายของที่ระลึกในราคา ๒๕๐ เหรียญ) ได้ให้เกียรติกับบรรดานักประดิษฐ์ที่อุทิศตัวให้กับ “ประชากรอีก ๙๐% ที่เหลือ” ประชากรนับล้านล้านคนที่มีรายได้น้อยกว่า ๒ เหรียญต่อวัน

ผลงานของนักประดิษฐ์เหล่านี้ได้นำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการในสวนของพิพิธภัณฑ์จนถึงวันที่ ๒๓ กันยายน เป็นผลงานที่ต้องยกนิ้วให้ ประมาณว่า “ทำไมถึงไม่มีคนคิดเรื่องนี้มาก่อน”

หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่เรียบง่ายที่สุดแต่ก็สง่างามที่สุด สร้างขึ้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระซึ่งผู้หญิงและเด็กนับล้านต้องใช้เวลาหลายๆ ชั่วโมงทำ นั่นก็คือการไปตักน้ำ การเทินคนโทน้ำไว้บนหัวอาจจะทำให้ท่าทางการเดินสง่างาม แต่มันก็เป็นงานที่ทำให้ปวดหลังและบางครั้งทำให้เกิดการบาดเจ็บจนถึงพิการได้ด้วย ผลงานประดิษฐ์ที่เรียกว่า Q-Drum เป็นภาชนะทรงกลม บรรจุน้ำได้ ๙๑ ลิตรและกลิ้งไปตามพื้นได้ง่ายขนาดที่เด็กเล็กๆ สามารถลากไปได้ด้วยเชือก

ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น คือ นักออกแบบส่วนใหญ่ที่กล่าวปราศรัยในวันเปิดนิทรรศการต่อต้านแนวความคิดของการบริจาค

มาร์ติน ฟิชเชอร์ วิศวกรซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง KickStart บอกว่า “ความต้องการอันดับ ๑ ของคนยากคนจนคือ วิธีหาเงินเพิ่มขึ้น” KickStart เป็นองค์กรซึ่งบอกว่าได้ช่วยเหลือคน ๒๓๐,๐๐๐ คนให้พ้นจากความยากจน โดยขายปั๊มน้ำแบบใช้แรงคนราคา ๓๕-๙๕ เหรียญ

ปั๊มน้ำช่วยให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวในหน้าแล้งซึ่งผลผลิตจะมีราคา ๓ เท่าของราคาปกติ ฟิชเชอร์เล่าถึงลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งยอมอดมื้อกินมื้อเป็นสัปดาห์เพื่อเก็บเงินมาซื้อปั๊ม และทำเงินได้ ๑,๐๐๐ เหรียญในการขายพืชผลในปีถัดมา

มาร์ตินบอกว่า “คนยากคนจนส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนาที่พยายามจะเอาชีวิตรอด พวกเขาต้องการ business model ที่ช่วยให้เขาทำเงินได้ภายใน ๓-๖ เดือน ซึ่งเท่ากับระยะเวลาของหนึ่งฤดูเพาะปลูก” KickStart ยอมรับเงินบริจาคเพื่อนำมาใช้ทำโฆษณาและหาช่องทางการจัดจำหน่ายที่จะขายสินค้าและชิ้นส่วนอะไหล่

มาร์ตินบอกว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเขาไม่สำรวจตลาดก่อนซื้อสินค้า หลายๆ คนไม่เคยเดินทางออกนอกหมู่บ้านด้วยซ้ำ

เราหันมามองตัวเอง คิดถึงคุณค่าของสิ่งที่เราทำ งานของเราทำประโยชน์ให้กับใครหรือเปล่า สร้างผลกระทบให้กับชีวิตของคนบ้างไหม เราคงไม่สามารถทำอะไรที่เป็นปรากฏการณ์ ที่แน่ๆ มันทำให้เรามีรายได้ ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก และใช้ส่วนที่เหลือ (ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือเวลา) ทำประโยชน์เล็กๆ ให้กับสังคมเท่าที่เราจะทำได้

