เมื่อเช้าฟังวิทยุได้ยินเขาบอกว่า ตรงถนนเกษตรนวมินทร์ ช่วงแถวๆ หลังโรงเรียนสตรีวิทยา ๒ มีทุ่งทานตะวันใหญ่เบิ้ม ทางกทม. (หรือเขตฯ?) เขาไปขอความร่วมมือจากหมู่บ้านเสนานิเวศน์ใช้ที่ ๔๕ ไร่ ปลูกต้นทานตะวัน ตอนนี้กำลังออกดอกสีเหลืองทองอร่ามเต็มไปหมด
ฟังแล้วเลยได้คำตอบที่เราเก็บความสงสัย (อยู่เงียบๆ) มาปีกว่าๆ
เพราะช่วงวันหยุดสงกรานต์ปีที่แล้ว เราขับรถผ่านไปตรงที่เขาพูดถึงนี่แหละ แล้วก็เห็นทุ่งทานตะวันที่ว่านี้ ก็เลยจอดรถถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วก็สงสัยว่าใครหนอ ที่มาปลูกต้นทานตะวันพวกนี้ไว้ และปลูกไปทำไม และฯลฯ
แต่ไม่ว่าใครจะปลูก เราก็ชื่นชม เพราะได้เห็นดอกทานตะวันบานเป็นทุ่ง แล้วชื่นใจ ยิ้มได้ (เพิ่มขึ้นจากการได้ขับรถเต็มสปีดในถนนว่างๆ ของกรุงเทพฯ ซึ่งมีแค่ปีละครั้งตอนสงกรานต์)
ตอนนี้พ้นช่วงสงกรานต์มาแล้ว รถก็กลับมาติดเหมือนเดิม อากาศก็ร้อนยังกะนรก ตามถนนมีอะไรสวยๆ งามๆ ให้ดู ก็ได้คลายร้อน ได้เย็นใจกันบ้างก็ดีเนอะ ใครที่ไม่เคยเห็นทุ่งทานตะวัน อยากจะไปแอ็คท่าถ่ายรูป ก็ไปได้ อยู่ใกล้ๆ แค่นี้ ไม่ต้องขับไปต่างจังหวัดไกลๆ ให้เปลืองน้ำมันแล้ว :)
Wednesday, April 23, 2008
ทุ่งทานตะวัน
Wednesday, April 2, 2008
ความรู้กับความบันเทิง
เราเคยสงสัยว่า ทำไมเวลาเราไปต่างประเทศ เราถึงรู้สึกอยากจะไปเที่ยวตามพิพิธภัณฑ์ อยากไปดูงานศิลปะ แต่เมืองไทยก็มีพิพิธภัณฑ์ตั้งเยอะแยะ ผลงานศิลปะของเราไม่ได้ไม่ได้น้อยหน้าใครๆ เลย ทำไมเราไม่รู้สึกว่าอยากไปดูอยากไปชมสักเท่าไหร่ หรือว่าเราจะเป็นพวกไม่รักของไทย ไม่ชาตินิยม
พอได้มาอ่านที่อาจารย์นิธิเขียนในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก็เพิ่งเข้าใจสาเหตุ ว่าเรายังไม่สามารถให้ความรู้ได้มากพอที่จะสร้างสำนึก สร้างความรู้สึกซาบซึ้งกับคุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่เราได้เห็น ได้ดูในพิพิธภัณฑ์หรืองานแสดงต่างๆ พอไปเข้าดูพิพิธภัณฑ์ไทย มันเลยไม่รู้สึกสนุก ไม่เห็นคุณค่า ไม่เข้าใจความหมาย
ในสังคมไทยดูเหมือนว่าความรู้กับความบันเทิงเป็นสิ่งที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ ความบันเทิงของไทยจึงมีแต่ความไร้สาระ ไม่สมจริงสมจัง ในขณะที่ความรู้ก็เป็นเรื่องน่าเบื่อ หนักหัวสมอง เคร่งเครียด ไปซะงั้น
...ศิลปะและรสนิยมทางศิลปะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพมากกว่าทักษะและทัศนคติบางด้าน สังคมใดไปฝากศิลปะไว้กับการศึกษามวลชนจึงมักไม่สามารถปลูกฝังรสนิยมอันดีทางศิลปะแก่มวลชนได้
อย่าเพิ่งคิดเอาไปฝากไวก้บครอบครัวนะครับ เพราะฝากกับครอบครัวนั้นถูกแน่ แต่ถูกแบบกำปั้นทุบดิน เนื่องจากครอบครัวของมวลชนเองก็อ่อนแอในเรื่องนี้ จำเป็นต้องมีเครื่องไม้เครื่องมืออื่นในสังคม เพื่อช่วยครอบครัวด้วย เครื่องมือสำคัญก็คือ สื่อ และกระบวนการเรียนรู้ที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตของคนในตลาด
สื่อในเมืองไทยเอื้อต่อการเรียนรู้และเสพย์ศิลปะมากน้อยแค่ไหน ก็เห็นๆ กันอยู่แล้วนะครับ ผมจะไม่พูดถึง
