วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

บทเรียนจากขโมยขึ้นบ้าน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องตื่นเต้นและน่าหวาดเสียวเกิดขึ้น คือมีขโมยขึ้นบ้านเราและเข้ามาถึงในห้องนอนเรา มันเลือกหยิบกระเป๋าสะพายและกระเป๋าใบเล็กใบน้อยที่เราเก็บในลิ้นชักหัวเตียง ตามโต๊ะตู้ต่างๆ ไป เอาไปรื้อนอกบ้านและเลือกเอาแต่เงินกับของที่มันอยากได้ไป แล้วก็ทิ้งของที่ไม่มีประโยชน์สำหรับมันไว้ มันรื้อเจอกุญแจรถ ก็เลยขับรถไปด้วย แต่โชคยังดีที่มันออกจากหมู่บ้านไม่ได้ เพราะหน้าหมู่บ้านมียาม ก็เลยได้แต่กระเป๋าสตางค์ มือถือ และนาฬิกาไป

ตอนเราตื่นมารู้ตัวว่ากระเป๋าหายก็ตกใจ พอเห็นว่ารถหายก็ยิ่งโคตรตกใจ พอรู้ว่ารถไม่หายก็ใจชื้น แต่พอคิดไปนานๆ ก็ใจเสีย เพราะหมู่บ้านเรามียาม ขโมยเข้ามาในหมู่บ้านได้ เข้ามาถึงในบ้านเราได้ เข้ามาถึงในห้องนอนเราได้ ขับรถเราไปได้ มันรู้ลู่ทางต่างๆ ในบ้านหมดแล้ว น่าหวาดเสียวว่ามันจะย้อนกลับมาอีก น่าสงสัยว่าจะมีใครในหมู่บ้านรู้เห็นเป็นใจหรือเปล่า นอกจากบ้านเราแล้ว มันยังเข้าไปขโมยที่บ้านหลังอื่นอีก ๒ หลัง มีแต่คนถามว่าหมู่บ้านมียาม ทำไมขโมยเข้ามาได้ อันนี้ก็ต้องสืบสวนสอบสวนกันต่อไป

ที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งก็คือ ขโมยมันไม่หยิบข้าวของอะไรอื่นของเราเลย (กล้องวิดีโอ โน้ตบุ๊ค ไอพ็อดของหลาน) เหมือนจะมุ่งหาแต่สตางค์อย่างเดียว ราวกับมันรู้ว่าถ้าหิ้วของพะรุงพะรังเดินผ่านตู้ยามคงจะผิดสังเกตได้ง่าย ยิ่งทำให้น่าสงสัยว่าจะเป็นคนที่เคยเข้านอกออกในหมู่บ้านมาแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็พยายามจะขโมยรถเราออกไป ซึ่งถ้ามันเคยเข้านอกออกในมาแล้ว มันก็ต้องรู้ว่าจะขับรถผ่านตู้ยาม ต้องผ่านกล้องวงจรปิด ก็ไม่น่าคิดจะเอารถไปเสียแต่แรก คิดไปคิดมาแล้วก็คิดไม่ตก

ความหวังสูงสุดของเราก็คือ ตำรวจจะเข้ามาสืบสวนเอาจริงเอาจัง จนจับตัวคนร้ายได้ แต่ถ้าไม่สมหวัง ถัดมาก็หวังว่าการที่มีตำรวจมาสืบสวน จะเป็นการขู่ขวัญขโมย ให้มันรู้ว่าถ้าย้อนกลับมาอีกเอ็งเจอดีแน่ ให้มันไม่กล้าย้อนกลับมาขโมยซ้ำอีก

คนที่ได้ฟังเรื่องนี้หลายๆ คนตั้งข้อสังเกตว่า ขโมยใช้ยาสลบหรือเปล่า เพราะมันเข้ามาในห้องนอนเรา เดินไปทั่ว รื้อค้นเอากระเป๋าไปได้โดยเราไม่รู้ตัวเลย แต่เราคิดว่าไม่ใช่ เราว่าแค่นอนหลับธรรมดาโดยไม่ได้คิดว่าต้องระแวดระวังอะไร พี่สาวเราอยู่คนละหมู่บ้าน เคยโดนขโมยขึ้นบ้านเหมือนกัน บอกว่าขโมยก็เข้ามาเดินในบ้าน เข้าไปค้นทุกห้องโดยไม่มีใครรู้ตัวเหมือนกัน

เวลาที่คนเราหลับสนิทๆ แล้ว (เวลาไพรม์ไทม์ช่วงตีสามตีสี่) ถ้าไม่มีเสียงเอะอะโวยวายจริงๆ ก็ไม่น่าจะตื่น เรานึกถึงเวลาเราไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน บางทีเราตื่นมาเข้าห้องน้ำหรือกินน้ำ ปิดเปิดประตูเสียงดังก๊อกแก๊ก เพื่อนที่นอนด้วยกันก็ไม่เห็นตื่น หรือกลับกันถ้าเพื่อนตื่นมาเข้าห้องน้ำ/กินน้ำ เราก็ไม่ตื่นเหมือนกัน สรุปว่า ไม่น่าจะมียาสลบ