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550

รักนะแต่ไม่แสดงออก

วันก่อนได้รับการ์ดจากเพื่อนที่อเมริกา ก่อนเปิดซองก็สงสัยว่ามีโอกาสอะไรพิเศษหรือเปล่าที่ทำให้เราได้การ์ดแผ่นนี้ จะว่าเป็นการ์ดวันเกิดก็เร็วเกินไป จะเป็นการ์ดปีใหม่ไทยก็ผ่านมานานแล้ว เปิดซองออกมาเป็นการ์ดขอบคุณ

เพื่อนเราคลอดลูกเมื่อประมาณ ๒ เดือนที่แล้ว เราก็สั่งของขวัญทางอิน-เทอะร์-เน็ทส่งไปให้ เพื่อนก็บ่นๆ ว่าเกรงใจ แต่เราบอกว่าไม่เป็นไร เราอยากให้ ความจริงก็ได้คุยกันทั้งทางอีเมลและทาง MSN เพื่อนก็ขอบอกขอบใจก่อนหน้านี้แล้วหลายรอบ

ในการ์ดเพื่อนเราเขียนว่า ขอโทษที่ส่งการ์ดขอบคุณช้าไปหน่อย ความที่เป็นแม่มือใหม่ก็เลยวุ่นๆ เพิ่งได้เวลาจัดการอะไรต่ออะไร

เราว่านี่เป็นอีกหนึ่ง “นิสัยอเมริกัน” ที่เพื่อนเราติดมา เพราะคนไทยไม่ค่อยทำอะไรแบบนี้ ในแง่หนึ่งมันก็ยุ่งยากวุ่นวายนะ เสียเวลานะ (คนไทยต้องเอาเวลาไปทำมาหากิน ไม่มีเวลามาทำเรื่องแบบนี้?) แต่นึกในอีกแง่หนึ่งมันก็ดีนะ เป็นมารยาทดี ใครทำอะไรให้เราก็ต้องขอบคุณ

ความจริงคนไทยก็มีมารยาท ใครทำอะไรให้ขอบคุณนะ แต่มันไม่ได้เป็นรูปธรรมขนาดนี้ เราว่าคนไทยเป็นพวกที่ไม่ค่อยแสดงออกในด้านอารมณ์ให้คนอื่นรับรู้ รักก็เก็บไว้ในใจ เกลียดก็เก็บไว้ในอก นอกจากจะเหลืออดเหลือทนจริงๆ ถึงจะได้แสดงกันออกมาทางวาจา หรือการกระทำ

แต่หลังๆ นี้เราสังเกตว่า คนไทยเปิดเผยอารมณ์กันมากขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น แต่เป็นในด้านลบซะเยอะ คือ หมดความเกรงอกเกรงใจคนอื่น คิดอะไรก็พูดออกไปโพล่งๆ ไม่พอใจใครก็ออกมาประท้วงกันโต้งๆ อ้างว่าเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

แต่พอเป็นด้านดี ด้านบวก ส่วนใหญ่ก็ยังเก็บงำกันไว้ไม่เปิดเผยเท่าที่ควร เป็นประเภทรักนะแต่ไม่แสดงออก ขอบคุณนะแต่เก็บไว้ในใจ ยิ่งคนใกล้ตัวเท่าไหร่ยิ่งละเลย เพราะคิดว่าไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องรักษามารยาท (ลองนึกดูว่า ตัวเองพูด “ขอบคุณ” “ขอโทษ” “รัก” “คิดถึง” “เป็นห่วง” กับคนในครอบครัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ของเรานี่นึกไม่ออกเลย เป็นพวกหยาบในอารมณ์มากกับคนใกล้ตัว แต่กับคนอื่นก็ยังต้องทำบ้าง เวลาที่เป็นมารยาทปฏิบัติของสังคม)

ตอนนี้สังคมกำลังแรงๆ ร้อนๆ ประทุเป็นไฟ คนไทยลองหันมาเป็นคนกล้าแสดงออก กล้าเปิดเผยความรู้สึกในด้านบวกกันบ้างดีไหม รักใคร ชื่นชมใคร ขอบคุณใคร ก็บอกให้เขาได้รับรู้แบบเป็นรูปธรรม