แต่ผมอยากจะพูดถึงสถาบันที่ผู้คนในสมัยปัจจุบันไปเที่ยวเตร่เยี่ยมเยือน เช่น พิพิธภัณฑ์, สวนสนุก, สถาบันดนตรี, หอศิลป์, มหกรรม, งานนิทรรศการ, งานแสดงสินค้า ฯลฯ อะไรทำนองนี้มากกว่า
สิ่งเหล่านี้มีเป้าหมายที่ซ้อนกันอยู่หลายมิติ หากำไรก็ใช่, ให้ความบันเทิงก็ใช่, และที่ไม่ควรขาดอย่างยิ่งก็คือ ให้การเรียนรู้ด้วย เป้าหมายเหล่านี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเองนะครับ ถ้าไม่หน้ามืดกับการหากำไรจนเกินไป ก็จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้ทำให้เกิดลูกค้าใหม่ในอนาคต ไม่ใช่การลงทุนเปล่า
พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ที่แสดงของพร้อมป้ายอธิบายอย่างหยาบๆ เท่านั้น พิพิธภัณฑ์ (ทุกชนิด) เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุกและให้การเรียนรู้มาก แต่ต้องมีกิจกรรมการเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย เช่น สร้างแกนเรื่อง (theme) ที่น่าสนใจขึ้น และมีบริการนำชมเป็นรอบๆ ไป
ใครเข้าชมหอศิลป์ ก็อาจจะซื้อตั๋วเพื่อชม “อิทธพลของ Impressionism ในศิลปะไทย” ซึ่งจะได้ชมภาพของศิลปินไทยหลายท่าน รวมทั้งได้ความรู้ว่าอะไรคือ Impressionism ในทางศิลปะ, อิทธิพลนั้นแสดงออกในภาพเขียนอย่างไร, ยังมีสืบมาถึงปัจจุบันหรือไม่, เทคนิควิธีของการเขียนภาพแบบต่างๆ ฯลฯ รวมทั้งอาจซักไซ้ผู้นำชมได้อีกมากมายโดยไม่มีคำตอบตายตัว
แกนเรื่องมีมากมายหลายเรื่อง และต้องสร้างขึ้นใหม่ให้น่าสนใจอยู่เสมอ
ผมจึงพูดอยู่บ่อยๆ ว่า หัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์, หอศิลปะ, นิทรรศการ, ฯลฯ นั้นคือวิจัย นอกจากต้องมีความรู้ว่าจะเก็บและตั้งแสดงอย่างไรแล้ว ต้องติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการพอที่จะสร้างแกนเรื่องให้ใหม่สดและอยู่ในความสนใจใคร่รู้ของผู้คนได้ด้วย
ผมขอยกตัวอย่างสถาบันทางดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกสักแห่งหนึ่งเป็นตัวอย่าง นั่นคือ Lincoln Center แห่งนิวยอร์ก
ผู้คนรู้จักศูนย์ลิงคอล์นว่าเป็นโรงแสดงดนตรีอันมีชื่อเสียงเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วศูนย์ลิงคอล์นเป็นมากกว่านั้นมาก
ห้องประชุมใหญ่ของที่นี่ชื่อ Avery Fisher Hall อันเป็น “บ้าน” ของ New York Philharmonic Orchestra อันลือชื่อ นอกจากใช้แสดงแล้วยังใช้ฝึกซ้อม วงดนตรีนี้ไม่ห้อยอยู่บนบันไดชั้นบนเฉยๆ แต่ยังพยายามปลูกฝังรสนิยมการฟังดนตรีแก่เยาวชนและคนทั่วไป โดยเฉพาะสมัยที่ Leonard Bernstein เป็นผู้อำนวยการและอำนวยวง ตัวเขานั่นเองแหละที่จะนำวงมาสอนทุกวันอาทิตย์ และว่ากันว่า เขาเป็นครูชั้นยอดทีเดียว
ที่สังกัดอยู่กับ Lincoln Center ยังมีศิลปะการแสดงแขนงอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากดนตรีคลาสสิค เช่น สถาบันอุปรากรและบัลเลต์, มีสมาคมภาพยนตร์, มีแจ๊ซ, และเชมเบอร์มิวสิคอยู่ด้วย นอกจากนี้ ก็มีห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับศิลปะการแสดงที่ใหญ่มาก มีพิพิธภัณฑ์การดนตรี และมีการขายทัวร์นำผู้สนใจเข้าชมทั้งศูนย์ได้ด้วย