ถัดมาทุกคนก็แสดงความเห็นตรงกันว่า โชคแล้วที่เราไม่ตื่น ไม่รู้ตัว เพราะถ้ารู้ตัวตื่นขึ้นมาจ๊ะเอ๋กับขโมย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะโดนทำร้ายหรือเปล่า ทุกคนพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า ถ้า(โชคร้ายซ้ำซ้อน)เกิดมีคนเข้ามาขโมย(อีก) แล้วเราเกิดรู้ตัว ตื่นขึ้นมาเจอขโมยพอดี ให้เงียบๆ เอาไว้ แกล้งทำเป็นหลับต่อไป อย่าเอะอะโวยวายหรือเสียดายของ เราไม่มีทางรู้ว่ามันมีอาวุธอะไรมาด้วยหรือเปล่า มันเหี้ยมโหดแค่ไหน เกิดเราเอะอะโวยวายขึ้นมา มันเอามีดมาแทง เอาปืนมายิง จะซวยหนักขึ้นไปอีก

สรุปว่าให้ท่องไว้ว่า ตั้งสติ อย่าโวยวาย แกล้งหลับ ขโมยมันเข้ามาเงียบๆ ก็ปล่อยให้มันไปเงียบๆ อันนี้ก็เป็นในทางทฤษฎีนะ ในทางปฏิบัติก็แล้วแต่คนว่าจะรวบรวมสติได้แค่ไหน บางทีคนอาจจะตกใจตื่น งัวเงียขี้ตา โวยวายออกไปไม่รู้ตัว อันนั้นก็ถือซะว่าแล้วแต่บุญแต่กรรมที่ทำมาเก่าก่อนก็แล้วกัน

มีบางคนก็ทักว่า เรากำลังดวงซวยดวงตกหรือเปล่า อันนี้เราไม่ใช่หมอลักษณ์ ก็เลยฟันธงไม่ได้ แต่ที่ฟันธงได้ คือ เราประมาท เราคิดว่าหมู่บ้านเราน่าจะปลอดภัย คิดว่ามียามเฝ้าหน้าหมู่บ้าน คงไม่มีคนแปลกหน้าเข้ามาได้ เวลาเราล็อกบ้านล็อกห้องนอนก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ล็อกแค่กุญแจลูกบิดอย่างเดียว รถเราก็จอดไว้หน้าบ้าน ไม่ได้เอาเข้ามาจอดในบ้าน เพราะคิดว่าเป็นถนนในหมู่บ้าน ไม่มีใครเข้าออกพลุกพล่าน ความเป็นจริงก็คือ บ้านเราไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เศรษฐกิจแย่ลง ขโมยขโจรก็ชุกชุมขึ้น ยามก็ไม่ได้เข้มงวดกับคนเข้าออกซักเท่าไหร่

สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือ ต้องไม่ประมาท เลิกคิดว่าบ้านเราปลอดภัย ล็อกบ้านล็อกห้องนอนให้แน่นหนาให้เป็นนิสัย ล็อกกุญแจลูกบิดแล้ว ก็ต้องใส่กลอนทุกอันด้วย (กุญแจลูกบิดเป็น “ขนม” สำหรับขโมยมือโปรที่ใช้กุญแจผี การใส่กลอนไม่ได้ป้องกันขโมย ๑๐๐% แต่เพิ่มความลำบากให้มัน หวังว่ามันจะคิดว่า เวลาก็มีไม่มาก ไปเข้าบ้านที่เข้าง่ายๆ ดีกว่า) รถก็เอาเข้ามาจอดในบ้าน เปิดไฟหน้าบ้านทิ้งไว้บางดวง ให้มีแสงสว่างบ้าง สเต็ปต่อๆ ไปก็คือ ต้องพยายามหารือกับคนในหมู่บ้านเรื่องยามและการรักษาความปลอดภัย

อีกอันที่เราได้คิดจากเหตุการณ์นี้ คือ ตอนที่เราเช็คดูว่ามีอะไรหายไปบ้าง ทีแรกเรานึกว่าสายสร้อยกับแหวนที่เราไม่ได้ใส่นานมากๆ แล้วหายไปด้วย วูบหนึ่งก็รู้สึกเสียดาย แต่อีกแป๊บหนึ่งก็คิดได้ว่า ตอนที่มันยังไม่หาย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอยู่ ซุกไว้ในลิ้นชักเฉยๆ โดยไม่ได้มีประโยชน์โภชน์ผลต่อใครเลย คิดได้ว่า ของต่างๆ ตั้งมากตั้งมาย ถ้าไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์ ก็ไม่รู้จะอยากได้อยากมีไปทำไม มันสุขแค่แวบเดียวตอนที่ได้รู้ว่ามี ได้รู้ว่าเป็นเจ้าของ เท่านั้นเอง แถมพอตอนนึกว่าหายก็รู้สึกทุกข์ ทุกข์ไปจนกว่าจะตั้งสติได้ และตัดความรู้สึกเสียดายออกไป ขโมยขึ้นบ้านก็ทำให้ได้ปลงไปด้วยแฮะ

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์