เริ่มจากคนในครอบครัว (สำหรับเราอาจจะทำไม่ได้ เพราะมันเขินๆ – it’s easier said than done :P – แต่เอาเป็นว่า ถึงไม่ได้ออกมาเป็นวาจาหรือการกระทำตรงๆ แต่เราก็น่าจะมีวิธีการที่แสดงความรู้สึกดีๆ ให้กันได้ ในระดับที่เหมาะสมกับตัวเอง) แล้วกระจายต่อไปคนรอบๆ ตัว เพื่อนๆ คนในที่ทำงาน แล้วก็ไปที่คนอื่นๆ ทั่วไป

เราทำงานกับฝรั่ง เคยได้รับคำชมหรือคำขอบคุณหลายๆ ครั้ง ทุกครั้งก็รุ้สึกดี (ถึงแม้บางทีจะรู้สึกว่า เฮ้ยยยย ไม่ต้องเวอร์ขนาดนั้นก็ได้ แต่อ่านอีเมลแล้วก็ยิ้มได้พักหนึ่ง) มันก็แค่เวลาสองสามนาที กับคำพูดไม่กี่คำหรือตัวหนังสือไม่กี่ตัว แต่สร้างความรู้สึกดีๆ ให้คนได้

เราคิดว่าน่าจะพยายามทำให้บ่อยขึ้น แต่ก็มักจะลืมตัวทุกทีไป แต่เรื่องทุกเรื่องมันฝึกหัดกันได้ หันมาแสดงออกในอารมณ์ชอบ รัก พึงพอใจ ขอบคุณ ให้ออกมาเป็นรูปธรรมกันดีกว่า ส่วนอารมณ์ร้าย เกลียด ไม่รัก อิจฉา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของให้ตัวอิจฉาในละครภาคค่ำที่พะเรทติ้ง “น” เขาเถอะ

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เน็ท หรือ เหน็ท

วันก่อนเพื่อนถามเราว่า Internet ออกเสียงว่าอะไร เราก็งงๆ แต่ก็ตอบไปแบบอัตโนมัติว่า อิน-เทอะร์-เหน็ท เพื่อนบอกว่า ใช่เหรอ... เพราะได้ยินคนออกเสียงว่า อิน-เทอะร์-เน็ท สองคนแล้ว คือคุณปลื้ม กับ ดร. สมเกียรติ (อ่อนวิมล) เราก็เลยไม่แน่ใจ เพราะถ้าเราออกเสียงไม่เหมือนสองคนนี้ และต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ผิด และฝ่ายที่ผิดน่าจะเป็นเรามากกว่า

เราบอกว่าเดี๋ยวจะลองสังเกตว่านายฝรั่งเราออกเสียงยังไงกันแน่ พอดีช่วงนี้นายเราไม่อยู่ เราก็เลยเปิดดิก American Heritage ที่มีออกเสียงให้ฟังได้ด้วย ฟังด้วยหูห่วยๆ ของเรา มันก็เสียงกึ่งๆ นะ แต่เราก็ยังว่าเขาออกเสียงใกล้ไปทาง เหน็ท มากกว่า เน็ท

วันนี้ได้ฟังวิทยุรายการ Good Morning Sweet FM (เจ้าเก่า) คุณอรอุมาเขาพูดเรื่องม็อบขึ้นมาแว้บนึง ยังไม่ทันได้ไปเรื่องม็อบคริสไพล่ไปอธิบายเรื่องเสียงสูงเสียงต่ำในภาษาอังกฤษให้ฟัง เลยได้คำตอบกับคำถามของเพื่อนเราเลยแฮะ

เขาบอกว่า ภาษาอังกฤษ จะมีหลายๆ คำที่คนไทยออกเสียงสูง แต่ฝรั่งออกเสียงต่ำ (หรือกลับกัน) แล้วเขาก็เทียบให้ฟัง เช่น mob กับ mop คำแรกออกเสียง “มอบ” โดยเสียงจะต่ำและลากยาวกว่า ส่วนคำหลังออกเสียง “ม้อพ” เสียงสูงกว่าและสั้นกว่า (และแน่นอนว่าต้องมีเสียง เบอะ กับ เพอะ เล็กๆ ตอนท้าย)