สถาบันที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Lincoln Center คือโรงเรียนดนตรีชื่อ Julliard ซึ่งถือกันว่าโรงเรียนนี้ผลิตนักดนตรีดีที่สุดของโลก นักเรียนดนตรีที่นี่จัดแสดงดนตรีในหอประชุมต่างๆ ของศูนย์เกือบตลอดปี แม้มีชื่อเสียงระดับสุดยอด โรงเรียนดนตรี Julliard ก็ยังจัดสอนภาคพิเศษตอนเย็น ซึ่งเปิดรับคนทั่วไปเข้าเรียนได้ แล้วแต่จะเลือกสนใจเรื่องอะไรของดนตรี แม้แต่นักท่องเที่ยวซึ่งมีเวลาอยู่นิวยอร์กนานพอ ก็สามารถไปลงทะเบียนเลือกเรียนได้
ทั้งนี้ ยังไม่พูดเรื่องเว็บไซต์ ซึ่งนอกจากบอกกล่าวกิจกรรมของศูนย์หรือวงนิวยอร์กฟิลฮาร์มอนิกแล้ว ยังให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีและศิลปะการแสดงแขนงอื่นอีกมากมายด้วย
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่ชี้ให้เห็นว่า เราสามารถทำตลาดให้เป็นมากกว่าที่ขายของได้ นั่นก็คือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย เพราะชีวิตคนปัจจุบันอยู่ในตลาด หากตลาดไม่ให้การเรียนรู้ ผู้คนจะ “มีการศึกษา” ไม่ได้ ไม่ว่าจะขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปเป็น ๑๒ หรือ ๒๔ ปี
ตลาดศิลปะที่มีคุณภาพเกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีการเรียนรู้ และการเรียนรู้เกิดขึ้นในชีวิตปรกติของตลาด อันไม่อาจเกิดขึ้นได้เพราะการจัดแสดงเพียงอย่างเดียว เดินเข้าไปชมภาพศิลปะร่วมสมัยในหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยไทย โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตกรรมสมัยใหม่เลย จะไม่ให้ความรู้สึกว่ามีเท้าที่มองไม่เห็นถีบออกมาได้อย่างไร
ตลาดที่ไม่มีโอกาสเรียนรู้ ย่อมไม่สามารถอุปถัมภ์ศิลปะและวิทยาการที่ดีเลิศได้เป็นธรรมดา และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในตัวตลาดนั้นเองได้ ทั้งยังเป็นช่องทางการเรียนรู้ที่ได้ผลที่สุดด้วย เพราะสัมพันธ์กับชีวิตคนยิ่งกว่าโรงเรียน, วัด, หรือภาพเขียนและดนตรีเลิศใดๆ
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของการอุปถัมภ์ศิลปะจากอภิชนมาสู่สามัญชนนั้น ต้องมาพร้อมกับการทำให้ความรู้เป็นสมบัติของประชาชนด้วย (popularization of knowledge) แต่นี่เป็นสิ่งที่ชนชั้นนำไทยไม่เคยใส่ใจตลอดมาตั้งแต่โบราณจนถึงทุกวันนี้
คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ จึงได้แต่หงุดหงิดงุ่นง่านไปตามลำพัง เพราะไม่มีใครยอมเผยแพร่แบ่งปันความรู้กันตามที่แกเรียกร้องอยู่เสมอเลย
ตัดตอนมาจาก “ศิลปะในตลาดที่ไม่ได้เรียนรู้” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ – มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๔๔๐ วันที่ ๒๑-๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑
Monday, March 24, 2008
ลดใช้ถุง ช่วย(ไม่ให้)โลกร้อน
