ทุกวันนี้เราเบื่อหน่ายเรื่องการเมืองมากกกกก... ไม่ติดตามข่าวใด ๆ ทั้งสิ้น และพยายามหลีกเลี่ยงการคุยเรื่องการเมืองในทุกกรณี ใครถามว่าเราเป็นฝ่ายไหน เราก็บอกว่า เราเป็นกลาง ไม่เข้าข้างไหนซักฝ่าย
เราไม่ได้เป็นแฟนรัฐบาลปัจจุบัน (หรือที่เขาว่าเป็นรัฐบาลนอมินีของอดีตนายก) แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับการออกมาประท้วงขับไล่รัฐบาลของพันธมิตร เรามีเหตุผลส่วนตัวของเราที่จะคิดและจะเชื่อแบบนั้น ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็มีเหตุผลที่จะคิดและจะเชื่อเหมือนหรือแตกต่างไปจากเรา
สังคมคงไม่วุ่นวาย ถ้าทุกคนเคารพในสิทธิและวิจารณญาณของคนอื่น ไม่พยายามไปรุกล้ำสิทธิหรือสงสัยในวิจารณญาณของคนอื่น แต่ทุกวันนี้มันวุ่นวาย เพราะทั้งสองฝ่ายคิดว่าตัวเองถูก-อีกฝ่ายผิด และในสังคมต้องมีแต่เรื่องที่ถูกต้อง (หรือแปลว่าเรื่องที่ตนเองเห็นด้วย) เท่านั้น สิ่งที่ผิดต้อง (หรือแปลว่าเรื่องที่ตนเองไม่เห็นด้วย) ถูกกำจัดไป
สังคมเป็นยังไง ชีวิตเราก็เป็นอย่างนั้น... นั่นคือ ชีวิตของเราก็วุ่นวายไปตามสถานการณ์ทางการเมืองทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันเลย เพราะเราต้องเจอกับคนที่เชียร์อดีตนายกเต็มที่ แบบไม่เห็นความผิดด่างพร้อยอะไรเลย แล้วเราก็ต้องเจอกับคนที่เป็นฝ่ายพันธมิตรเต็มตัว ต้องการกำจัดอดีตนายกให้สิ้นซาก
แรก ๆ เรายังไม่รู้ตัว เวลาคุยกับฝ่ายอดีตนายก เราก็ดันพยายามจะอธิบายให้เข้าใจถึงประเด็นของพันธมิตรที่เห็นว่าอดีตนายกมีข้อเสียยังไง พอคุยกับฝ่ายพันธมิตร เราก็ดันไปพยายามอธิบายว่ารัฐบาลนี้มีความชอบธรรมยังไงที่จะบริหารบ้านเมืองต่อไป และพันธมิตรไม่มีความชอบธรรมยังไงที่จะไปไล่เขาออก
คุยไปทีไรก็เป็นเรื่อง... หลัง ๆ เลยเลิก (เริ่มฉลาดขึ้น?) ไม่ว่าฝ่ายไหนจะคุยอะไรมา เราทำอย่างเดียวคือ ยิ้ม ๆ แล้วก็ปล่อยให้เขาพูดไปเรื่อย ๆ ไม่สนับสนุน ไม่คัดค้าน ไม่ตอบโต้ จนเขาหมดมุขแล้วซักพักก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนุ่มเมืองจันท์ เขียนในมติชนสุดสัปดาห์ (ฉบับ ๑๔๖๔ วันที่ ๕-๑๑ กันยายน ๒๕๕๑) แนะนำว่า ทุกวันนี้ถ้ามีคนจะชวนคุยเรื่องการเมือง ควรจะถามไปตรง ๆ เลยว่าอยู่ฝ่ายไหน ถ้าอยู่ฝ่ายเดียวกันก็ค่อยคุยกัน แต่ถ้าเป็นคนละฝ่าย ให้เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นทันที
แถมบอกว่าถ้าใครมาบอกว่า “เป็นกลาง” อย่าไปเชื่อ คนเป็นกลางคบไม่ได้ เป็นพวกอีแอบ เราอ่านแล้วฉุนนิดหน่อย หนอย... มาว่าเราเป็นอีแอบ คบไม่ได้ แต่ก็เห็นด้วยกับที่หนุ่มเมืองจันท์บอกว่า เวลาที่เกิดข้อขัดแย้งขึ้นทีไร คนกลางนี่แหละที่ซวยมากที่สุด
หนุ่มเมืองจันท์บอกว่าคนที่ “เป็นกลาง” ไม่มีจริง ยกตัวอย่างทางกายภาพว่า ถ้ามีคนยืนกันอยู่ ๓ คน คนทางซ้าย-คนตรงกลาง-คนทางขวา ถ้าเราเป็นคนที่ยืนทางซ้าย ก็ต้องมองว่าคนตรงกลาง เป็นพวกฝ่ายขวา แต่ถ้าเราเป็นคนที่ยืนทางขวา ก็ต้องมองว่าคนตรงกลางเป็นพวกฝ่ายซ้าย
ชัดเจนจริง ๆ ว่าคนตรงกลางซวยที่สุด เพราะเจอศึก ๒ ด้าน!!
เรามีหลักฐานที่ว่าคนเป็นกลางซวยที่สุด เป็นต้นว่า เขาประท้วง ปิดถนน รถติดวินาศสันตะโร คนเป็นกลางที่อยู่แถว ๆ นั้นซวย เขายึดทำเนียบ ประกาศหยุดงาน ปิดรถไฟ ปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ ม็อบสะใจ รัฐบาลไม่สนใจ คนเป็นกลางก็ซวยเพราะเดินทางไม่ได้ ธุรกิจเสียหาย รัฐบาลไม่ชอบใจที่ทำเนียบโดนยึด ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามชุมนุมเกิน ๕ คน ม็อบอยู่กันเป็นพัน ๆ คนสบายใจ ก็รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ แต่คนเป็นกลางซวย
สถานการณ์บีบคั้นขนาดนี้ ถึงเวลาที่คนเป็นกลางต้องเลือกข้างซะแล้ว หรือเปล่า?!?
ปล. เดือนนี้ที่ทำงานเรามีประชุมกับ Vendor ที่เป็นคนจีน เขาเมลมาบอกว่า ไม่อยากมาประชุมที่กรุงเทพฯ เลย ดูข่าวแล้วท่าทางอันตราย สถานการณ์เลวร้าย-ต่างชาติหมดความเชื่อมั่น เคราะห์หามยามร้ายเราอาจจะต้องถ่อไปประชุมที่จีนแทน แบบนี้คนเป็นกลาง เอ้ย... เราซวย!!