แล้วคริสก็ไล่ตัวสะกดหลายๆ ตัวให้ฟัง อย่างคำว่า food กับ foot คำแรกออกเสียง “ฟูด” เสียงต่ำและลากยาวกว่า ส่วนคำหลังออกเสียง “ฟุ้ท” เสียงสูงกว่าและสั้นกว่า (บวกกับเสียง เดอะ กับ เทอะ เล็กๆ ตอนท้าย)

คำที่สะกดด้วย g จะเป็นเสียงยาว เช่น bag คือ แบ้ก เสียงยาวต่ำ แต่ back แบ๊ค เสียงสูงสั้น หรือ cage ก็เสียงยาว แต่ case เสียงสั้น ฯลฯ

พอเอาหลักการนี้มาจับ เราก็เลยได้คำตอบว่า ทำไมคุณปลื้มกับดร. สมเกียรติ (ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษกว่าเรามากๆๆ) จึงได้ออกเสียง internet ว่า อิน-เทอะร์-เน็ท (ไม่ใช่ เหน็ท)

อีกอันหนึ่งที่คริสพูดขึ้นมาคือ ควรพูดให้ได้ทั้งสำเนียงไทยและฝรั่งและเลือกให้เหมาะสมกับผู้ฟัง ถ้าพูดกับคนไทยก็ต้องบอกว่า มีม็อบอยู่ที่สนามหลวง แต่ถ้าพูดกับฝรั่งก็บอกว่า There is a “มอบ” at Sanam-Luang (หรือ Grand Palace?) ซึ่งเราก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะจะได้ไม่เกิดปัญหาคุยกันไม่เข้าใจกันหรือโดนคนหมั่นไส้ (อันแรกเวลาพูดกับฝรั่ง อันหลังเวลาพูดกับคนไทย – เพราะการหมั่นไส้คนอื่น เป็นงานอดิเรกของคนไทย ฝรั่งมีงานอดิเรกอย่างอื่นแล้ว)

แต่ในขณะเดียวกันการทำแบบนี้ก็อาจจะเกิดปัญหา (กับสมองของคนพูดเอง) เพราะบางทีอาจเกิดอาการสับสน สำเนียงตีกัน พูดกับคนไทยไปออกสำเนียงฝรั่ง พูดกับฝรั่งไปออกสำเนียงไทย เลยไม่รู้เรื่องไปหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ฐาน ๖ ของคนดี

แนวปฏิบัติทำความดีที่สมควรมีผู้รับผิดชอบต่อไป
(รายงานพิเศษ โดย บุศรินทร์ ปัทมาคม มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ ๘-๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ฉบับที่ ๑๓๙๙)

ผู้เขียนได้อ่านรายละเอียดการทำความดีให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยบังเอิญ ได้อ่านจดหมายอวยพรปีใหม่ของศาสตราจารย์กิติคุณ เดชา บุญค้ำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาภูมิสถาปัตย์ ท่านเป็นอดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้อความอวยพรนั้นมีสาระสำคัญ เพราะท่านไม่ได้ไปลอกเลียนแบบความดีในหนังสือโบราณ หรือหนังสือสอนศาสนาใดๆ

แต่เป็นความดีชนิดที่จับต้องได้

ท่านเลือกค้นคว้าจากความดีหลายเชื้อชาติ หลายภาษา รวมทั้งพุทธศาสนา และจัดเป็นหมวดหมู่ แนวทางปฏิบัติความดีจัดแบ่งเป็น ๖ กลุ่ม เพื่อจดจำง่าย ดังต่อไปนี้ (ดูข้างล่าง)

ผู้เขียนอ่านแล้วรู้สึกประทับใจ และคิดว่าถ้าเยาวชนของชาติได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ ก็จะเกิดความดีในเชิงปฏิบัติกับทุกระดับชั้น ท่านใช้ภาษาง่าย จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ไว้อย่างเป็นระเบียบ ขอให้โปรดพิจารณาในข้อความของท่าน ผู้เขียนคิดว่าครบถ้วนแล้ว แต่ท่านยังบอกว่า ถ้าเห็นยังขาดส่วนใดก็ขอให้ช่วยเพิ่มเติมเข้าไปอีกก็ได้ ท่านเชิญชวน