ห้างเซ็นทรัลจัดโปรโมชั่น No Bag Day วันที่ ๒๔-๓๐ มีนาคม คนที่เอาถุงมาใส่สินค้าเอง จะได้ลดราคา ๑๐-๓๐% (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) เราไม่ได้จะช่วยโฆษณาให้เซ็นทรัล แต่จะบอกว่าความจริงไอเดียแบบนี้ น่าจะมีคนทำกันเยอะๆ
สมัยที่เราที่เราไปเรียนที่อังกฤษตอนแรกๆ ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่มีถุงก๊อบแก๊บใส่ของให้ ต้องเอาถุงไปใส่ของเอง หรือจะซื้อถุงพลาสติกของเขาก็ได้ ถ้าจำไม่ผิดราคา ๕๐ เพนซ์ จะเป็นถุงพลาสติกหนาๆ คุณป้าๆ ชาวอังกฤษ ซื้อถุงแบบนี้แล้วก็เก็บไว้ใช้หลายๆ ครั้งจนกว่าจะพัง ตอนหลังๆ เขาถึงจะเริ่มมีถุงก๊อบแก๊บให้ฟรี แต่คนก็ยังเอาถุงไปใส่ของกันเอง ไม่รู้ว่าผ่านมา ๑๐ กว่าปีแล้ว เขายังเอาถุงไปใส่ของกันเองอยู่หรือเปล่า
ช่วงนี้เขาหันมารณรงค์ถุงผ้ากัน เรามีมาตรการส่วนตัวด้วยการหิ้วถุงผ้าใบเล็กไปกินข้าวตอนกลางวัน เอาไว้ใส่ผลไม้ที่ซื้อจากรถเข็น เราก็ต้องคอยรบกับพ่อค้าผลไม้ เพราะเขาก็จะคอยหยิบผลไม้ที่ใส่ถุงพลาสติกอยู่แล้ว ไปใส่ในถุงก๊อบแก๊บก่อนจะยื่นให้เราด้วยความเคยชิน เราต้องคอยบอกว่าไม่เอาถุงๆ ทุกครั้งไป ความจริงก็เกรงใจเขาหน่อยๆ เหมือนกันที่ทำให้เขาเสียกระบวนการผลิตอัตโนมัติของเขา แต่เราก็อดสงสารโลกไม่ได้...
มาตรการอื่นๆ ของเราก็อย่างเช่น เวลาไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็เอาถุงผ้าที่บริษัทแจกไปใส่ของ (ปีนี้บริษัทเราเขา “ฮิต” เรื่องปัญหาโลกร้อนกับเขาเหมือนกัน) บริษัทเราเป็นอเมริกัน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความมโหฬาร เพราะฉะนั้นถุงผ้าที่แจก ใบใหญ่ขนาดถ้าใส่ของเต็มถุง ก็แทบจะหิ้วไม่ใหว เพราะฉะนั้นเวลาเราไปซื้อของครั้งหนึ่งๆ จะประหยัดถุงก๊อบแก๊บไปได้อย่างน้อย ๒-๓ ถุง
เวลาเราไปซื้อของตามร้านหรือห้างสรรพสินค้า ถ้าเป็นไปได้ เราก็ไม่เอาถุง จะให้เขาใส่มาในกระเป๋าถือ หรือถุงผ้าที่เราหิ้วไปเอง (อันนี้ก็ต้องดูจังหวะด้วยเหมือนกัน เพราะบางทีพนักงานเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเราไม่อยากจะสร้างขยะ จะยืนยันใส่ถุงให้เราท่าเดียว)
โปรโมชั่นอย่างที่เซ็นทรัลทำเนี่ย เราไม่อยากให้มันเป็นแค่แฟชั่นที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความจริงเขาก็จะต้องมีโปรโมชั่นลดราคาสินค้ากันอยู่เนืองๆ ตลอดปีอยู่แล้ว การลดราคาเพื่อดึงลูกค้าเพิ่มยอดขายให้ตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อมแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
เรานึกไปถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือซุปเปอร์สโตร์ ก็น่าจะอะไรทำนองนี้ได้ เช่น ใครเอาถุงมาใส่ของเอง ลดราคาให้เลย ๑-๕% ของยอดซื้อ ยี่ห้อไหนใจป้ำก็ลดให้เยอะหน่อย (แต่ถ้าเอาถุงของคู่แข่งมาใส่ อาจจะลดให้น้อยหน่อย... ฮา!!) ถ้าจะให้ดึงดูดใจมากไปอีก ทำเลนพิเศษให้จ่ายเงินไปเลย ใครเอาถุงมาเอง เข้าช่อง No Bag Lane ได้ลดราคา แถมได้จ่ายเงินเร็ว
ทำแบบนี้ค่อยทำให้คนอยากจะลดใช้ถุง ช่วย(ไม่ให้)โลกร้อนกันหน่อย
ซ้ายหรือขวา?