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้เขียนนำเสนอไว้ตรงนี้ ก็เพราะอยากเห็นกระทรวงศึกษาธิการนำไปพิมพ์เผยแพร่แจกโรงเรียนหรือแจกครูไปทั่วประเทศ เพราะเป็นแนวคิดที่สมควรจะปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ อะไรที่เสริมสร้างได้ก็ควรทำ ไม่ใช่จะรอแต่ฟังพระเทศน์หรือรอให้พระสงฆ์ไปสอนศีลธรรมในโรงเรียนเท่านั้น ครูทุกคนมีความรู้เรื่องความดี และสอนความดีได้

การกระทำของศาสตราจารย์กิติคุณ เดชา บุญค้ำ ที่ได้ลงทุนจัดพิมพ์เผยแพร่ด้วยตนเอง นับว่าน่าสรรเสริญอย่างยิ่ง

ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้นำมาเผยแพร่ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบโดยทั่วกัน และอยากให้กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณา หากเห็นชอบก็ควรจัดพิมพ์และเผยแพร่ไปให้ถึงครูและเด็กต่อไป

ฐาน ๖ ของคนดี

มีฐานแห่งความเป็นที่น่าเชื่อถือ
มีความซื่อสัตย์ / ไม่โกหกหลอกลวง คดโกง หรือลักขโมย / เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ – ทำตามที่ตนพูด /กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง / สร้างชื่อเสียงในทางที่ดี / มีความจงรักภักดี – ยืนเคียงข้างครอบครัว เพื่อน และประเทศชาติ

มีฐานแห่งความรับผิดชอบ
จงทำในสิ่งที่จะต้องทำ / มีความมานะบากบั่น พยายามทำไปตลอดเวลา / ทำให้ดีที่สุดเสมอ / ควบคุมตัวเองให้ได้ / เป็นผู้มีวินัย / คิดก่อนทำโดยคำนึงถึงผลที่จะตามมา / รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ

มีฐานแห่งความเคารพ
เคารพและให้เกียรติผู้อื่น – ทำตามกฎกติกา / มีความอดทนในสิ่งที่แตกต่าง / มีมรรยาทดี ไม่พูดจาหยาบคาย / มีความเกรงใจผู้อื่น / ไม่ข่มขู่ ทุบตีหรือทำร้ายผู้อื่น / รู้จักอดกลั้นอย่างสงบต่อความโกรธ การเยาะเย้ยถากถาง และความขัดแย้ง / แต่งกายสุภาพให้ความเคารพสถานที่ตามกาลเทศะ

มีฐานแห่งความยุติธรรม
เล่นตามกติกา / ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในการให้และรับ / มีส่วนในงานกลุ่ม / มีความเปิดเผย รับฟังผู้อื่น / ไม่เอาเปรียบผู้อื่น – ไม่ลัดคิว / ไม่กล่าวโทษผู้อื่นโดยไม่ไตร่ตรอง

มีฐานแห่งความเอื้ออาทร
มีความเมตตา / เห็นอกเห็นใจผู้อื่น แสดงน้ำใจ / แสดงความขอบคุณ / ให้อภัยแก่ผู้อื่น / ให้ความช่วยเหลือผู้ลำบาก / บริจาคตามอัตภาพ

มีฐานแห่งความเป็นพลเมืองดี
ทำหน้าที่ของตนที่จะช่วยทำให้โรงเรียนและหมู่บ้านของตนดีขึ้น / รับรู้ความเป็นไปของบ้านเมือง – ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง / เป็นเพื่อนบ้านที่ดี / เชื่อฟังกฎหมายและข้อบังคับ / ให้ความเคารพต่อบ้านเมือง / ช่วยปกป้องศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2550

หาเรื่องคุย

เมื่อเช้าขับรถมาทำงาน ฟังรายการวิทยุช่อง ๘๙.๕ รายการ Good Morning Sweet FM พิธีกรคือ Christopher Wright กับ อรอุมา เกษตรพืชผล เป็นรายการเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เมื่อก่อนเขาจัดรายการสด แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าพิธีกรชายจะเริ่มดังและมีงานรัดตัวมากขึ้น ก็เลยจัดรายการเป็นเทป

คริสบอกว่า คนไทยอยากเก่งภาษาอังกฤษ อยากคุยกับฝรั่ง แต่พอเจอฝรั่งตัวเป็นๆ กลับไม่รู้จะคุยอะไร คุณพิธีกรสาวบอกว่าเป็นเพราะ เขาไม่เก่งภาษาอังกฤษหรือเปล่า ไม่รู้ศัพท์ ก็เลยไม่รู้จะคุยอะไร แต่คริสบอกว่า ส่วนหนึ่งก็ใช่ แต่หลายๆ คนที่เก่งภาษาอังกฤษ ก็คุยไม่ได้ เพราะไม่มีเรื่องจะคุย

เขาบอกว่าเท่าที่สังเกตคนไทยจะคุยเก่ง น้ำไหลไฟดับ กับคนที่ตัวเองสนิทด้วย แต่พอเป็นคนแปลกหน้า ก็จะไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไร ไม่รู้จะเริ่มต้นที่ตรงไหน ไม่รู้จะไปต่อทางไหน ส่วนใหญ่ก็เลยได้แค่ Where are you from แล้วก็จบ

การจะคุยกับคนที่ไม่รู้จัก ส่วนหนึ่งจะง่ายขึ้นถ้าเราเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ชอบพูดชอบคุย แต่อีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ ถ้าเราเป็นคนที่มีความรู้ทั่วๆ ไปเยอะ หรือช่างสังเกต หรือสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว สนใจในสิ่งที่คนอื่นๆ ในโลกเขาสนใจ

ถ้าฝรั่งบอกว่ามาจากประเทศอังกฤษ อาจจะถามว่ามาจากเมืองอะไร แมนเชสเตอร์เหรอ เรารู้อะไรเกี่ยวกับเมืองนั้นหรือเปล่า (ทีมฟุตบอล มหาวิทยาลัย ฯลฯ) ก็จะคุยกันต่อไปได้ แม้กระทั่งเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองนั้นเลย ถ้าเป็นคนที่สนใจอยากรู้อยากเห็น ก็จะซักถามพูดคุยกับเขาได้ ที่นั่นเป็นอย่างไร ผู้คนเป็นอย่างไร อาชีพการงาน อาหารการกิน ฯลฯ สามารถชวนคุยได้ยืดยาว

จะว่าไปแล้วเรื่องการพูดคุยกับคนแปลกหน้า มันยาก ไม่ใช่เฉพาะกับชาวต่างชาติหรอกนะ กับคนไทยด้วยกันเอง ก็ด้วย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะทำ ลองหานึกหาเรื่องราวที่เรารู้และคิดว่าคู่สนทนาเราจะสนใจ หรือเรื่องราวที่เราสนใจและคิดว่าคู่สนทนาของเราน่าจะมีความรู้ และคุยด้วยได้ (แต่พยายามหลีกเลี่ยง การเมือง ศาสนา ไว้หน่อยก็ดี อิอิ) พอ “break the ice” ได้คราวนี้ก็ลื่นไหลไปได้ด้วยดี

การพูดคุยกับคนอื่นนอกจากจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ก็ยังเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากคนที่เราคุยด้วย เพราะชีวิตของคนแต่ละคน ก็เปรียบได้กับหนังสือเล่มหนึ่งเลยทีเดียว เราสามารถเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องต่างๆ จากประสบการณ์ของเขาได้ บางอย่างก็อาจจะเอามาใช้ประโยชน์ได้โดยตรงในทันที หรือบางอย่างก็แค่ฟังไว้ประดับความรู้ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าสิ่งที่เราฟังไว้แค่ประดับความรู้อาจจะมีประโยชน์กับเราอย่างมหาศาลในวันหน้าก็ได้

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์