ได้ฟอร์เวิร์ดเมลจากคนที่ออฟฟิศ บอกว่าให้ลองมองรูปสาวน้อยเต้นระบำคนนี้ดูว่า หมุนตัวไปทางไหน? หมุนตามเข็มนาฬิกา หรือ ทวนเข็มนาฬิกา เป็นแบบทดสอบ เพื่อดูว่าเราใช้สมองข้างไหนเป็นหลักในการตัดสินใจ
(หมายเหตุ: รูปข้างล่างนี้เป็น animated gif แต่เราอัพโหลดรูปในบล็อกเกอร์นี่ แล้วดูเหมือนว่ามันจะไม่ animated เอาเป็นว่าใครไม่เห็นว่ารูปสาวน้อยข้างล่างนี้หมุนตัว... ให้กดไปดูรูป >>ที่นี่)
ถ้าเห็นสาวน้อยหมุนตัวตามเข็มนาฬิกา หมายความว่า ใช้สมองซีกขวาเป็นหลัก ถ้าเห็นสาวน้อยหมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา หมายความว่า ใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก
แล้วก็มี “คำทำนาย” บอกลักษณะนิสัยของคนสองแบบ – พวกสมองซีกซ้าย กับพวกสมองซีกขวา (เราอ่านลักษณะนิสัย ๒ ด้านแล้ว เราว่าไม่น่าจะเรียกว่า ว่า พวกสมองซีกซ้าย หรือ พวกสมองซีกขวา แต่น่าจะเรียกว่า เป็นพวก “ใช้สมอง” กับพวก “ใช้หัวใจ” มากกว่า)
| สมองซีกซ้าย (LEFT BRAIN FUNCTIONS) | สมองซีกขวา (RIGHT BRAIN FUNCTIONS) |
| - ใช้เหตุผล (uses logic) | - ใช้ความรู้สึก (uses feeling) |
| - เน้นรายละเอียด (detail oriented) | - เน้นภาพรวม (“big picture” oriented) |
| - เชื่อข้อเท็จจริง (facts rule) | - เชื่อจินตนาการ (imagination rules) |
| - คำพูดและภาษา (words and language) | - สัญลักษณ์และรูปภาพ (symbols and images) |
| - ปัจจุบันกับอดีต (present and past) | - ปัจจุบันกับอนาคต (present and future) |
| - คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ (math and science) | - ปรัชญาและศาสนา (philosophy & religion) |
| - เข้าใจความสำคัญหรือธรรมชาติของสิ่งต่างๆ (can comprehend) | - เข้าใจความหมายของสิ่งต่างๆ (can “get it” (i.e. meaning)) |
| - มีความรู้ (knowing) | - มีความเชื่อ (believes) |
| - ยอมรับเพราะความรู้ รับรู้ถึงความมีอยู่และความเป็นจริง (acknowledges) | - ยอมรับเพราะความซาบซึ้ง รับรู้ถึงคุณภาพและความสำคัญ (appreciates) |
| - สนใจลำดับ/รูปแบบ (order/pattern perception) | - สนใจมิติและระยะ (spatial perception) |
| - รู้จักชื่อของสิ่งของ (knows object name) | - รู้การทำงานของสิ่งของ (knows object function) |
| - อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง (reality based) | - อยู่บนโลกของความเพ้อฝัน (fantasy based) |
| - วางกลยุทธ์ (forms strategies) | - นำเสนอโอกาสและความน่าจะเป็น (presents possibilities) |
| - ทำตามหลักการ/ความเหมาะสม/วิถีปฏิบัติ (practical) | - ทำตามสิ่งกระตุ้น/แรงจูงใจ/อารมณ์ (impetuous) |
| - ปลอดภัยไว้ก่อน (safe) | - กล้าได้กล้าเสีย (risk taking) |
เราดูภาพแล้วก็รู้สึกว่าสนุกดี เพราะครั้งแรกเรามองเห็นสาวน้อยหมุนทวนเข็มนาฬิกา (พวกสมองซีกซ้าย – สำหรับวิศวกรก็เหมาะสมดี!) แต่พอเราหันไปมองทางอื่น แล้วกลับมามองใหม่ สาวน้อยหมุนตามเข็มนาฬิกาไปซะแล้ว และพอมองๆ ไปซักพัก เราก็สามารถจะเปลี่ยนทิศทางการหมุนได้ โดยโฟกัสสายตาไปตรงอื่นแล้ว คิดว่าจะให้สาวน้อยหมุนไปทางไหน แล้วกลับมาโฟกัสที่สาวน้อยอีกทีหนึ่ง
ตอนแรกเราก็เชื่อว่ามันเกี่ยวกับการทำงานของสมองซีกซ้ายซีกขวาจริงๆ เลยคิดซื่อๆ เอาเองว่า ถ้างั้นเราก็น่าจะ “ฝึก” ใช้สมองซีกใดซีกหนึ่งได้ โดยการพยายามเลือกทิศทางการหมุนของสาวน้อย
ว่าแต่เรื่องของการทำงานของสมองนี่มันจริงหรือเปล่า เราชักสงสัย ก็เลยไปลองเสิร์ชดูว่ามีคนเขียนอะไรเกี่ยวกับสมองซีกซ้าย-สมองซีกขวาเอาไว้มั่ง ก็ไปเจอเรื่องสาวน้อยหมุนตัวนี้ในบล็อกเกี่ยวกับสมองที่เขียนโดยดร.สตีเวน โนเวลลา ดร. โนเวลลาเป็นอาจารย์แพทย์ด้านสมองสอนอยู่ที่ Yale University School of Medicine
เขาบอกว่า เรื่องสมองซีกซ้ายสมองซีกขวานี้ เป็นความเชื่อฝังใจของคนทั่วไปมานาน และน่าจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน แน่นอนว่าเรามีสมองสองซีก แต่ละซีกมีหน้าที่ความสามารถในการทำงานด้านต่างๆ แตกต่างกัน แต่มันเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น และทำงานเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ
มันเป็นความจริงว่าคนแต่ละคนจะใช้สมองซีกใดซีกหนึ่งเป็นหลัก แต่เรื่องนี้มีผลกับความถนัด (ซ้ายหรือขวา) และการประมวลผลด้านภาษามากกว่า นอกจากนี้ยังมีความไม่สมมาตรกันของสมองในด้านความทรงจำ คือบางคนอาจจะใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลักในการเก็บความทรงจำ ในขณะที่บางคนอาจจะใช้ซีกขวา
แต่การบอกว่าคนเรามีความสามารถหรือบุคลิกภาพแบบนั้นแบบนี้ เป็นเพราะเราใช้สมองซีกซ้ายหรือสมองซีกขวามากกว่า เป็นเรื่องไร้สาระ
คุณหมอยังบอกต่อไปอีกว่า การมองภาพสาวน้อยคนนี้ (หรือภาพลวงตาอื่นๆ) เป็นแค่การบอกว่าสมองของเราแปรข้อมูลที่ตามองเห็นไปเป็นภาพในสมองอย่างไรเท่านั้น ไม่สามารถใช้เป็นทดสอบว่าเราใช้สมองซีกไหนเป็นหลัก หรือ หรือใช้เป็นแบบทดสอบบุคลิกภาพ ได้แต่อย่างใด